- หน้าแรก
- สยบอาถรรพ์ใต้ฝ่าเท้า บรรลุเต๋าอมตะกลางกลียุค
- บทที่ 37 - อยากโดนอัดก็บอกมาตรงๆ
บทที่ 37 - อยากโดนอัดก็บอกมาตรงๆ
บทที่ 37 - อยากโดนอัดก็บอกมาตรงๆ
บทที่ 37 - อยากโดนอัดก็บอกมาตรงๆ
"อวี๋จิงจิง หากเจ้าอยากโดนอัดก็บอกมาตรงๆ เถอะ!" หลัวหลานเดือดดาลขึ้นมาทันที นางเลิกคิ้วถมึงทา ชักกระบี่ออกมาจ่อหน้าอีกฝ่าย
"คิกคิก ล้อเล่นน่า" อวี๋จิงจิงถอยหลังไปสองก้าว เบ้ปากกล่าวว่า "ได้ยินมาว่าเจ้าเด็กนี่เป็นศิษย์ที่รากปราณห่วยแตกที่สุดในสำนักหลิงเซียวของพวกเจ้าไม่ใช่หรือ หลัวหลานเอ๋ย ที่เจ้าพาเขาติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกวันเนี่ย สรุปว่าเจ้าถูกใจเขากรงไหนกันแน่"
หลัวหลานแค่นหัวเราะอย่างหยิ่งผยอง "ศิษย์น้องเล็กของข้าคนนี้เป็นอัจฉริยะด้านวิถีกระบี่เชียวนะ"
ศิษย์น้องเล็กเพิ่งฝึกฝนมาได้เพียงครึ่งปี ก็สามารถบรรลุเพลงกระบี่หลิงเซียวถึงเจตนากระบี่สี่ส่วนแล้ว หากให้เขาหมกมุ่นอยู่กับเพลงกระบี่สักสิบปี ยี่สิบปี ศิษย์น้องเล็กจะก้าวไปถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด ต่อให้เทียบชั้นกับปรมาจารย์หลิงเซียวก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
"ข้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกันว่า เจ้าเด็กนี่ได้รับคำชมว่าบรรลุเจตนากระบี่ถึงสี่ส่วน แต่ทว่าหลัวหลานเอ๋ย ความเร็วในการฝึกตนของเขาก็ยังคงเป็นจุดอ่อนที่แก้ไม่หายอยู่ดี บางคนแม้ฝีมือกระบี่จะสู้เขาไม่ได้ แต่ใช้พลังฝึกตนข่มก็เอาชนะได้แล้ว!" อวี๋จิงจิงยิ้มบางๆ
นางปรายตามองเด็กหนุ่มจากสำนักหลิงเซียว แววตาดูแคลนฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ณ ค่ายของสำนักหลิงเซียว ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าเต็นท์ สายตาจับจ้องทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าด้วยใบหน้านิ่งสงบไร้คลื่นอารมณ์
"ศิษย์น้องเล็ก พวกเราไปกันเถอะ" หลัวหลานไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับอวี๋จิงจิงอีก จึงจูงมือเด็กหนุ่มเดินจ้ำอ้าวกลับไปที่ค่าย
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาในค่าย และเห็นชายหนุ่มยืนอยู่หน้าเต็นท์ นางก็รีบประสานมือคารวะทันที "ไม่นึกเลยว่าศิษย์พี่ฉินก็จะมาด้วย"
"ช่วงนี้สัตว์อสูรที่ภูเขาอวิ๋นอู้ดุร้ายมาก แต่ละสำนักจึงส่งศิษย์ขั้นสร้างรากฐานมาคอยควบคุมดูแล ข้าเองก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะทะลวงขั้นในช่วงนี้ จึงถือโอกาสมาฝึกปรือฝีมือกระบี่ที่นี่เสียเลย..." ฉินฉางเทียนยิ้มบางๆ ก่อนจะปรายตามองเฉินฉางมิ่งอย่างมีความหมายลึกซึ้ง พลางหัวเราะร่วน "ศิษย์น้องเฉิน หากมีโอกาสพวกเรามาแลกเปลี่ยนเพลงกระบี่หลิงเซียวกันสักหน่อยดีหรือไม่"
"ศิษย์พี่ฉิน เพลงกระบี่อันน้อยนิดของข้า เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านแล้ว ข้าคงมิกล้าเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนหรอกขอรับ" เฉินฉางมิ่งยิ้มตอบ ปฏิเสธฉินฉางเทียนอย่างนุ่มนวล
