- หน้าแรก
- สุ่มเลือกเศรษฐีผู้โชคดี ไปกระทืบราชาอสูรกันเถอะ
- บทที่ 47 - ไวลด์ฮันต์บุกทะลวง
บทที่ 47 - ไวลด์ฮันต์บุกทะลวง
บทที่ 47 - ไวลด์ฮันต์บุกทะลวง
บทที่ 47 - ไวลด์ฮันต์บุกทะลวง
เมื่อรับสายแจ้งเหตุ ได้ฟังคำบอกเล่าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สับสน และลนลานของนักศึกษาปลายสาย สารวัตรสมิธก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา
สมัยนี้นักศึกษามันช่างใสซื่อกันซะจริงๆ ดูปุ๊บก็รู้เลยว่าขาดการขัดเกลาจากเลือดและไฟ ชวนให้คิดถึงสมัยก่อนจริงๆ นะ คิดถึงพวกนักบุกเบิกที่มุ่งมั่นสร้างโลกใบใหม่...
ไม่เหมือนนักศึกษาสมัยนี้ แต่ละคนใสซื่อราวกับคนโง่ เจอเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ลุกลนจนทำอะไรไม่ถูก
เป็นแบบนี้แล้วจะไปพัฒนาประเทศชาติได้ยังไง! จะไปรับใช้ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้ยังไงกัน!
แต่พอได้ยินว่าเป็นโรงพยาบาลจิตเวชมัลติเวิร์ส สารวัตรสมิธก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
โรงพยาบาลจิตเวชนี่เอง มิน่าล่ะ ก็เมื่อไม่นานมานี้ที่นั่นเพิ่งจะมีคนไข้โรคจิตก่อเหตุรุนแรงไปนี่นา
เมื่อคิดได้ดังนั้น สมิธก็เปิดลิ้นชักออก มองดูอินทรธนูยศสารวัตรบนบ่า สลับกับอินทรธนูยศผู้กองที่เพิ่งถอดออกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน มุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา
ต้องขอบคุณโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้จริงๆ ที่ทำให้เขาลดเวลาทำงานงกๆ เงิ่นๆ ไปได้หลายปี ต้องรู้ไว้นะว่าตำแหน่งสารวัตรคือเกียรติยศสูงสุดที่ตำรวจหลายคนจะสามารถไขว่คว้ามาได้ในชีวิตนี้ ต่อให้เป็นตำรวจเก่าแก่ที่อายุมากกว่าเขาหลายคน ก็ยังทำได้แค่รับตำแหน่งสารวัตรกิตติมศักดิ์ตอนใกล้จะเกษียณเท่านั้น
แต่เขากลับอาศัยผลงาน "ฝ่าดงอันตราย ช่วยคนไข้ท้องแก่จากเงื้อมมือคนร้าย ปืนคู่ไร้เทียมทาน สารวัตรสุดระห่ำปะทะแก๊งไฮยีน่าค้าอวัยวะ" จนได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แมนฮัตตันเดลี่ และอาศัยชื่อเสียงที่หล่นทับใส่นี้เลื่อนขั้นเป็นสารวัตรหน้าใหม่ไฟแรงได้สำเร็จ
น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ในเมื่อโรงพยาบาลจิตเวชมีปัญหา เขาจะไม่ออกไปช่วยดูแลสักหน่อยได้ยังไง?
ส่วนเรื่องที่นักศึกษาบอกว่ามันน่ากลัวและวุ่นวายขนาดไหนน่ะเหรอ... เหอะ!
เขาทักทายผู้ช่วยผิวสีคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่ง จากนั้นทั้งสองก็ออกเดินทางด้วยกัน ความจริงแล้วผู้ช่วยของเขาไม่ได้เป็นคนผิวสีหรอก แต่ช่วงนี้กระแสเรียกร้องสิทธิมนุษยชนมันมาแรง ตำรวจผิวขาวอย่างเขาไปลงไม้ลงมือกับคนร้ายผิวสีมันดูไม่ค่อยดี ทางสถานีตำรวจก็เลยจัดผู้ช่วยผิวสีมาให้ ใช้เวทมนตร์สู้กับเวทมนตร์ซะเลย
แต่พูดตามตรง สมิธรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยห่าอะไรเลย
ฉัน สมิธ สารวัตรประจำสถานีตำรวจเขตแปดแห่งแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ผู้ประจำการอยู่แนวหน้าของเฮลส์คิทเช่นมาตลอดกาล เป็นที่เกรงใจของทั้งคนในเครื่องแบบและพวกนอกกฎหมาย มีฉากไหนบ้างที่ฉันยังไม่เคยเห็น?
