- หน้าแรก
- จากศิษย์รับใช้สู่ยอดเซียนไร้พ่าย
- บทที่ 14 - มอบโอสถและสำนึกผิด
บทที่ 14 - มอบโอสถและสำนึกผิด
บทที่ 14 - มอบโอสถและสำนึกผิด
บทที่ 14 - มอบโอสถและสำนึกผิด
"ขอรับ ขอรับ ขอรับ..."
เฮ่อผิงเซิงรีบประสานมือคารวะ
ชายชราตรงหน้านี้ เฮ่อผิงเซิงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่เขารู้จัก
เพราะทั่วทั้งยอดเขาซิ่วจู๋ เต็มไปด้วยภาพวาดของตาเฒ่าคนนี้ เขาคือศิษย์ของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักไท่ซวีในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักไท่ซวี เป็นปรมาจารย์แห่งยอดเขาซิ่วจู๋
ผู้ยิ่งใหญ่ระดับพลังขั้นจินตัน นักพรตฉงหยาง
นักพรตฉงหยางผู้นี้ ยังเป็นอาจารย์ของพวกอวี้เสวียน อวี้เต๋อ และคนอื่นๆ อีกด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือ เขาเป็นอาจารย์ปู่ของหลิงหลงนั่นเอง
คนผู้นี้มีบารมีมากพอแล้วใช่หรือไม่?
"หน้าตาเจ้าดูไม่คุ้นเลยนะ!" นักพรตฉงหยางมองดูเฮ่อผิงเซิง พลางเอ่ยถาม "เพิ่งมาใหม่รึ?"
เฮ่อผิงเซิงพยักหน้า "ผู้น้อยมาจากฝ่ายธุรการ เป็นแค่ศิษย์สายธุรการในห้องหลอมโอสถเท่านั้นขอรับ!"
"ไร้เหตุผลสิ้นดี!" นักพรตฉงหยางโมโหขึ้นมาทันที เอ่ยว่า "ชายชราผู้นี้มาหลอมโอสถที่นี่ เด็กรับใช้โอสถไม่ยอมมาต้อนรับ กลับส่งศิษย์สายธุรการอย่างเจ้ามารับหน้า มันมีเหตุผลที่ไหนกัน?"
"ห่าวอวิ๋นไปไหน?"
"ไอ้เด็กคนนี้ ข้าอุตส่าห์เป็นคนดึงตัวมันมาจากข้างนอกกับมือเชียวนะ มันหายหัวไปไหนเนี่ย?"
"ยังไม่รีบมาพบข้าอีก?"
เฮ่อผิงเซิงสูดลมหายใจลึกๆ ประสานมือโค้งคำนับปรมาจารย์ตรงหน้าอีกครั้ง "เรียนปรมาจารย์ ศิษย์พี่ห่าวอวิ๋นถูกคนทำร้ายจนซี่โครงหักไปหลายซี่ ตอนนี้นอนซมอยู่บนเตียง ไม่สามารถมาคารวะท่านได้แล้วขอรับ!"
"ถูกทำร้ายรึ?"
ยอดฝีมือขั้นจินตันก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ก็ก้าวข้ามระยะทางหลายสิบจั้งไปโผล่ที่หน้าประตูห้องของห่าวอวิ๋นในชั่วพริบตา เขาทอดสายตามองเข้าไปด้านใน ก็เห็นห่าวอวิ๋นนอนหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียงจริงๆ เขาจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที "ไอ้หนู เจ้าไปทำอีท่าไหนมาเนี่ย? ใครกันช่างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก ถึงได้ทำร้ายเจ้าจนมีสภาพเช่นนี้?"
ห่าวอวิ๋นทำหน้าขมขื่น "ปรมาจารย์ ศิษย์ไม่สามารถโขกศีรษะคารวะท่านได้แล้วขอรับ!"
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ... จะมามัวโขกศีรษะคารวะอะไรกันเล่า เจ้าเล่ามาสิ ว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้น?"
ห่าวอวิ๋นตอบ "เมื่อวานนี้ หลิงหลง ศิษย์ของท่านลุงอาจารย์อวี้เต๋อมาหลอมโอสถขอรับ เพราะหลอมไม่สำเร็จ ก็เลยลงไม้ลงมือทุบตีศิษย์ไปยกหนึ่ง!"
"ไร้เหตุผลสิ้นดี... ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี..." นักพรตฉงหยางโกรธจนตัวสั่น เอ่ยว่า "หากเป็นเช่นนี้ ก็ช่างไร้มารยาทเสียจริง นี่จงใจจะสร้างเวรกรรมให้ยอดเขาซิ่วจู๋ของพวกเรางั้นรึ?"
"นักพรตเฒ่าบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากมาหลายสิบปี จะยอมให้สูญเปล่าไปในพริบตาได้อย่างไร?"
