เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 - ยอดสายลับแห่งหน่วยชีลด์

บทที่ 46 - ยอดสายลับแห่งหน่วยชีลด์

บทที่ 46 - ยอดสายลับแห่งหน่วยชีลด์


บทที่ 46 - ยอดสายลับแห่งหน่วยชีลด์

นิวยอร์ก แมนฮัตตัน เฮลส์คิทเช่น เลขที่ 666

รอนหิ้วปู่แช่แข็งรุ่นก้นอเมริกาเดินทะลุประตูมิติของคามาทาจมาโผล่ในตรอกเปลี่ยวไร้ผู้คน พอเดินออกมาที่ถนน มองไกลๆ ไปที่โรงพยาบาลจิตเวชของตัวเอง รอนก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบคาง

นี่เพิ่งจะออกจากบ้านไปแค่สามวัน ทำไมโรงพยาบาลจิตเวชมันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้เนี่ย?

ย้อนกลับไปในวันแรกที่รอนเดินทางออกจากโรงพยาบาลจิตเวช

หลังจากที่นิค ฟิวรี่และสายลับระดับแปดอย่างโคลสันขาดการติดต่อกับหน่วยชีลด์ไปหนึ่งวันเต็มๆ นาตาชาและฮอว์กอายที่ได้รับคำสั่งฉุกเฉินจากฮิลล์ ก็รีบวางมือจากภารกิจตรงหน้า และมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่นิค ฟิวรี่และโคลสันส่งสัญญาณมาเป็นครั้งสุดท้าย นั่นก็คือเฮลส์คิทเช่น

ในฐานะสายลับ ประสาทสัมผัสในการรับรู้ถึงอันตรายของนาตาชาและฮอว์กอายย่อมไม่ธรรมดา เมื่อพิจารณาถึงความอันตรายของเฮลส์คิทเช่น ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา พวกเขาก็ตื่นตัวเต็มที่ เพ่งสมาธิไปที่การสังเกตทุกซอกทุกมุมรอบตัว เพื่อค้นหาเบาะแสใดๆ ที่นิค ฟิวรี่และโคลสันอาจทิ้งไว้

"ไม่พบข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์เลย" ฮอว์กอายในแว่นตายุทธวิธี การแต่งตัวของเขาและนาตาชาดูเหมือนพวกเด็กวัยรุ่นกวนๆ การเดินไปมาในเฮลส์คิทเช่นตอนกลางวันจึงไม่เป็นที่สะดุดตาเท่าไหร่นัก

ฮอว์กอายพูดผ่านวิทยุสื่อสารขนาดจิ๋วที่หูด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ทางเธอเป็นไงบ้าง?"

"ไม่มีเหมือนกัน"

นาตาชาส่ายหน้า ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น

"ตั้งสติไว้ อย่ามองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพียงเพราะความตื่นตระหนก ผู้อำนวยการนิค ฟิวรี่คือสายลับระดับสิบเพียงไม่กี่คนบนโลก และยังได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาแห่งสายลับ เขาผ่านสมรภูมิสำคัญที่ปกป้องสันติภาพของโลกมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณในการรับรู้ภัยคุกคาม หรือสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดเมื่อถูกจับกุม เขาก็เหนือกว่าคนธรรมดาไปมาก ต่อให้ถูกลอบโจมตี เขาก็ต้องทิ้งเบาะแสไว้ให้พวกเราตามไปช่วยได้อย่างแน่นอน!"

เมื่อได้ยินดังนั้น บาร์ตันที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย และเสริมว่า

"เจ้าหน้าที่โคลสันก็ประมาทไม่ได้เหมือนกัน ถึงคนในหน่วยบางคนจะคิดว่าที่เจ้าหน้าที่โคลสันได้เป็นสมาชิกระดับแกนนำก็เพราะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อำนวยการก็เถอะ แต่การที่เขาเลื่อนขั้นมาเป็นสายลับระดับแปดได้ ความสามารถด้านต่างๆ ของเขาย่อมต้องโดดเด่นไม่แพ้กัน ถึงทักษะการต่อสู้จะอ่อนด้อยไปบ้าง แต่สติปัญญาและไหวพริบของเขานับว่าเป็นแบบอย่างของสายลับได้เลย การที่พวกเขาถูกลอบโจมตีพร้อมกัน พวกเขา..."