เออ ฉากนี้แหละที่ไม่เคยเห็น!
มองดูหญิงสาวคนสวยที่ถูกแขวนดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนกำแพง มองดูพี่มืดที่กำลังเด็ดฝ้ายอยู่ใต้กำแพง และมองดูชายผิวขาวที่ยอมถอดกางเกงตัวเองเพื่อเอาเข็มขัดไปฟาดก้นพี่มืด...
นี่พวกแกจะอินกับประวัติศาสตร์ยุคก่อนมากเกินไปหน่อยไหม?! ฉันแค่คิดถึงสปิริตคาวบอยยุคเก่า แต่พวกแกกำลังคิดถึงยุคไหนอยู่วะเนี่ย?!
เมื่อคิดได้ดังนั้น สารวัตรสมิธก็หันมองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีชาวอินเดียนแดงอยู่แถวนี้ เขาถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จากนั้นเขาก็รีบเดินตรงไปยังโรงพยาบาลจิตเวช ตั้งใจจะหยุดยั้งฉากละครสัตว์ที่ขัดต่อหลักความถูกต้องทางการเมืองในยุคปัจจุบันอย่างรุนแรงนี้
เขายิงปืนขึ้นฟ้าสามนัดเพื่อข่มขู่ แต่เมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นยังคงนิ่งเฉย สารวัตรสมิธก็แค่นเสียงเย็นชา หยิบกุญแจมือออกมา แล้วดึงเข็มขัดตัวเองออก...
เมื่อเห็นสารวัตรสมิธและผู้ช่วยผิวสีของเขากระโดดเข้าร่วมกิจกรรมรำลึกอดีตด้วย ปีเตอร์เงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดที่จะเข้าไปห้ามปรามฉากตรงหน้านี้
รอผู้อำนวยการกลับมาก่อนเถอะ พอผู้อำนวยการกลับมา ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น จู่ๆ ปีเตอร์ก็รู้สึกสงบลง แถมยังรู้สึกว่าฉากเหนือธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ไม่ได้แย่อะไรนัก... อย่างน้อยก็แค่ฟาดก้นกัน ไม่ได้ถึงขั้นเป็นพิษจากการรับประทานโลหะหนักเฉียบพลันล่ะนะ
ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ ปีเตอร์ก็ตระหนักได้ว่ากระบวนการคิดของตัวเองมันมีอะไรแปลกๆ
เมื่อรู้ตัวว่าความคิดเริ่มผิดเพี้ยน ปีเตอร์ก็สูดหายใจลึก เตือนตัวเองว่า "ปาร์คเกอร์เอ๊ยปาร์คเกอร์ นายคือปีเตอร์ ปาร์คเกอร์นะเว้ย ไม่ใช่ไอ้บ้าปาร์คเกอร์ที่ไหน จะมามัวชินกับเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้เด็ดขาด..."
คิดไปพลาง ตบหน้าตัวเองเรียกสติไปพลาง ปีเตอร์กลับไปนั่งอู้ในป้อมยามต่อ พร้อมกับคิดหาวิธีว่าจะเขียนรายงานความประทับใจในการเป็นอาสาสมัครของวันนี้ยังไงให้เต็มหน้ากระดาษดี
วันรุ่งขึ้น หลังจากกลับมาจากแอสการ์ด เมื่อมองดูภาพที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาตรงหน้า รอนก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงทวิตเตอร์
"แม่งเอ๊ย วันนี้เปิดหูเปิดตาชะมัด ฟลอริดาเรอะ? ก็แค่เฮลส์คิทเช่นสาขาสองล่ะวะ!"
