- หน้าแรก
- สยบอาถรรพ์ใต้ฝ่าเท้า บรรลุเต๋าอมตะกลางกลียุค
- บทที่ 42 - ปู่หลานปริศนา
บทที่ 42 - ปู่หลานปริศนา
บทที่ 42 - ปู่หลานปริศนา
บทที่ 42 - ปู่หลานปริศนา
ลมภูเขากรรโชกแรงพัดมาวูบหนึ่ง เด็กหนุ่มรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัวจนต้องสั่นสะท้านอย่างแรง
ที่นี่ไม่ปลอดภัย!
ตอนนี้การต่อสู้กับคลื่นสัตว์อสูรกำลังดุเดือด หากโชคร้ายอาจจะได้พบกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเข้า ในขณะที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ยังคงหมดสติและไร้ซึ่งพลังต่อสู้ ส่วนตัวเขาเองก็มีระดับการฝึกตนเพียงน้อยนิด ไม่อาจต่อกรกับสัตว์อสูรระดับสูงได้เลย
เฉินฉางมิ่งจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ แบกร่างของศิษย์พี่หญิงใหญ่ขึ้นหลัง ใช้เถาวัลย์สองเส้นผูกมัดนางไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะพุ่งทะยานมุ่งหน้าออกจากภูเขาไปอย่างรวดเร็ว
วิชาท่าร่างมังกรท่องถูกใช้ออกมาอย่างเต็มกำลัง ร่างของเขาพุ่งทะยานไปเบื้องหน้ารวดเร็วดุจดาวตก
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินฉางมิ่งใช้อานุภาพของวิชาท่าร่างมังกรท่องอย่างเต็มที่ในภูเขาอวิ๋นอู้ เขาทะลวงผ่านสมรภูมิรบแห่งแล้วแห่งเล่า ข้ามผ่านสัตว์อสูรตัวแล้วตัวเล่าด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว
"หืม หลัวหลานบาดเจ็บงั้นหรือ ทำไมความเร็วของเจ้าเด็กนี่ถึงได้รวดเร็วขนาดนี้"
ฉินฉางเทียนที่กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรสองตัว ชำเลืองมองไปเห็นเงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านไปแต่ไกล ทำให้เขาตกใจไม่น้อย
เขามองเห็นเงาร่างนั้นได้อย่างชัดเจน
เป็นศิษย์สายนอกเฉินฉางมิ่งที่กำลังแบกหลัวหลานหนีเอาชีวิตรอดอย่างบ้าคลั่ง
"ไอ้เด็กนี่ ซ่อนฝีมือไว้จริงๆ ด้วย..." ฉินฉางเทียนแสยะยิ้มเย็นชา นัยน์ตาล้ำลึกฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง
หากไม่ใช่เพราะถูกสัตว์อสูรสองตัวพัวพันจนปลีกตัวไม่ได้ล่ะก็ วันนี้เขาฉินฉางเทียนคงฉวยโอกาสตอนชุลมุนนี้ กำจัดหอกข้างแคร่ที่อาจเป็นภัยต่ออนาคตของเขาไปแล้ว
"ตอนนี้เอาชีวิตรอดก่อนเถอะ ไว้กลับไปถึงสำนักค่อยว่ากันใหม่..."
ในวินาทีนั้น ศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักหลิงเซียวผู้นี้ ก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางในใจเรียบร้อยแล้ว
ด้วยการทุ่มเทใช้วิชาท่าร่างมังกรท่องอย่างเต็มกำลัง และเพลงกระบี่หลิงเซียวที่ทรงอานุภาพสูงสุด แถมบางครั้งยังงัดไพ่ตายอย่างวิชาดรรชนีปราณออกมาใช้ ในที่สุดเด็กหนุ่มก็สามารถหลบหนีออกจากคลื่นสัตว์อสูรที่ภูเขาอวิ๋นอู้มาได้อย่างหวุดหวิด
หลังจากเข้าสู่เขตที่ราบ
เขาไม่กล้าหยุดพักแม้แต่น้อย วิ่งตะบึงรวดเดียวไปไกลนับพันลี้ จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงกลางดึก พลังปราณในกายเหลือไม่ถึงหนึ่งในห้า เขาถึงได้พบกับศาลเจ้าภูเขาที่ทรุดโทรมตั้งอยู่บนเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง เด็กหนุ่มพุ่งตัวเข้าไปหลบภัยในทันที
แฮ่ก แฮ่ก...