"หึ..."
กล่าวจบ นักพรตฉงหยางก็ขยับเท้า ร่างทั้งร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็นจุดเล็กๆ เท่าเมล็ดถั่ว เพียงไม่กี่ลมหายใจก็หายลับไปจากสายตา
ซี้ดดด...
เฮ่อผิงเซิงแหงนหน้ามองตามทิศทางที่ปรมาจารย์หายลับไป อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ: เป็นเซียนนี่ดีจังเลยนะ สามารถเหาะเหินเดินอากาศไปได้ทุกที่ในชั่วพริบตา โบยบินไปทั่วหล้าอย่างอิสระเสรี
ถ้าข้าสามารถฝึกตนเป็นเซียนได้ก็คงดีสินะ?
"แย่แล้ว แย่แล้ว แย่แล้ว..." ในเวลาเดียวกัน ชายผู้ที่นอนแหม็บอยู่บนเตียงภายในห้องกลับมีสีหน้าสิ้นหวังประหนึ่งโลกแตก "จบเห่แล้ว!"
เฮ่อผิงเซิงเดินเข้าไปถาม "ศิษย์พี่หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"
ห่าวอวิ๋นตอบ "เจ้าไม่รู้อะไร... ปรมาจารย์ยอดเขาซิ่วจู๋ของเราผู้นี้ ขึ้นชื่อเรื่องเกลียดชังความชั่วร้าย ตรงไปตรงมาที่สุด การที่เขากลับไปคราวนี้ คงไม่แคล้วต้องลงโทษทั้งศิษย์พี่หญิงหลิงหลงและท่านลุงอาจารย์อวี้เต๋อด้วยเป็นแน่!"
เฮ่อผิงเซิงยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม จึงคิดไม่ตลกถึงความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหล่านั้น เขายกมือเกาหัวพลางถาม "แบบนี้ไม่ดีหรือขอรับ?"
ห่าวอวิ๋นแย้ง "ย่อมไม่ดีแน่ ท่านลุงอาจารย์อวี้เต๋อและศิษย์พี่หญิงหลิงหลงผู้นี้ ล้วนเป็นคนใจแคบ หากพวกเขาถูกลงโทษเพราะข้า วันหลังข้าจะรอดเรอะ?"
"ถ้าโดนลงโทษเบาะๆ ก็ยังพอทน อย่างมากข้าก็แค่โดนอัดอีกสักรอบ!"
"แต่ถ้าโดนลงโทษหนักๆ เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของข้าคงจบเห่แน่!"
"เฮ้ย..." เฮ่อผิงเซิงลองคิดทบทวนไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "ศิษย์พี่... ขนาดปรมาจารย์ยังลงโทษพวกเขา แล้วพวกเขาจะไม่กลัวหรือขอรับ ยังกล้ามาแก้แค้นอีกหรือ?"
"เจ้านี่นะเจ้า!" ห่าวอวิ๋นยื่นมือขวาออกมา ใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากเฮ่อผิงเซิงแรงๆ สองที "ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนเจ้าเสียหน่อย... บางคนใจคอคับแคบ อะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ!"
"อีกอย่าง พวกเขาอาจจะไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ!"
"แค่ส่งใครมาสักคน แอบลอบเข้ามาในห้องหลอมโอสถกลางดึกกลางดื่น ซ้อมข้าจนน่วม สวรรค์เท่านั้นแหละที่จะรู้ว่าใครเป็นคนทำ?"
เฮ่อผิงเซิงเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว ในใจรู้สึกเลื่อมใสศิษย์พี่ห่าวอวิ๋นยิ่งนัก อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้ "ศิษย์พี่มองการณ์ไกลทะลุปรุโปร่งจริงๆ!"
ห่าวอวิ๋นถอนหายใจ "ทะลุปรุโปร่งอะไรกันเล่า เมื่อก่อนข้าก็เคยคิดเหมือนเจ้านั่นแหละ แต่พอเห็นโลกมามาก ก็เลยมองออก จิตใจคนในโลกนี้โหดร้ายนัก เจ้ายังไม่เคยพบเจอหรอก รอให้เจ้าโดนเล่นงานเสียเปรียบเข้าสักครั้ง ก็จะเข้าใจได้เองนั่นแหละ!"
เฮ่อผิงเซิงพยักหน้าด้วยความเลื่อมใส
ผ่านไปอึดใจหนึ่ง เขาก็แอบล้วงเอาโอสถกระดูกทองเม็ดนั้นออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้ห่าวอวิ๋นตรงหน้า "ศิษย์พี่ห่าว ของสิ่งนี้... ท่านกินซะเถอะ!"
"โอสถกระดูกทอง?"