กำลังพูดอยู่ดีๆ ที่สุดถนน ทั้งสองคนก็เห็นนิค ฟิวรี่และโคลสันที่เก็บฝ้ายและฟาดก้นกันมาทั้งคืน

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า นาตาชาและบาร์ตันก็เงียบไปพักใหญ่ ก้มหน้าลงนวดขมับและขยี้ตาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

"ฉันอาจจะเครียดเกินไปหน่อย..." ×2 "..." ×2 "เธอ/นายก็หลอนไปเองเหมือนกันเหรอ?" ×2

เงยหน้าขึ้นมามองตากัน ก่อนจะหันไปมองสองคนที่กำลังเด็ดฝ้ายและฟาดก้นกันอีกครั้ง มองดูรอยยิ้มปัญญาอ่อนบนใบหน้าของทั้งคู่ บั้นท้ายที่บวมเป่งจนสูสีกับคิม คาร์ดาเชียน และเข็มขัดยุทธวิธีไนลอนที่ถูกฟาดจนด้ายหลุดลุ่ย

นิค ฟิวรี่ใส่กางเกงในยุทธวิธีที่กันมีดและกันกระสุนได้ก็จริง แต่มันกันแรงกระแทกไม่ได้ บวมยังไงก็บวมอย่างนั้น

เมื่อไม่มีเข็มขัดยุทธวิธีคอยรัดกางเกง โคลสันที่ถือเข็มขัดชุบน้ำอัดลมรสองุ่นวิ่งไล่ฟาดก้นนิค ฟิวรี่ที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บฝ้าย กางเกงก็หลุดลุ่ยลงไปกองที่หัวเข่า เผยให้เห็นกางเกงบ็อกเซอร์ลายกัปตันอเมริกาที่ส่องประกายเจิดจ้าท้าแสงแดด ภาพชวนขนลุกราวกับหลุดมาจากหนังผู้ใหญ่เกรดต่ำนี้ ทิ่มแทงสมองของฮอว์กอายและนาตาชาอย่างจังเป็นครั้งที่สอง

ฮอว์กอายคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันหลังเตรียมเดินหนี

นาตาชาเห็นดังนั้นจึงรีบคว้าแขนฮอว์กอายไว้แล้วถามว่า "นายจะไปไหน?"

"หนีสิ ขืนไม่หนีตอนนี้ได้ซวยแน่" บาร์ตันพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ถึงผู้อำนวยการกับโคลสันจะเป็นคู่หูกันมาตั้งแต่สมัยเป็นสายลับภาคสนามก็เถอะ แต่ฉันไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งขนาดนี้"

"ตั้งสติหน่อย! มันเป็นการแทรกแซงทางจิต!"

นาตาชาสบถในใจ แต่พอคิดดูอีกที แม้ฮอว์กอายจะผ่านภารกิจมามากมาย แต่ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาตินั้นเขามีประสบการณ์น้อยมาก เธอจึงอธิบายให้ฟังว่า

"ลองสังเกตดวงตาของผู้อำนวยการกับโคลสันดูสิ นิ่งค้าง เหม่อลอย ไร้แววตา เห็นได้ชัดว่าสติของพวกเขาถูกควบคุมด้วยวิธีพิเศษ!"

"แล้วพวกเราจะทำยังไงดี?" ฮอว์กอายมองซ้ายมองขวาอย่างลังเล เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอื่นอยู่แถวนี้ เขาจึงกระซิบถามว่า "ต้องรายงานศูนย์บัญชาการไหม?"

"..."

นาตาชาเงียบไป ฮอว์กอายเองก็หุบปากเงียบอย่างรู้ใจ ไม่พูดถึงเรื่องรายงานศูนย์บัญชาการอีก ผ่านไปครู่หนึ่ง นาตาชาก็พูดขึ้นว่า

"ความสามารถในการแทรกแซงทางจิตทุกรูปแบบ ล้วนเป็นการรบกวนการรับรู้ ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการถูกล้างสมอง ตราบใดที่เราสามารถกระตุ้นพวกเขาได้รุนแรงพอ อีกเดี๋ยวพวกเขาก็จะกลับมาเป็นปกติเอง!"