เด็กหนุ่มหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อท่วมตัว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด การวิ่งมาราธอนนับพันลี้เป็นภาระหนักหนาต่อร่างกายมากนัก ประกอบกับเขามีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยติดตัวมาด้วย ดังนั้นแม้จะยังมีพลังปราณหลงเหลืออยู่ แต่เขาก็รู้สึกว่าร่างกายแทบจะรับไม่ไหวแล้ว
หลังจากหากอหญ้าแห้งมาปูรองรับ เฉินฉางมิ่งก็วางร่างศิษย์พี่หญิงใหญ่ลงไป ก่อนจะรีบก่อกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่น
แสงไฟสว่างไสว ใบหน้าเล็กๆ ของศิษย์พี่หญิงใหญ่ไม่ซีดเซียวอีกต่อไปแล้ว เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ศิษย์พี่หญิงใหญ่ปลอดภัยก็ดีแล้ว...
เขานั่งขัดสมาธิ เริ่มเดินพลังเคล็ดวิชาฉางชุนเพื่อฟื้นฟูพลังปราณในกาย
ฟู่ ฟู่...
พลังปราณรอบๆ ศาลเจ้าร้าง คล้ายกับถูกดึงดูดด้วยพลังลึกลับบางอย่าง มันพุ่งเข้ามารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของเขาประดุจแม่น้ำสายใหญ่ไหลลงสู่มหาสมุทร
ภาพเหตุการณ์นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เฉินฉางมิ่งเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เมื่อเขาลองสังเกตดูให้ดี ก็พบว่าพลังปราณส่วนใหญ่ไหลเข้าไปในตัวของแมลงสีเงินที่เกาะอยู่บริเวณหน้าอกของเขา
"นี่มันแมลงวิเศษอะไรกันเนี่ย ระดับการฝึกตนแค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่ง แต่กลับดูดซับพลังปราณได้น่ากลัวขนาดนี้..." เขาหน้าถอดสี ทว่าก็ไม่อาจหยั่งรู้ถึงความลึกลับซับซ้อนที่แฝงอยู่ได้
ในเมื่อคิดไม่ออก เขาก็คร้านที่จะใส่ใจ ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนเคล็ดวิชาฉางชุนต่อไป
สองชั่วยามผ่านไป
เฉินฉางมิ่งลืมตาขึ้นด้วยความสดชื่นแจ่มใส ก่อนจะลุกขึ้นยืน
พลังปราณในจุดตันเถียนของเขาฟื้นฟูเต็มที่แล้ว ตอนนี้เขารู้สึกหิว จึงตั้งใจจะต้มข้าวปราณสักหน่อย
เขาหยิบหม้อใบหนึ่งออกมาจากถุงมิติ ออกไปตักน้ำที่แม่น้ำด้านนอก ใส่ข้าวปราณลงไป แล้วนำมาตั้งไฟต้ม ผ่านไปครู่หนึ่ง กลิ่นหอมของข้าวก็โชยกรุ่นไปทั่วศาลเจ้าเล็กๆ
ข้าวปราณที่เฉินฉางมิ่งเก็บเกี่ยวมาครั้งล่าสุด ส่วนใหญ่เป็นข้าวปราณขั้นกลาง จำนวนหลายแสนชั่งนั้นเขายังคงเก็บไว้ในถุงมิติ ไม่เคยนำออกไปขายเลย
นี่คือเสบียงสำรองก้อนสุดท้ายของเขา
หากไม่ถึงคราวคับขันจนเอาชีวิตไม่รอด เขาจะไม่ยอมนำออกมาใช้เด็ดขาด การมีข้าวตุนไว้เยอะๆ ย่อมทำให้รู้สึกอุ่นใจเสมอ
ท้องฟ้ายังคงมืดมิด ไม่รู้ว่าเมฆครึ้มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ลมกระโชกแรงพัดมา พร้อมกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ส่องสว่างไปทั่วทุ่งกว้าง ฝูงนกในป่าทึบแตกตื่นตกใจ บินหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง
เฉินฉางมิ่งเติมฟืนลงไป กองไฟก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
แสงไฟที่เต้นเร่า ส่องกระทบใบหน้าของหลัวหลานจนดูแดงเปล่งปลั่ง บาดแผลเริ่มตกสะเก็ด ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นจังหวะ
"อีกไม่นาน ศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็คงจะฟื้นแล้วล่ะ" เฉินฉางมิ่งรู้สึกโล่งใจขึ้นมา เมื่อเหลือบมองข้าวปราณที่ต้มอยู่ในหม้อ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ข้าวต้มสุกแล้ว
ซู่ ซู่...
ในตอนนั้นเอง ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
"แค่กๆ ข้าวต้มนี่หอมจังเลย..." ท่ามกลางเสียงฝน เสียงของชายชราผู้หนึ่งก็ดังกังวานขึ้นอย่างชัดเจน ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า แต่เฉินฉางมิ่งกลับเบิกตากว้างมองเงาร่างสองสาย ทั้งแก่และเด็ก ค่อยๆ เดินเข้ามาในศาลเจ้าร้าง
ชายชราสวมชุดผ้าป่าน ดูเรียบง่าย คล้ายกับชาวนาเฒ่าตามชนบท ด้านนอกฝนตกหนัก ทว่าบนตัวเขากลับไม่มีหยดน้ำเกาะอยู่เลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งพื้นรองเท้าก็ยังไม่เปียก
เขามีสีหน้าอ่อนโยน บนตัวไม่มีกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญเพียรแผ่ซ่านออกมาเลย ดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
"นี่คือยอดฝีมือ" เฉินฉางมิ่งหรี่ตาลง ในใจพลันรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา
ชายชราชุดผ้าป่านมองดูหม้อเหล็กบนกองไฟ จมูกสูดดมกลิ่นหอม ใบหน้าเผยให้เห็นความเคลิบเคลิ้ม พลางพึมพำว่า "คิดไม่ถึงเลยว่า จะได้กินข้าวปราณขั้นกลางในที่แบบนี้ด้วย..."
"ท่านปู่ ข้าวปราณขั้นสูงข้ายังกินจนเบื่อเลย" เด็กหญิงที่ถูกท่านปู่จูงมืออยู่ ย่นจมูกโด่งรั้นอย่างน่าเอ็นดู ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นอย่างแง่งอน
เด็กหญิงผู้นี้ ดูอายุราวๆ หกเจ็ดขวบ ไม่เพียงแต่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แต่ยังดูงดงามอีกด้วย ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความฉลาดเฉลียว รับกับริมฝีปากบางจิ้มลิ้ม ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกประทับใจ
อายุยังน้อยแต่กลับงดงามถึงเพียงนี้ หากโตขึ้น คงต้องกลายเป็นหญิงงามล่มเมืองแน่ๆ
ที่น่าตกใจคือ เด็กหญิงผู้นี้มีระดับการฝึกตนอยู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม เช่นเดียวกับเฉินฉางมิ่ง
ข้าวปราณขั้นสูงงั้นหรือ
