- หน้าแรก
- จากขอทานไร้พรสวรรค์ สู่ผู้ปลุกพลังวิญญาณยุทธ์บรรพกาล
- บทที่ 38 - รอบคัดออก
บทที่ 38 - รอบคัดออก
บทที่ 38 - รอบคัดออก
บทที่ 38 - รอบคัดออก
นี่ถูกกำหนดให้เป็นค่ำคืนที่ไม่อาจสงบใจได้
ศิษย์ตระกูลหลิงนับไม่ถ้วนต่างพากันถูหมัดลูบมือ ตระเตรียมตัวอย่างลับๆ เพื่อไขว่คว้าโอกาสทองอันยอดเยี่ยมในการพลิกชะตาชีวิตดั่งปลาหลีฮื้อข้ามประตูมังกร
ฝ่ายระดับสูงของตระกูลหลิงเองก็จับตาดูเรื่องราวเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
สิ่งที่พวกเขาปรารถนาก็คือผลลัพธ์เช่นนี้นี่แหละ
มีเพียงภายใต้บรรยากาศเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถให้กำเนิดศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดได้อย่างแท้จริง
แตรศึกแห่งการต่อสู้ได้ถูกเป่าขึ้นแล้ว!
เหล่านักรบผู้ห้าวหาญต่างพากันลับดาบจนคมกริบ!
……
รุ่งอรุณของวันถัดมา
ณ ลานประลองยุทธ์
แม้ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ทว่าสถานที่แห่งนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายแล้ว
มีทั้งศิษย์ตระกูลหลิงที่ตื่นเต้นจนหลับไม่ลงตลอดทั้งคืน และมีทั้งผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลิงที่มาจัดเตรียมสถานที่ตั้งแต่เช้าตรู่
หลิงเซียวกลับกลายเป็นผู้ที่มาถึงค่อนข้างสาย
เมื่อคืนนี้เขานอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
ยามที่มาถึงลานประลอง ท้องฟ้าก็สว่างโร่แล้ว เขาพบว่าศิษย์สิบอันดับแรกของหอชั้นเลิศล้วนมาอยู่ที่นี่กันครบครัน
ส่วนศิษย์หออัจฉริยะที่อยู่ในอันดับสิบลงไป ก็พากันมาจนครบเช่นกัน
ทว่าเป้าหมายของคนเหล่านี้มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือหลิงอี้หาง อย่างมากก็เพิ่มหลิงอีเสวี่ยมาอีกหนึ่งคน
อย่างไรเสียในสายตาของพวกเขา ก็มีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่สามารถสร้างภัยคุกคามให้แก่พวกเขาได้
หลิงเซียวหาวหวอด พิงกำแพงหินพลางสังเกตการณ์สถานการณ์โดยรอบของลานประลองยุทธ์
เวทีประลองมีอยู่ราวๆ หลายสิบแห่ง
เขาไม่ได้นับดูให้ละเอียด ทว่าจำนวนผู้เข้าร่วมประลองมีมากนัก เวทีประลองเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
โดยเฉพาะในช่วงการประลองรอบคัดออก ที่มีผู้คนเกือบหมื่นคนต้องมาประชันฝีมือกัน หากไม่มีเวทีประลองจำนวนมากเช่นนี้ ก็ไม่รู้เลยว่าจะประลองกันไปจนถึงเมื่อใด
เวทีประลองทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นจากวัสดุพิเศษ เว้นเสียแต่ว่าจะครอบครองปราณกัง และอานุภาพของกระบวนท่าดุดันเกินไปจริงๆ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ยากที่จะทำลายให้แตกหักได้