เมื่อได้ยินดังนั้น ฮอว์กอายก็ล้วงเอาลูกศรแบบยืดหดได้ออกมาจากเสื้อแจ็กเก็ตยุทธวิธีกันลมของเขาตามสัญชาตญาณ

ตอนแรกเขาตั้งใจจะแทงที่ต้นขาของโคลสันกับนิค ฟิวรี่สักแผล เพื่อให้ความเจ็บปวดกระตุ้นให้สมองตื่นตัว แต่พอคิดไปคิดมา เมื่อมองดูก้นอันอวบอั๋นที่มีเลือดซึมของนิค ฟิวรี่ เขาก็เริ่มรู้สึกว่าการกระตุ้นแค่นี้อาจจะยังไม่พอ

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฮอว์กอายจึงเอาปลายลูกศรไปจุ่มพิษจากขวดเล็กๆ ที่ติดอยู่บนเข็มขัดยุทธวิธี

"นี่คือสารสกัดจากพิษของมดกระสุน เป็นพิษต่อระบบประสาท สามารถสร้างความเจ็บปวดรุนแรงได้ แม้จะใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้คนที่มีจิตใจอ่อนแอกรีดร้องจนหมดสติได้ในเวลาอันสั้น" พูดจบ ฮอว์กอายก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจว่า

"แต่ระดับราชาแห่งสายลับกับสุดยอดสายลับแห่งปีอย่างพวกเขาคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ความเจ็บปวดแค่นี้คงพอจะทำให้พวกเขาได้สติขึ้นมาบ้างแหละ เนอะ?"

เมื่อได้ยินดังนั้น นาตาชาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "ก็คงต้องลองดู ใช้แค่ปริมาณนิดเดียวคงไม่เป็นไรหรอก ถ้าเกิดอะไรขึ้น... พวกเราก็รับผิดชอบร่วมกัน!"

พอได้ยินคำว่า 'รับผิดชอบร่วมกัน' จากปากของนาตาชา ฮอว์กอายก็ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย เขาสบตากับนาตาชาแล้วพยักหน้ารับ "ไม่ต้องห่วง ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ฉันไม่หนีแน่นอน!"

พูดจบ ฮอว์กอายก็หันหลังเดินตรงไปหานิค ฟิวรี่ ท่ามกลางสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจของนาตาชา

แต่ทันทีที่ฮอว์กอายก้าวเข้าไปในอาณาเขตของค่ายกลต้นฝ้าย ไก่ทอด แตงโม และน้ำอัดลมรสองุ่น วิชาอาคมก็ทำงาน ฮอว์กอายรู้สึกว่าสมองขาวโพลนไปหมด สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดก็พุ่งพล่านขึ้นมาทำลายสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น จากนั้นสติของเขาก็ถูกกดทับเอาไว้ วิญญาณของเขาทำได้เพียงมองดูร่างกายของตัวเองฉีกยิ้มกว้างแบบคนปัญญาอ่อน "ฮิฮิฮิ" น้ำลายไหลยืด ปลดเข็มขัดยุทธวิธีที่เต็มไปด้วยขวดยาและอาวุธนานาชนิดออกมา ง้างมือสุดแรงแล้วฟาดลงบนก้นของนิค ฟิวรี่

เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นาตาชาก็เผลอก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อมองดูเข็มขัดยุทธวิธีที่เปื้อนยาพิษหลากสีสัน ทั้งแดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง และก้นของผู้อำนวยการที่กระเพื่อมเด้งดึ๋งราวกับเยลลี่ทุกครั้งที่ถูกฟาด นาตาชาก็สัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

แม่งเอ๊ย พอได้ยินว่าจะแบ่งความรับผิดชอบกันก็เล่นมุกนี้เลยเหรอ ฮอว์กอาย นี่แกกะจะให้ฉันตายเลยใช่ไหม!!