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหญิง เฉินฉางมิ่งก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงสันหลังโดยสัญชาตญาณ นี่มันบุคคลระดับไหนกันเนี่ย ถึงขั้นกินข้าวปราณขั้นสูงจนเบื่อแล้ว
"ซิ่วเอ๋อร์ การที่พวกเราออกเดินทางท่องโลกกว้าง ก็เพื่อสัมผัสความยากลำบากและขัดเกลาวิถีแห่งเต๋า เจ้าออกมาตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ปู่รู้สึกปวดใจเหลือเกิน..." ชายชราชุดผ้าป่านทอดถอนใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหญิงก็หน้าเสีย รีบโบกไม้โบกมือกล่าวอย่างน่าสงสาร "ท่านปู่ ข้าเชื่อฟังท่าน ข้าวปราณขั้นกลางนี้ข้าก็กินได้"
"ดี" ชายชราชุดผ้าป่านแย้มยิ้ม จูงมือหลานสาวเดินมาที่กองไฟ มองดูเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยถาม "พ่อหนุ่ม ขอพวกเราแบ่งข้าวกินสักมื้อได้หรือไม่"
"ผู้อาวุโส เชิญตามสบายเลยขอรับ" เฉินฉางมิ่งยิ้มเจื่อน รีบหยิบชามกระเบื้องออกมาจากถุงมิติหลายใบ ตักข้าวต้มใส่สองชาม แล้วประคองส่งให้อย่างนอบน้อม
ชายชราเบื้องหน้าผู้นี้ลึกล้ำสุดหยั่งคาด เขาไม่อาจล่วงเกินได้ โชคดีที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนเลวร้ายอะไร
"ขอบใจมากนะ พ่อหนุ่ม" ชายชราชุดผ้าป่านรับชามไป ซดน้ำข้าวต้มเข้าไปอึกหนึ่ง พลางเดาะลิ้นลิ้มรสความหอมหวานของข้าวปราณ
เด็กหญิงก็กินข้าวต้มเช่นกัน แต่สีหน้ากลับดูเรียบเฉย
เฉินฉางมิ่งตักข้าวต้มให้ตัวเองหนึ่งชาม แล้วก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุคคลระดับสูงที่ไม่อาจหยั่งถึง เขาจึงไม่กล้าพูดจาส่งเดช เกรงว่าจะนำภัยมาสู่ตัว
หลังจากซดข้าวต้มไปครึ่งชาม ชายชราชุดผ้าป่านก็ยิ้มพลางเอ่ยถาม "พ่อหนุ่ม เจ้าคือศิษย์สำนักหลิงเซียวแห่งแคว้นเยว่ใช่หรือไม่"
"ใช่ขอรับ ผู้อาวุโส" เฉินฉางมิ่งตอบตามตรง
"ระหว่างทางที่ผ่านมา ข้าก็ได้ยินมาว่าเพลงกระบี่หลิงเซียวของสำนักพวกเจ้าร้ายกาจไม่เบาเลยนะ..." ชายชราชุดผ้าป่านซดข้าวต้มดังซู้ดซ้าด พลางก้มหน้าเอ่ย
เมื่อเห็นชายชราเอ่ยชมเพลงกระบี่หลิงเซียว เฉินฉางมิ่งก็ยิ่งระแวดระวังตัวมากขึ้น เขายิ้มรับอย่างซื่อๆ ก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มต่อไป พลางตอบอ้อมแอ้มว่า "ผู้อาวุโสกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ"
ชายชราชุดผ้าป่านวางชามเปล่าลง ลูบท้องด้วยความอิ่มเอมใจ พลางหัวเราะร่วนแล้วกล่าวว่า "หลานสาวของข้าผู้นี้ก็เรียนเพลงกระบี่มาเหมือนกัน ไม่สู้เจ้ากับหลานข้ามาประลองฝีมือกันสักหน่อยดีหรือไม่ วางใจเถอะ ชายแก่หน้าบางอย่างข้า ไม่ยอมกินข้าวต้มของเจ้าฟรีๆ หรือให้เจ้าประลองเหนื่อยเปล่าๆ หรอกน่า"
(จบแล้ว)