เมื่อดูภาพในมือถือ และอ่านคอมเมนต์ด่าทอจากเพื่อนชาวทวิตอย่างพี่หวัง ส.ส.ติง หยังเซียงเถียน เหอซานซั่ว และนักชิมหวังอี้ รอนก็เผยรอยยิ้มร่าเริงออกมา
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู รอนก็โบกมือปลดวิชาอาคมออก ในพริบตานั้น สารวัตรสมิธและผู้ช่วยก็ชะงักไป การปิดกั้นการรับรู้ถูกปลดปล่อย แม้รอนจะแค่ร่ายมนตร์ส่งๆ แต่สารวัตรสมิธที่ไม่เคยได้รับการฝึกฝนด้านจิตใจมาก่อนก็ถูกสะกดจิตอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ได้ลบความทรงจำให้สะอาดหมดจด แต่ในระยะสั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร ถือโอกาสทดสอบดูด้วยเลยว่าคนธรรมดาจะดรอปเหรียญระบบได้หรือเปล่า
ในทางกลับกัน แม้จะเด็ดฝ้ายติดต่อกันมาสามวันแล้ว นิค ฟิวรี่ ก็ยังคงดูมีพละกำลังล้นเหลือ เพียงแต่ในวินาทีที่ได้รับอิสระ เขาก็ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นทันที เส้นเลือดบนหัวปูดโปน สองมือตระกองกอดบั้นท้ายอันงอนงามที่บวมช้ำราวกับเพิ่งโดนชายฉกรรจ์นับพันคนรุมกระหน่ำกระแทกมาเป็นร้อยรอบ
ส่วนโคลสันก็รีบดึงกางเกงขึ้นมาใส่ลวกๆ มองดูเจ้านายที่นอนขดตัวบิดไปบิดมาเป็นหนอนอยู่บนพื้น แถมยังส่งเสียงครางแปลกๆ ออกมาเป็นระยะด้วยความหวาดผวา พลางรู้สึกเป็นห่วงอนาคตในอาชีพสายลับของตัวเองจากใจจริง
ส่วนฮอว์กอาย ทันทีที่ได้สติกลับคืนมา เขาก็รีบชักธนูพับได้จากด้านหลังออกมา ง้างสายเล็งเป้าไปที่รอนทันที
รอน: "?"
รอนเลิกคิ้วมองฮอว์กอาย แม้รอนจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฮอว์กอายก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก แล้วค่อยๆ เก็บธนูลงไปอย่างเงียบๆ
สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่า ขืนยิงไปมีหวังอันตรายถึงชีวิตแน่
เมื่อเห็นว่าฮอว์กอายรู้ความ รอนก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก เขาดึงตัวนิค ฟิวรี่ ขึ้นมา เมื่อมองดูบั้นท้ายที่ดูจะงอนเด้งยิ่งกว่ากัปตันอเมริกา รอนก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากด้วยความเสียดาย
สมกับเป็นนิค ฟิวรี่ จริงๆ โดนฟาดขนาดนี้ยังไม่มีเลือดออกสักหยด เนื้อผ้าของกางเกงในก็ส่วนหนึ่ง แต่ความทนทานต่อแรงกระแทกของผิวหนังนี่สิที่ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้นั่งเก้าอี้หนังแท้ของผู้อำนวยการหน่วยชีลด์ทุกวัน หรือว่าเคยโดนกระแทกหนักๆ มาก่อนกันแน่
"ฉันมีธุระต้องทำ ไสหัวไปซะ"
เมื่อได้ยินเสียงรอนไล่ตะเพิด นิค ฟิวรี่ กับพวกจะกล้าพูดอะไรได้อีกล่ะ? พวกเขากะเผลกๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น แต่ก่อนจะไป นิค ฟิวรี่ ก็ยังไม่วายถามขึ้นมาว่า "หน่วยชีลด์ของเรามีสวัสดิการดีมากนะ ถ้าคุณมีข้อเสนออะไร ก็ติดต่อผมมาได้ทุกเมื่อเลย!"