แม้ในใจจะคิดแบบนั้น แต่ในความเป็นจริง นาตาชากลับตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว

ถ้าเป็นคนธรรมดาอาจจะไม่ทันสังเกต แต่ด้วยประสบการณ์จากการทำภารกิจมานับไม่ถ้วน ผ่านทั้งสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเย็น และการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างประเทศหรือแม้แต่ระดับดวงดาวมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการฝึกฝนเพื่อต่อต้านการถูกสะกดจิตมาอย่างโชกโชน ตอนนี้นาตาชามั่นใจมากว่า ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้ามาในเขตนี้ ความคิดของเธอก็ถูกแทรกแซงเข้าให้แล้ว

โรงพยาบาลจิตเวชมัลติเวิร์ส... ใช่แล้ว เธอเคยอ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับที่นี่ ผู้อำนวยการเป็นคนกำหนดให้มันเป็นแฟ้มลับระดับ S ด้วยตัวเองก่อนที่จะมาที่นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะผู้อำนวยการหายตัวไปอย่างกะทันหัน และแฟ้มนี้เพิ่งจะถูกปิดผนึกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน นาตาชาก็คงไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลพวกนี้หรอก

ถ้าจำไม่ผิด โรงพยาบาลจิตเวชที่เคยเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ เคยทำให้ผู้คนจำนวนมากฝันเรื่องเดียวกัน และต้องตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความฝัน

และเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้ ก็คืออดีตเด็กกำพร้าที่ชื่อว่า... รอน!

แต่ปัญหาคือ ทำไมทั้งที่ถูกแทรกแซงทางจิตเหมือนกัน ผู้อำนวยการ โคลสัน และฮอว์กอายถึงถูกล้างสมองไปหมด แต่ทำไมเธอถึง...

เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของนาตาชาก็เบิกกว้าง

บรรพบุรุษของนิค ฟิวรี่เป็นคนผิวดำจากตอนใต้ของสหรัฐฯ ส่วนโคลสันกับฮอว์กอายเป็นคนขาวจากตอนเหนือ เป็นชาวนิวยอร์กแท้ๆ

ส่วนเธอ... เธอเป็นชาวสตาลินกราด สหภาพโซเวียตขนานแท้ จะไปกลัวอะไรกับฝ้ายบ้าๆ พวกนี้ล่ะ!

เมื่อคิดได้ดังนั้น นาตาชาก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที เธอกระโดดตีลังกาข้ามต้นฝ้ายและกำแพงสูงของโรงพยาบาลจิตเวชเข้าไปข้างใน

เธอลงจอดในท่าซูเปอร์ฮีโร่สุดเท่ พอเงยหน้าขึ้นมา ก็ปะทะเข้ากับ 'หมาป่า' ที่ตื่นขึ้นมาเตรียมจะไปเข้าห้องน้ำยามเช้าพอดี

หมาป่า: "..."

เมื่อมองดูนาตาชาที่คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น ทำท่าโพสสวยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าทำไปอวดใคร สีหน้าของหมาป่าก็ยังคงเรียบเฉย เขาสบตากับนาตาชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วชักดาบคุซาบิมารุที่เอวออกมา

คิดไปคิดมา สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะหันสันดาปเข้าหานาตาชา

เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เพียงแค่เดินตรงดิ่งเข้าไปหานาตาชาเงียบๆ

เมื่อเห็นดังนั้น นาตาชาก็หรี่ตาลง ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืน ย่อตัวลงต่ำ ยกแขนขึ้นตั้งการ์ด เผยให้เห็นท่าร่างมาตรฐานของศิลปะการต่อสู้แบบไร้ขีดจำกัด

แต่ในฐานะสุดยอดสายลับอันดับหนึ่งแห่งหน่วยชีลด์ แม้จะดูเหมือนไม่ได้พกอาวุธใดๆ แต่ชุดที่เธอใส่อยู่นั้นก็แฝงไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายใต้เสื้อผ้าที่ดูเหมือนพวกเด็กวัยรุ่นกวนๆ กลับซ่อนชุดรัดรูปที่ทำจากวัสดุยืดหยุ่นสังเคราะห์แบบเดียวกับกางเกงในของผู้อำนวยการ มันสามารถกันกระสุนและของมีคมได้ ส่วนที่มือและเท้าก็มีตัวดูดขนาดจิ๋วที่ช่วยให้เธอสามารถปีนป่ายบนกระจกเรียบๆ ได้อย่างอิสระ