สัญชาตญาณบอกเขาว่า ฉินฉางเทียนผู้นี้เป็นคนลึกซึ้ง การอ้างว่าจะแลกเปลี่ยนเพลงกระบี่ อาจเป็นข้ออ้างในการหยั่งเชิงฝีมือที่แท้จริงของเขาก็เป็นได้
ไพ่ตายของเขา จะนำออกมาใช้ก็ต่อเมื่อเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตายเท่านั้น
ดังนั้น อย่าว่าแต่ฉินฉางเทียนเลย ต่อให้เปลี่ยนเป็นศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่เขาเคารพรักมาตลอด เขาก็ยังคงซ่อนคมเอาไว้ และไม่มีทางเผยไพ่ตายออกมาเด็ดขาด
ใบหน้าของฉินฉางเทียนฉายแววผิดหวังออกมา แต่ไม่นานสีหน้าก็กลับมาเป็นปกติ
หลังจากเข้ามาในค่าย
หลัวหลานก็หยิบเต็นท์สองหลังจากถุงมิติออกมา เมื่อกางเสร็จ นางก็แยกย้ายกับเฉินฉางมิ่ง แล้วมุดเข้าไปในเต็นท์ของตน
เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่ใส่ใจรายละเอียดถึงเพียงนี้ เฉินฉางมิ่งก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
เขาเข้าไปในเต็นท์ นั่งขัดสมาธิ และเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาฉางชุน
ว่ากันตามตรง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยละทิ้งเคล็ดวิชาฉางชุนเลย แต่หนทางสู่การทะลวงผ่านครั้งที่สี่นั้นยังคงอีกยาวไกลนัก
ทว่าเฉินฉางมิ่งก็ไม่ได้เร่งรีบอันใด
การเสริมความแข็งแกร่งครั้งที่สี่ต้องใช้จำนวนครั้งอย่างน้อยห้าหมื่นครั้ง กว่าเขาจะทะลวงผ่านได้เร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาสองถึงสามปี
"เกิดเป็นคนต้องทำตัวให้กลมกลืน ห้ามเปิดเผยความแข็งแกร่งต่อหน้าผู้อื่นเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากเผลอไปล่วงเกินศัตรูตัวฉกาจเข้า เกรงว่าคงรอไม่ถึงตอนที่เคล็ดวิชาฉางชุนได้รับการเสริมความแข็งแกร่งครั้งที่สี่เป็นแน่..." เฉินฉางมิ่งท่องจำประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ ความระแวดระวังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อครู่นี้ฉินฉางเทียนเพิ่งจะเตือนสติเขาว่า ในสำนักนั้น ผู้ที่เสียสละอย่างศิษย์พี่หญิงใหญ่นั้นหาได้ยากยิ่ง ส่วนใหญ่ล้วนเห็นแก่ตัวและแทบจะไม่เคยนึกถึงผู้อื่นเลย
เขาจะต้องอดทน อดทนจนกว่าเคล็ดวิชาต่างๆ จะแข็งแกร่งขึ้น อดทนจนกว่าระดับการฝึกตนจะเพิ่มสูงขึ้น
กลางดึก
เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังแว่วมาจากในหุบเขาเป็นระลอกๆ ไม่นานนัก เสียงคำรามนั้นก็ดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปลุกคนในค่ายให้ตื่นขึ้นมาหลายคน
"สัตว์อสูรบุก!" ใครบางคนตะโกนก้อง
ชั่วพริบตา เงาร่างสายแล้วสายเล่าก็พุ่งทะยานออกจากค่ายใหญ่แต่ละแห่ง มุ่งหน้าไปยังทางเข้าหุบเขา
ทันทีที่เฉินฉางมิ่งก้าวออกจากเต็นท์ เขาก็เห็นเงาร่างสายหนึ่งพุ่งผ่านไป พร้อมกับเสียงของศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่ดังก้องขึ้น "ศิษย์น้องเล็ก สัตว์อสูรพวกนี้แข็งแกร่งมาก ตอนต่อสู้เจ้าต้องระวังตัวให้จงหนัก!"