สิ่งที่เรียกว่ารอบคัดออก แท้จริงแล้วก็คือการคัดเลือกศิษย์สิบอันดับแรกจากหอชั้นเลิศและศิษย์ระดับล่าง
จากนั้นทั้งสิบคนนี้ก็จะต้องไปรวมกลุ่มกับศิษย์หออัจฉริยะอีกหนึ่งร้อยคน เพื่อดำเนินการประลองครั้งใหญ่อย่างแท้จริง
เหตุผลง่ายดายยิ่งนัก ศิษย์หออัจฉริยะแข็งแกร่งเกินไป ศิษย์หอชั้นเลิศและศิษย์ระดับล่างส่วนใหญ่ล้วนไม่อาจเทียบชั้นได้เลยแม้แต่น้อย
หากนำมาปะปนกันทั้งหมด ก็รังแต่จะทำให้ศิษย์หออัจฉริยะต้องเสียเวลาเปล่า
หลิงเซียวทอดสายตามองไปยังศิษย์หออัจฉริยะหลายสิบคนนั้น
ดังคาดการณ์ไว้ ทุกคนล้วนมีระดับพลังชีพจรยุทธ์ขั้นที่สามจุดสูงสุด และบรรลุการก่อกำเนิดปราณกังแล้วทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่าระดับของการก่อกำเนิดปราณกังนั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
คนที่อ่อนด้อยที่สุด ก่อกำเนิดปราณกังในชีพจรยุทธ์เส้นแรกได้เพียงสองส่วนเท่านั้น
คนที่แข็งแกร่งที่สุด ควบแน่นปราณกังในชีพจรยุทธ์เส้นที่สามได้ถึงห้าส่วนแล้ว
แน่นอนว่า นี่เป็นเพราะพวกของหลิงเฟยฝานยังมาไม่ทันถึง ไม่เช่นนั้นแล้วคาดว่าความแข็งแกร่งของคนพวกนี้คงจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้แน่
ศิษย์หออัจฉริยะส่วนใหญ่ล้วนดูผ่อนคลายยิ่งนัก อย่างไรเสียในหมู่ศิษย์หอชั้นเลิศและศิษย์ระดับล่าง ผู้ที่สามารถสร้างภัยคุกคามให้พวกเขาได้นั้นมีน้อยเสียเหลือเกิน
ยามนี้พวกเขาต่างชี้ชวนกันวิพากษ์วิจารณ์ศิษย์หอชั้นเลิศและศิษย์ระดับล่างกันอย่างออกรส
"ฟังหัวหน้าหอของเราเปรยว่า ฝีมือของศิษย์หอชั้นเลิศรุ่นนี้ไม่เบาเลย คาดว่าคงมีสักห้าหกคนที่สามารถสร้างภัยคุกคามให้กับศิษย์หออัจฉริยะอย่างพวกเราได้"
"ข้าว่าก็คงมีเพียงหลิงอี้หางและหลิงอีเสวี่ยเท่านั้นแหละ ส่วนคนอื่นๆ ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงเลย"
"นั่นก็จริง หลิงอี้หางผู้นั้นรั้งอันดับที่สิบเอ็ดบนศิลาจัดอันดับมาตั้งนานแล้ว ทั้งยังเอาชนะศิษย์หออัจฉริยะของเรามาได้ติดต่อกันหลายคน ไม่แน่ว่าอาจจะสร้างภัยคุกคามให้กับคุณชายเฟยฝานได้เลยทีเดียว"
"เหอะ หลิงอี้หางนับเป็นอันใดได้ คุณชายเฟยฝานมีเพียงข้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้พิชิต!"
ฉับพลัน เสียงห้าวหาญก็ดังกึกก้องขึ้น ไม่นึกเลยว่าจะมีคนผู้หนึ่งกระโดดข้ามระยะทางหลายสิบก้าว ขึ้นไปบนแท่นชมการประลองได้โดยตรง
"หลิงจ้าน!"
"เป็นหลิงจ้าน อันดับสี่แห่งหออัจฉริยะนี่นา!"