หัวคิ้วของห่าวอวิ๋นกระตุก ยื่นมือไปรับโอสถกระดูกทองเม็ดนั้นมาถือไว้ พอมองดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าบนผิวเม็ดยามีลายเส้นโอสถอยู่ถึงสี่สาย เขาถึงกับเผลอร้องเสียงหลง "นี่... นี่มัน..."
พูดถึงตรงนี้ ห่าวอวิ๋นก็รีบลดเสียงลง "ถึงกับเป็นโอสถระดับสุดยอดเชียวรึ?"
"เจ้าหนู เจ้าไปเอามาจากไหนเนี่ย?"
เฮ่อผิงเซิงก้มหน้าลง เอ่ยว่า "ท่านอย่าเพิ่งถามเลย กินเข้าไปก่อนเถอะ มันจะช่วยให้อาการบาดเจ็บของท่านหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว!"
ห่าวอวิ๋นตีหน้าขรึมทันที "เจ้าบอกข้ามาก่อน ถ้าไม่บอก ข้าก็จะไม่กิน!"
เฮ่อผิงเซิงงัดเอาคำโกหกที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาใช้ "คือ... ของสิ่งนี้ เป็นสมบัติที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ข้าก่อนตาย พวกท่านกำชับว่าห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด แม้แต่ขวดกระเบื้องก็ยังไม่ให้ข้าไว้ ข้าจึงพกติดตัวไว้ตลอดเวลา!"
"บิดามารดาของเจ้า?" ห่าวอวิ๋นรู้สึกคลางแคลงใจ "ก็เป็นแค่ศิษย์สายนอกไม่ใช่รึ ถึงกับหาของดีแบบนี้มาได้เชียว?"
"นี่มันระดับสุดยอดเลยนะ อย่าเห็นว่าเป็นแค่โอสถระดับหนึ่ง ทั่วทั้งยอดเขาซิ่วจู๋นี้ก็ไม่มีใครหลอมออกมาได้หรอก!"
"ไม่สิ... ต้องบอกว่า ทั่วทั้งสำนักไท่ซวี ก็ไม่มีใครหลอมออกมาได้ต่างหาก!"
เฮ่อผิงเซิงนิ่งเงียบไม่ปริปาก
ห่าวอวิ๋นถามซ้ำ "เจ้าแน่ใจนะว่าเป็นของที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ ไม่ได้โกหก?"
เฮ่อผิงเซิงพยักหน้าด้วยความจริงใจสุดๆ
ห่าวอวิ๋นก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เอ่ยว่า "บิดาช่วยชีวิตเจ้าไว้หนึ่งครั้ง กินยาเจ้าหนึ่งเม็ด ถือว่าเราสองคนหายกันนะ!"
แปะ...
เขาตบมือเข้าที่ปากอย่างแรง ยาเม็ดนั้นก็กลิ้งลงคอไปทันที
"เฮ้ย... ของดีจริงๆ แฮะ..." หลังจากห่าวอวิ๋นกลืนยาลงไปได้ไม่นาน ใบหน้าก็เริ่มมีเลือดฝาดแดงซ่านขึ้นมา เขาพูดว่า "ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า อาการบาดเจ็บพวกนี้จะหายเป็นปลิดทิ้งภายในวันนี้เลยนะ?"
"มิน่าล่ะ ในหนังสือถึงเคยเขียนไว้ว่า โอสถระดับสุดยอดกับโอสถระดับสูง มันเป็นของที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!"
"ซี้ดดด... แม่งเอ๊ย... โคตรเจ็บเลย..."
...
ยอดเขาซิ่วจู๋ ลานเคลื่อนย้าย!
บนลานเคลื่อนย้ายมีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่สองจุด จุดหนึ่งคือจุดส่งออก ส่วนอีกจุดคือจุดรับเข้า
ศิษย์ที่ไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ หากต้องการเดินทางเข้าออก ก็ต้องผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายแห่งนี้
ดังนั้น ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่คึกคักและมีผู้คนพลุกพล่านที่สุดบนยอดเขาซิ่วจู๋อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และในเวลานี้ บนลานเคลื่อนย้ายกลับมีศิษย์สามคนกำลังคุกเข่าอยู่
คนหนึ่งคือหลิงหลง ส่วนอีกสองคนคือศิษย์ที่ตามนางไปยังห้องหลอมโอสถ และมีส่วนร่วมในการรุมทำร้ายห่าวอวิ๋น
พวกเขาทั้งสามคนถูกลงโทษให้สำนึกผิดเป็นเวลาสามวัน
และการสำนึกผิดที่ว่านี้ ก็คือการคุกเข่าทบทวนความผิดของตนเองอยู่บนลานเคลื่อนย้ายแห่งนี้นั่นเอง
(จบแล้ว)