"ได้ขอรับ ศิษย์พี่หญิงใหญ่" เฉินฉางมิ่งขานรับ แล้วพุ่งทะยานตามออกไป
ภายใต้ความมืดมิดยามค่ำคืน สัตว์อสูรจำนวนมหาศาลทะลักออกมาจากทางเข้าหุบเขา ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก พุ่งตรงเข้าใส่ค่ายทหาร
ในขณะเดียวกัน
กองทัพผู้บำเพ็ญเพียรก็ถาโถมออกไปปะทะกับสัตว์อสูรอย่างดุเดือด
ทันทีที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน การเข่นฆ่าอย่างเอาเป็นเอาตายก็อุบัติขึ้น
เมื่อเฉินฉางมิ่งรุดมาถึง กองกำลังหลักด้านหน้าก็ปะทะกับสัตว์อสูรเข้าแล้ว เขายืนอยู่รั้งท้าย นัยน์ตาทอประกายวูบวาบ จับจ้องไปยังฝูงสัตว์อสูรเบื้องหน้า
"โฮก!"
เสียงหมาป่าคำรามก้อง หมาป่าขนดำตัวมหึมากว่าสิบตัวทะลวงผ่านแนวป้องกันของผู้บำเพ็ญเพียร พุ่งเข้าขย้ำผู้บำเพ็ญเพียรที่มีระดับการฝึกตนอ่อนด้อยกว่าที่อยู่ด้านหลัง
"นี่มันหมาป่าเกราะเหล็ก!" เฉินฉางมิ่งหรี่ตาลงเมื่อเห็นหมาป่าขนดำที่สวมเกราะเหล็กอยู่บนตัว
หมาป่าเกราะเหล็กชนิดนี้ ระหว่างทางศิษย์พี่หญิงใหญ่เคยเล่าให้เขาฟังว่า หมาป่าเกราะเหล็กชนิดนี้แม้จะอยู่ในระดับหนึ่งขั้นต้น แต่ลำตัวก็ยาวถึงสองเมตรเศษ นิสัยดุร้าย ปราดเปรียวว่องไว เกราะเหล็กป้องกันก็แข็งแกร่ง ถือเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่มีจำนวนมากที่สุดในภูเขาอวิ๋นอู้
และยังรับมือยากที่สุดอีกด้วย
หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ก็อาจถูกหมาป่าเกราะเหล็กขย้ำตายได้
"ฆ่ามัน!"
ศิษย์จากสำนักต่างๆ ที่มีระดับการฝึกตนใกล้เคียงกับเฉินฉางมิ่ง ซึ่งอยู่รอบกายเขาต่างก็ชักกระบี่พุ่งเข้าใส่
เฉินฉางมิ่งใช้วิชาท่าร่างมังกรท่อง เคลื่อนไหวพลิ้วไหวดุจสายน้ำ กระบี่ในมือตวัดวูบ หลบหลีกการโจมตีของหมาป่าเกราะเหล็กระดับหนึ่งขั้นต้นตัวหนึ่ง ก่อนจะฟาดกระบี่ลงมาจากด้านหลัง
เคร้ง!
กระบี่ยาวถูกดีดกระเด็นกลับมา หมาป่าเกราะเหล็กไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
"พลังป้องกันนี่ ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย..." เฉินฉางมิ่งยิ้มบางๆ พลางเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของหมาป่าเกราะเหล็กตัวนี้ไปอีกครั้ง
เมื่อครู่นี้เขาก็แค่ลองเชิงดูเท่านั้น เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของเกราะเหล็กบนตัวสัตว์อสูรชนิดนี้
ประกายกระบี่สว่างวาบ
ครานี้ เฉินฉางมิ่งตวัดกระบี่ฟันกรงเล็บเหล็กของหมาป่าเกราะเหล็กขาดกระเด็นไปหนึ่งข้าง หมาป่ายักษ์ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป
สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต้นตัวหนึ่งแลกแต้มผลงานได้ถึง 200 แต้ม เขาจะปล่อยให้สัตว์อสูรที่ประเคนมาให้ถึงที่หลุดมือไปได้อย่างไร
เฉินฉางมิ่งพุ่งทะยานตามไป ตวัดกระบี่โจมตีอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็สังหารหมาป่าเกราะเหล็กได้สำเร็จ
แท้จริงแล้ว เขาเพียงตวัดกระบี่แค่ครั้งเดียวก็สามารถปลิดชีพหมาป่าเกราะเหล็กได้แล้ว
แต่เฉินฉางมิ่งไม่อยากเปิดเผยความแข็งแกร่ง จึงจงใจฟันเพิ่มไปอีกหลายดาบ ถึงจะลงมือสังหารหมาป่าเกราะเหล็กตัวนั้น
หลังจากสังหารมันได้แล้ว เขาก็สะบัดถุงมิติ เก็บซากหมาป่าเกราะเหล็กเข้าไปด้านใน
(จบแล้ว)