เครื่องประดับที่ดูเหมือนกำไลบนข้อมือของเธอ มีชื่อเรียกว่า 'ปลอกแขนแม่ม่ายดำ' มันสามารถยิงกระสุน เข็มพิษ ก๊าซพิษ ระเบิดจิ๋ว และแก๊สน้ำตาได้ และตอนนี้ นาตาชาก็กำหมัดแน่น วงจรไฟฟ้าสีฟ้าสว่างวาบขึ้นบนกำไล ก่อนที่กระแสไฟฟ้าจะแล่นปราดไปรวมกันที่สนับมือ

กระแสไฟฟ้าแรงสูงถึงสามหมื่นโวลต์นี้ ขอแค่โดนเข้าจังๆ สักครั้ง ก็มากพอที่จะทำให้คนธรรมดาผิวหนังไหม้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจบาดเจ็บ หยุดหายใจ หรือแม้กระทั่งช็อกจนหมดสติได้ในทันที!

เมื่อเทียบกันแล้ว ฝ่ายตรงข้าม...

เธอกวาดสายตามองไปทั่วร่างของหมาป่า เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ดาบเหล็กในมือก็เต็มไปด้วยสนิม ดูเผินๆ ก็รู้ว่าไม่ค่อยได้รับการดูแลรักษา หนำซ้ำแขนข้างหนึ่งยังขาดหายไป ถูกแทนที่ด้วยท่อนไม้สลักหยาบๆ ที่มัดติดกับแขนด้วยเชือกป่าน

แบบนี้ฉันชนะใสๆ!

เมื่อคิดได้ดังนั้น นาตาชาก็ยกแขนขึ้นยิงเข็มพิษออกไปหลายดอก กะจะให้หมาป่าหลับกลางอากาศไปเลย แต่ยังไม่ทันที่นาตาชาจะมองเห็นชัดเจน เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ดาบเหล็กที่ดูเป็นสนิมเขรอะเล่มนั้นกลับปัดป้องเข็มพิษทั้งหมดให้ร่วงลงพื้นได้อย่างรวดเร็วในพริบตา

แขนซ้ายของเขาสั่นไหว ขนนกสีเทาดำหลายเส้นเกาะติดอยู่บนแขนกล ยังไม่ทันที่นาตาชาจะเข้าใจว่าขนนกพวกนั้นมาจากไหน ด้วยการสะบัดขนนกอีกาหมอก หมาป่าก็หายวับไปจากสายตาของเธอทันที

เมื่อเห็นดังนั้น สัญญาณเตือนภัยในใจของนาตาชาก็ดังลั่น เธอไม่ลังเลเลยที่จะหมุนตัวกลับไปปล่อยหมัดฮุกใส่ศัตรูอย่างสุดแรง

หมาป่ารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับความเร็วในการตอบสนองที่เหนือมนุษย์ของนาตาชา แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพียงแค่ยกแขนขึ้นรับหมัดอันทรงพลังของเธอเอาไว้—บ้าเอ๊ย! แขนกลของเขามันไม่นำไฟฟ้า!

แม้จะคิดแบบนั้น แต่นาตาชาก็ไม่ได้ลุกลน เธอรีบกดปุ่มยิงสายสลิงจากปลอกแขนแม่ม่ายดำทันที วงจรไฟฟ้าที่พกพากระแสไฟฟ้าแรงดันสูงสามหมื่นโวลต์พุ่งออกจากกำไล แผ่นเหล็กสองแผ่นพุ่งเสียบทะลุเสื้อของหมาป่าไปทันที

นาตาชา: "เสร็จฉันล่ะ!"

หมาป่า: "..."

แม้จะเห็นการโจมตีของนาตาชา แต่หมาป่าก็ไม่ได้มีท่าทีจะหลบหลีกหรือปัดป้องเลยแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้มันโจมตีเข้ามาตรงๆ

เมื่อเห็นดังนั้น นาตาชาก็รู้สึกผิดสังเกตเล็กน้อย แต่ในใจก็แอบโล่งอก—นี่ประมาทเกินไปหน่อยมั้ง? แต่ช่างเถอะ กระแสไฟฟ้าสามหมื่นโวลต์นี่ก็มากพอจะทำให้แกสลบเหมือดไปได้อีกนาน... หืม?