"ไสหัวไป"
รอนเหลือบมองเวลาที่ไวลด์ฮันต์จะมาถึง ไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงกับนิค ฟิวรี่ อีกต่อไป
เมื่อเห็นท่าทีเย็นชาไร้เยื่อใยของรอน นิค ฟิวรี่ และพรรคพวกก็เลิกล้มความคิดที่จะดึงตัวเขามาเป็นพวก เพราะหลักๆ แล้วคือแผลที่ก้นมันปวดจนทนไม่ไหวแล้วน่ะสิ ปวดขนาดไหนน่ะเหรอ? อธิบายง่ายๆ ก็คือ โคลสันที่ฟาดแส้ติดต่อกันมาสามวัน พอหยุดฟาดปุ๊บ แขนก็หลุดออกจากเบ้าไปเลย
เมื่อเห็นว่ารอนขี้เกียจสนใจพวกตน นิค ฟิวรี่ จึงสั่งให้ฮอว์กอายไปช่วยปลดเชือกให้นาตาชา และในตอนที่ฮอว์กอายกำลังจะใช้มีดสั้นตัดเชือก เกรอลท์กับซิริก็แบกแท่งน้ำแข็งเดินผ่านหน้าพวกเขาไปพอดี
ตอนแรก นิค ฟิวรี่ กับพวกก็ไม่ได้สนใจอะไร แถมยังแอบภูมิใจในใจด้วยซ้ำว่า ก้นนั่นยังงอนสู้ฉันไม่ได้เลย
แต่เมื่อสีสันอันเป็นเอกลักษณ์นั้นสะดุดตา นิค ฟิวรี่ ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองโคลสันตามสัญชาตญาณ
และก็เป็นไปตามคาด โคลสันที่แม้แต่กางเกงในยังเป็นลายกัปตันอเมริกากำลังเบิกตากว้าง
ทั้งสองสบตากัน เปลือกตาของนิค ฟิวรี่ กระตุกรัวๆ ส่งรหัสมอร์สถามว่า 'นายเห็นชัดไหม? นั่นกัปตันอเมริกาใช่หรือเปล่า?!'
โคลสันก็กะพริบตาตอบกลับทันที 'ใช่ชัวร์! ผมรับประกันได้เลย ที่บ้านผมยังมีโมเดลกัปตันของแท้ตั้งอยู่เลยนะ!'
หืม?
เมื่อได้ยินดังนั้น นิค ฟิวรี่ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ รู้สึกว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ เขาเกือบจะหลุดปากถามออกไปแล้วว่า โมเดลนั่นมันเป็นแบบตั้งโชว์หรือแบบใช้งานจริง แต่พอลองคิดดูดีๆ ส่วนที่ใช้ทำโมเดลได้มันก็ไม่ได้มีแค่ที่เดียวนี่นา พอคิดลึกบั้นท้ายที่บวมเป่งก็เผลอขมิบตามสัญชาตญาณ ความเจ็บปวดแล่นจี๊ดจนนิค ฟิวรี่ ต้องสูดปาก ราวกับกำลังทำออรัลเซ็กส์ให้อากาศอยู่ก็ไม่ปาน
"ใบหน้านั่นแหละ ไม่ผิดแน่! เหมือนกับลักษณะเฉพาะของหุ่นโมเดลเป๊ะ!"
อ้อ อย่างนี้นี่เอง
นิค ฟิวรี่ ถอนหายใจอย่างโล่งอก ภายในใจเกิดคลื่นแห่งความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียดายกันแน่ จากนั้นเขาก็มองลึกเข้าไปยังกัปตันอเมริกาที่ถูกแช่แข็งอยู่ในก้อนน้ำแข็ง โล่ไวเบรเนียม และลูกบาศก์สีฟ้าใสนั่น...
แม้จะตระหนักได้ว่าพลังของรอนอาจจะเหนือล้ำกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก เพราะเขาเองก็เพิ่งจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดมาหมาดๆ แต่เมื่อมองดูลูกบาศก์สีฟ้าใสนั่น เมื่อนึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับไฮดร้าที่หน่วยชีลด์มี และอาวุธลึกลับที่ไฮดร้าแอบพัฒนาขึ้นในช่วงปลายสงครามเพื่อหวังพลิกสถานการณ์...