การมาเยือนของคนผู้นี้ช่างสะดุดตาเกินไปแล้ว
ผนวกกับการที่ตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว ย่อมทำให้ฝูงชนเกิดความแตกตื่นฮือฮาขึ้นมาเป็นระลอก
หลิงเซียวเองก็มองไปยังหลิงจ้านผู้นี้เช่นกัน
เขามีร่างกายกำยำล่ำสันยิ่งนัก ส่วนสูงเกือบแปดเชียะ ทั่วร่างคล้ายกับเปี่ยมไปด้วยพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัว กล้ามเนื้อดูน่าครั่นคร้ามเป็นที่สุด
แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เมื่อหลิงเซียวใช้สอยวิญญาณยุทธ์ขุนเขาธาราวิเคราะห์คนผู้นี้ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สี่ และควบแน่นปราณกังในชีพจรยุทธ์เส้นที่สามได้ถึงเก้าส่วนแล้ว!
สมกับเป็นอันดับสี่แห่งหออัจฉริยะ ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
หลิงเซียวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา อันดับสี่ยังถึงเพียงนี้ แล้วสามอันดับแรกเล่าจะเป็นเช่นไร?
เขารู้ดีมาแต่แรกแล้วว่าศิษย์หออัจฉริยะนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทว่าเมื่อหลิงจ้านปรากฏตัวขึ้น เขาก็ยังคงรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
"ภายใต้สี่คุณชาย ก็คือพวกหลิงอวิ๋น หลิงซวง หลิงจ้านนี่แหละ สมควรกล่าวได้ว่า มีระดับพลังเทียบเท่ากับระดับว่าที่คุณชายแล้ว!"
"ว่าที่คุณชายงั้นหรือ เฮ้อ พวกเราแค่ระดับว่าที่คุณชายก็ยังไม่อาจตามทัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสี่คุณชายแห่งเมืองเทียนเฟิงเลย"
"หลิงเฟยฝาน หลิงอวิ๋น และหลิงซวงล้วนยังมาไม่ทันถึงกระมัง คาดว่าพวกเขายังคงไม่มีความสนใจในการต่อสู้ของหอชั้นเลิศมากนักหรอก"
"นั่นสิ ก็มีเพียงหลิงจ้านผู้นี้ที่ชมชอบความคึกคัก ไม่เช่นนั้นด้วยสถานะของเขา ก็ไม่จำเป็นต้องมาหรอก"
หลิงอี้หางที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่บนม้านั่งหิน เพียงแค่ปรายตามองหลิงจ้านอย่างเรียบเฉย ไม่อาจมองออกเลยว่าบนใบหน้าของเขากำลังแสดงความนึกคิดเช่นไร
เขายังคงก้มหน้าก้มตาทานอาหารของตนเองต่อไป
ส่วนหลิงอีเสวี่ยกลับมีสีหน้าย่ำแย่ลงเล็กน้อย
หลิงเฟิงกับหลิงเถียโส่วยิ่งมีใบหน้าซีดเผือด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลิงจ้านผู้นี้ พวกเขาล้วนไม่มีโอกาสคว้าชัยชนะได้เลยแม้แต่น้อย
หลิงเซียวกำหมัดแน่น
"คู่ต่อสู้ยิ่งแกร่ง ก็ยิ่งน่าสนุกไม่ใช่หรือ!"
กล่าวตามตรง ตั้งแต่เขาครอบครองวิญญาณยุทธ์ขุนเขาธารา เขายังไม่เคยต่อสู้ด้วยพละกำลังทั้งหมดเลยสักครา
หลังจากตระหนักรู้ 《ท่าร่างเหินเมฆา - มังกรวารี》 และ 《เคล็ดวิชาโคปีศาจ - ควบแน่นปราณสังหาร》 แล้ว เขาก็ยิ่งไม่เคยประมือกับผู้ใดอย่างแท้จริงเลย
การรับมือกับหลิงเถียโส่ว ก็เป็นเพียงแค่การหลบหลีกเท่านั้น
"หากข้าเอาจริงขึ้นมา แม้แต่ข้าเองยังหวาดกลัวเลย ไม่รู้ว่าก่อนที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่สี่ ข้าจะก้าวไปถึงจุดใดกันนะ?"