เมื่อมองดูหมาป่าที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แววตาของนาตาชาก็เผยให้เห็นถึงความตกตะลึง เธอมองไปที่สายไฟที่แทงทะลุเสื้อของหมาป่าและสัมผัสกับผิวหนังของเขา สลับกับปลอกแขนแม่ม่ายดำที่ขึ้นสถานะ 'กำลังทำงาน' และใบหน้าที่เรียบเฉยของหมาป่า...

ด้วยความสับสน นาตาชาจึงกดปุ่มทำงานอีกครั้ง สายไฟสว่างวาบขึ้นมาอีกหน แต่หมาป่าก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง

จากนั้น ก่อนที่นาตาชาจะได้สติ หมาป่าก็ตวัดดาบ สันดาปเหล็กกระแทกเข้าที่ร่างของนาตาชาอย่างจัง

เปรี๊ยะ!

กระแสไฟฟ้าสามหมื่นโวลต์แล่นผ่านตัวดาบตรงเข้าสู่ร่างของนาตาชา แม้จะเป็นสุดยอดสายลับ เธอก็ยังถูกช็อตจนตัวสั่นงันงก หน้าเบี้ยวปากเบี้ยวไปในชั่วพริบตา

ผ่านไปครู่หนึ่ง หมาป่าก็ปล่อยมือ ร่างของนาตาชาก็ทรุดฮวบลงกับพื้น หมดสติไปทันที

หมาป่าดึงสายไฟสองเส้นออกจากเสื้อผ้า มองซ้ายมองขวา ก่อนจะถอดปลอกแขนแม่ม่ายดำออก แล้วหยิบตะขอสลิงออกมาจากกระเป๋ามิติ มัดร่างของนาตาชาแขวนไว้ที่หน้าประตู แล้วหันหลังเดินกลับไปเข้าห้องน้ำต่อ

ส่วนปลอกแขนแม่ม่ายดำน่ะเหรอ ธิดาเทวะยังขาดความสามารถในการป้องกันตัว ของเล่นชิ้นนี้น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง

ส่วนกระแสไฟฟ้านั่น...

น่าขำจริงๆ คิดว่าไอ้ท่าสะท้อนสายฟ้าที่ฉันใช้ก่อนหน้านี้มันเป็นแค่ท่าโพสเท่ๆ หรือไง?

ฉันชินกับมันมาตั้งนานแล้ว แค่สามหมื่นโวลต์เนี่ยนะ? อย่าว่าแต่เอาไปเทียบกับสายฟ้าฟาดของมังกรซากุระเลย แค่สายฟ้าที่เก็นอิจิโร่เรียกมายังแรงกว่านี้ตั้งเยอะ หวังจะเอาปืนช็อตไฟฟ้ามาจัดการฉันเนี่ย ดูถูกกันเกินไปหน่อยมั้ง? ปิกาจูเห็นฉันยังต้องร้องว่าไม่อาจเอาชนะได้เลยด้วยซ้ำ

วันหยุดสุดสัปดาห์ ปีเตอร์ยังคงมาทำงานอาสาสมัครตามปกติ

ตอนแรกเขาคิดว่า หลังจากมาทำงานที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้ เขาคงจะชินกับเรื่องประหลาดๆ จนไม่มีอะไรทำให้เขาตกใจได้อีกแล้ว แต่พอเดินมาถึงหน้าประตู เขากลับเห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกมัดเป็นดักแด้แขวนอยู่กับเสา

ปากถูกยัดด้วยบอลอุดปาก น้ำลายไหลยืด ตัวสั่นงันงกไปมาเหมือนดักแด้ไม่มีผิด

แถมคนฟาดก้นก็เพิ่มมาอีกคน แถมบนเข็มขัดยังมีรอยยาพิษหลากสีกับเศษแก้วแตกติดอยู่ด้วย

เมื่อเห็นดังนั้น ปีเตอร์ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มลุกลน—นี่พวกคุณยังอยู่อีกเหรอ? นี่เก็บฝ้ายกับฟาดก้นกันมาทั้งคืนเลยเหรอเนี่ย? แล้วทำไมถึงมีคนเพิ่มมาอีกสองคนล่ะ?

คิดไปคิดมา สุดท้ายปีเตอร์ก็ตัดสินใจโทรหา 911

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 46 - ยอดสายลับแห่งหน่วยชีลด์

คัดลอกลิงก์แล้ว