ความรู้สึกร้อนรุ่มพวยพุ่งขึ้นในใจ นิค ฟิวรี่ ถึงกับรู้สึกว่าอาการปวดที่ก้นมันทุเลาลงไปเยอะเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น นิค ฟิวรี่ ก็หยิบมือถือขึ้นมา ไม่นานทีมสายลับก็รุดมาถึง พวกเขานำเปลหามมาหามทั้งสี่คนออกไป ระหว่างทาง นิค ฟิวรี่ ก็แบ่งความคิดออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งกำลังทบทวนว่าสองสามวันที่ผ่านมานี้เขาได้อะไรกลับไปบ้างไหม ถ้ามีล่ะก็นะ
อีกส่วนหนึ่งกำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกัปตันอเมริกา ไฮดร้า และเทสเซอแรคต์ ส่วนสุดท้ายกำลังคิดว่าควรจะกรอกตัวเลขศูนย์กี่ตัวลงในใบเบิกค่าชดเชยการบาดเจ็บจากการทำงานดี
แม่งเอ๊ย ผู้อำนวยการหน่วยชีลด์ ราชาแห่งสายลับ นิค ฟิวรี่ สายลับระดับสูงผู้เป็นแบบอย่าง โคลสัน แบล็กวิโดว์สุดยอดสายลับจากเรดรูมของอดีตสหภาพโซเวียต นาตาชา และฮอว์กอายที่มาเป็นตัวแถม
กลับต้องมาพลาดท่าให้กับโรงพยาบาลจิตเวชเนี่ยนะ?
แถมยังไม่ได้เข้าไปข้างในด้วยซ้ำ ทำได้แค่เด็ดฝ้ายอยู่หน้าประตูตั้งสามวัน! นิค ฟิวรี่ มั่นใจเลยว่า ต่อให้เขาย้อนเวลากลับไปเมื่อร้อยปีก่อน เขาก็คงจะเป็นที่โปรดปรานของเจ้าของไร่ และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขพร้อมกับไก่ทอด แตงโม และน้ำอัดลมรสองุ่นทุกมื้อแน่ๆ!
เมื่อจินตนาการถึงสายตาอิจฉาริษยาและหลงใหลจากคนผิวสีคนอื่นๆ รอยยิ้มกรุ้มกริ่มก็ผุดขึ้นที่มุมปากของนิค ฟิวรี่ แต่ไม่นานเขาก็ชกหน้าตัวเองไปหนึ่งหมัดเต็มแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว—แม่งเอ๊ย นี่ฉันกำลังคิดบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย?! ทำไมในหัวถึงมีภาพและความคิดแบบนี้โผล่ขึ้นมาได้?
เมื่อคิดได้ดังนั้น นิค ฟิวรี่ ก็อดไม่ได้ที่จะหันขวับกลับไปมองโรงพยาบาลจิตเวชที่อยู่ไกลออกไป
ต้องเป็นเพราะไอ้หมอนั่นที่ชื่อรอนแน่ๆ! บ้าเอ๊ย มันยัดอะไรเข้ามาในสมองฉันเนี่ย?
อีกด้านหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงโรงพยาบาลจิตเวช รอนไม่ได้เข้าไปยุ่งกับกัปตันอเมริกาทันที แต่หันไปถามเกรอลท์ว่า "ของนายก็ขึ้นเตือนแล้วใช่ไหม?"
"อืม" เกรอลท์ดูระบบแล้วพยักหน้า แววตาฉายแววเคร่งเครียด "ตอนแรกยังมีเวลาเหลือเฟือ แต่จู่ๆ มันก็เปลี่ยนเป็นเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งวันแล้ว"
"มันเร่งความเร็วขึ้น" ซิริกอดอก มองหน้ารอนแล้วพูดว่า "นั่นหมายความว่าเอเรดินย่อยสลายพลังจากสายเลือดบรรพกาลไปได้บางส่วนแล้ว เขาอาจจะฟื้นฟูพลังที่แท้จริงในฐานะราชาแห่งไวลด์ฮันต์กลับมาได้แล้วก็ได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น รอนก็พยักหน้ารับ
พลังที่แท้จริงที่ซิริพูดถึง ไม่ได้หมายความว่าเอเรดินจะเก่งกาจจนไร้เทียมทาน แต่หมายความว่าเอเรดินได้กลับไปเป็นไวลด์ฮันต์ในยุคก่อนที่จะเกิดการทับซ้อนของมิติครั้งแรกในโลกวิทเชอร์อย่างแท้จริงต่างหาก
ไวลด์ฮันต์ในยุคนั้นสามารถเดินทางข้ามโลกต่างๆ ได้อย่างอิสระ นำพามาซึ่งความเจ็บปวด ภัยพิบัติ และการกดขี่ข่มเหง หากจะบอกว่าตอนที่ไล่ล่าซิริ พลังของเอเรดินลดลงไปกว่าครึ่งเพราะขาดหายพลังต้นกำเนิดบางส่วนไป