"เอาล่ะ เงียบๆ กันหน่อย! การประลองรอบคัดออกประจำปีใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว พวกเราจะตัดสินคัดเลือกผู้ชนะสิบอันดับแรก จากศิษย์หอชั้นเลิศและศิษย์ระดับล่างนับหมื่นคน!"
เสียงที่เปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามและทรงพลังดังกึกก้องขึ้น
คนผู้นี้น่าจะเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลิงที่ดูแลหอชั้นเลิศ ทว่าหลิงเซียวกลับไม่รู้จักเลยจริงๆ
เมื่อการประลองเริ่มขึ้น ทุกคนต่างก็เงียบเสียงลง
คัดเลือกสิบคนจากคนนับหมื่น นี่ถือเป็นการแข่งขันที่โหดร้ายยิ่งนัก
แน่นอนว่า ต่อให้ไม่อาจเข้าสู่สิบอันดับแรกได้ ทว่าขอเพียงอันดับอยู่ในหนึ่งพันคนแรก ก็ยังสามารถรั้งอยู่ในหอชั้นเลิศต่อไปได้
ดังนั้นอย่ามองแค่ว่าศิษย์ที่เข้าร่วมประลองจะมีจำนวนมหาศาล ทว่าจุดประสงค์และเป้าหมายของทุกคนล้วนแตกต่างกันออกไป
บางคนปรารถนาเพียงแค่การได้เข้าสู่หนึ่งพันอันดับแรกเท่านั้น
บางคนก็ปรารถนาจะได้อันดับของหอชั้นเลิศ
และบางคนก็ปรารถนาจะอาศัยการประลองครานี้ก้าวเข้าสู่หออัจฉริยะ
"ยามนี้ การประลองรอบแรกเริ่มขึ้นแล้ว จงตั้งใจฟังหมายเลข จากนั้นก็ขึ้นไปยังเวทีประลองที่จัดเตรียมไว้ หากไม่ปรากฏตัวภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าสละสิทธิ์"
รูปแบบการประลองแท้จริงแล้วเรียบง่ายยิ่งนัก ตัดสินแพ้ชนะกันในรอบเดียว ประลองแบบตัวต่อตัว ผู้แพ้ออกจากสนาม ผู้ชนะได้อยู่ต่อ
จนกระทั่งจำนวนคนเหลือเพียงหนึ่งพันคน รูปแบบการประลองจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
อ้างอิงจากอันดับบนแผ่นศิลา คนหนึ่งพันคนนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสิบกลุ่ม และการจัดเตรียมทั้งสิบกลุ่มนี้ จะเป็นไปในรูปแบบสลับฟันปลา
ยกตัวอย่างเช่น อันดับที่หนึ่งอย่างหลิงอี้หางจะอยู่กลุ่มที่หนึ่ง อันดับที่สองอย่างหลิงอีเสวี่ยจะอยู่กลุ่มที่สอง เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ศิษย์อันดับที่ยี่สิบก็จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่สิบอีกครา
ผลดีของการกระทำเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนยิ่งนัก คือสามารถช่วยให้ศิษย์ที่แข็งแกร่งรั้งอยู่จนถึงรอบลึกๆ ได้ โดยไม่ต้องมาเผชิญหน้ากันเองก่อนเวลาอันควร
ทั้งสิบกลุ่มนี้ แต่ละกลุ่มจะมีอยู่หนึ่งร้อยคน ท้ายที่สุดจะตัดสินคัดเลือกเพียงคนเดียวเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
นั่นก็คือการเข้าร่วมประลองกับศิษย์หออัจฉริยะ
ทว่านั่นเป็นเรื่องที่จะบังเกิดขึ้นหลังจากเหลือคนเพียงหนึ่งพันคนแล้ว
ยามนี้ คนนับหมื่นคน เว้นแต่สิบอันดับแรกที่ถูกจัดให้เป็นตัวเต็งและไม่ต้องเข้าร่วมรอบนี้แล้ว คนที่เหลือล้วนต้องประลองไปทีละรอบเพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป
(จบแล้ว)