งั้นตอนนี้ เมื่อได้รับพลังส่วนนั้นกลับคืนมา มันก็ไม่ได้หมายความว่าพลังของเอเรดินจะเพิ่มจาก 0.5 เป็น 1 เท่านั้น แต่เมื่อความสมบูรณ์ของตัวตนได้รับการเติมเต็ม ความสามารถต่างๆ จะสอดประสานและเกื้อหนุนกัน ทำให้สามารถระเบิดพลังออกมาได้มากกว่าตอนที่ไล่ล่าซิริหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น รอนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าเบื้องนอก แววตาของเขาเย็นเยียบขึ้นมาทันที "เตรียมตัวให้พร้อม อุณหภูมิเริ่มลดลงแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น เกรอลท์กับซิริก็สบตากันด้วยความตื่นตระหนก ทั้งสองรีบแยกย้ายกลับห้องไปเตรียมตัวรบครั้งสุดท้าย
หลังจากประจำการอยู่ที่ฐานมาหลายวัน เมื่อเห็นรอนกลับมา หมาป่าก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เป็นการถามไถ่ว่าต้องการให้เขาช่วยลงมือด้วยหรือไม่
"นี่มันเป็นภารกิจรับน้องของเกรอลท์กับซิริน่ะ ถ้ามีคนเข้าไปยุ่งมากเกินไปอาจจะทำให้คะแนนประเมินลดลงได้... เอาเป็นว่านายไปลาดตระเวนรอบนอกไว้ก็แล้วกัน เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน"
รอนพูดเสริมว่า "อ้อ เรียกแมตต์มาด้วยล่ะ"
"ตกลง"
หมาป่าพยักหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป เมื่อเห็นหมาป่าเดินออกไป ธิดาเทวะก็มองซ้ายมองขวา ก่อนจะเดินเข้ามาประคองสองมือส่งให้รอนอย่างแผ่วเบา
"ฉันไม่มีพลังต่อสู้ นี่คือความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวที่ฉันสามารถให้ได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น รอนก็มองดูข้าวสารในฝ่ามือของธิดาเทวะ สลับกับลมหายใจที่ดูอ่อนแรงลงเล็กน้อยของเธอ เขาพยักหน้ารับข้าวสารมา จากนั้นก็เดินไปเตรียมตัวรับมือกับไวลด์ฮันต์
ธิดาเทวะคือร่างสังเคราะห์ของพลังสายเลือดมังกร และแก่นแท้ของข้าวสารก็คือเลือดเนื้อของเธอนั่นเอง การกลืนกินข้าวสารจะช่วยให้สามารถใช้พลังสายเลือดมังกรเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตที่สูญเสียไปได้อย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ได้ถึงขั้นชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ แต่วัตถุที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตลี้ลับมหาศาลแบบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหนก็ถือว่าเป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง
รอนอาจจะไม่ได้ใช้ แต่มันต้องมีประโยชน์กับเกรอลท์และซิริแน่ๆ
ไวลด์ฮันต์มาถึงเร็วกว่าที่รอนคาดไว้ ตอนแรกคิดว่าจะมาพรุ่งนี้ แต่พอตกบ่าย ท่ามกลางฤดูร้อนที่นิวยอร์กมีอุณหภูมิสูงถึงยี่สิบแปดองศา อุณหภูมิกลับดิ่งฮวบลงไปติดลบสามองศาอย่างกะทันหัน โทรศัพท์ร้องเรียนดังกระหน่ำราวกับพายุเข้ากรมอุตุนิยมวิทยานิวยอร์ก และในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกำลังป่าวประกาศเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ท้องฟ้าก็เริ่มมีฝุ่นละอองสีขาวโปรยปรายลงมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
ในตอนแรกไม่มีใครใส่ใจฝุ่นละอองพวกนี้มากนัก แต่ไม่นานนัก ท้องฟ้าทั่วทั้งนิวยอร์กก็ถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาวโพลน
ลมหนาวพัดกระหน่ำ ในขณะที่โทนี่ สตาร์ก ยังคงฉะกับคุณลุงของเขาอยู่ในตึกระฟ้าที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิให้อบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ ภายนอกตึก อุณหภูมิก็ลดต่ำลงจนสาดน้ำออกไปก็กลายเป็นน้ำแข็งได้เลย!
[จบแล้ว]