- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 45 - เตรียมการให้พร้อมสรรพ
บทที่ 45 - เตรียมการให้พร้อมสรรพ
บทที่ 45 - เตรียมการให้พร้อมสรรพ
บทที่ 45 - เตรียมการให้พร้อมสรรพ
หลังจากดึงตัวหวังซีกลับมาถึงเฉิงตู เล่าเสี้ยนก็ควักกระเป๋าซื้อบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากจวนท่านขุนพลซ้ายให้เขาทันที
ตามที่ได้รับปากเอาไว้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นค่ากินอยู่ ค่าสมุนไพร หรืออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เล่าเสี้ยนจะเป็นคนออกให้ทั้งหมด
ในขณะเดียวกันก็มีการประกาศรับสมัครหมอในเมือง หากใครสนใจอยากจะมาร่วมศึกษาค้นคว้าด้วยกัน แม้จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่าหวังซี แต่ก็จะมีเงินอุดหนุนเป็นเสบียงอาหารให้ทุกเดือน
สำหรับหมอที่มักจะยากจนข้นแค้นในยุคสมัยนี้ ข้อเสนอนี้ย่อมน่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก
พร้อมกันนั้นก็อาศัยเส้นทางส่งม้าเร็วของทางการในการประกาศแขวนป้ายรางวัลไปตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อรับสมัครหมอฝีมือดี
และหน้าที่ของคนเหล่านี้ก็มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือในเวลาว่างจากการตรวจรักษาคนไข้ตามปกติ พวกเขาจะต้องช่วยกันพิสูจน์สรรพคุณของราสีเขียว และคิดหาวิธีปรับปรุงพัฒนาวิธีการสกัดเพนิซิลลินให้ดียิ่งขึ้น
แม้การทำเช่นนี้จะสร้างความยุ่งยากให้กับชาวบ้านที่มาขอรับการรักษาอยู่บ้าง แต่หากเพนิซิลลินสามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้ก่อนกำหนดจริง ทุกอย่างก็ถือว่าคุ้มค่า
เล่าเสี้ยนที่เพิ่งจะกอบโกยเงินก้อนโตมาได้หมาดๆ และมี 'ดวงมหาเศรษฐี' ติดตัว จึงไม่เคยกังวลเรื่องเงินทองเลยสักนิด
นอกเสียจากว่าเขาจะหาเรื่องใส่ตัวด้วยการจ่ายเงินเดือนให้คนละหนึ่งร้อยล้านอีแปะ... มิเช่นนั้นในสถานการณ์ปกติ เขาไม่มีทางต้องมานั่งปวดหัวเรื่องเงินอย่างแน่นอน
...
สามวันต่อมา ณ ค่ายทหารชานเมืองของเล่าเสี้ยน
การประลองฝีมือของคนทั้งกองทัพในวันนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนๆ เล็กน้อย เพราะนอกจากเล่าเสี้ยนแล้ว ยังมีบุคคลอื่นมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
ผู้รักษาการแทนตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเอ๊กจิ๋ว - ขงเบ้ง
ผู้บัญชาการทัพทหารองครักษ์ ท่านลุงที่ไม่มีสายเลือดเดียวกันของเล่าเสี้ยน - งออี้
ซีเฉาเยวี่ยนสังกัดท่านขุนพลซ้าย อัจฉริยะด้านเศรษฐกิจ - เล่าป๋า
เจ้าเมืองจ๊กกุ๋นคนใหม่ป้ายแดง - เอียวหง
และยังมีอีกคนหนึ่งที่เล่าเสี้ยนคิดไม่ถึงว่าจะตามมาด้วย ผู้ตรวจการฝ่ายการศึกษา - เจียวจิ๋ว
มีการตั้งแท่นลานประลองชั่วคราวขึ้นในค่าย เล่าเสี้ยนเชิญให้ขงเบ้งขึ้นไปนั่งในตำแหน่งประธาน แต่กลับถูกขงเบ้งปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "ที่นี่ พวกเราล้วนเป็นเพียงแขก"
ดังนั้นจึงเกิดภาพที่แปลกประหลาดตาขึ้น บนแท่นลานประลอง เล่าเสี้ยนที่ไม่มีตำแหน่งขุนนางใดๆ ติดตัวเลยกลับได้นั่งในตำแหน่งประธาน โดยมีขุนนางระดับบิ๊กที่กุมอำนาจบริหารบ้านเมืองของเอ๊กจิ๋วนั่งขนาบซ้ายขวา
ตอนนี้เล่าเสี้ยนเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ แล้ว เมื่อวานตอนที่พูดคุยเรื่องการจัดค่ายกลทหารกับท่านอาขงเบ้ง เขาเผลอหลุดปากเรื่องที่จะจัดการประลองฝีมือคนทั้งค่ายออกไป
ใครจะไปคิดว่าขงเบ้งจะสนใจอยากจะมาดูด้วยตัวเองขนาดนี้
ดินแดนชิ้นสุดท้ายของฮั่นจงอย่างสามหัวเมืองตะวันออกก็ถูกยึดมาได้แล้ว ถือเป็นสัญญาณว่าการศึกครั้งนี้ได้ยุติลงอย่างเป็นทางการด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของเล่าปี่
ด้วยความร่วมมือของตระกูลเตียว ราคาสินค้าในเอ๊กจิ๋วก็เริ่มปรับตัวลดลง ภาระความตึงเครียดด้านเสบียงก็คลี่คลาย บรรดาขุนนางในเฉิงตูต่างก็มีอารมณ์เบิกบานใจ
ประกอบกับยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมีกิจกรรมความบันเทิงอะไรให้ทำ พอได้ยินว่ามีงานประลองแบบนี้ ทุกคนก็เลยอยากจะมามุงดูเป็นเรื่องสนุก
ข่าวลือที่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมตัวของพวกผู้อพยพและโจรป่า วันๆ เอาแต่มั่วสุมก่อเรื่องวุ่นวาย ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ล้วนแพร่สะพัดไปทั่ว
แต่หลังจากได้ยิน 'สุนทรพจน์ปลุกใจ' อันเร่าร้อนของเล่าเสี้ยนในครั้งก่อน พวกเขาก็เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อคุณชายเล่าไปอย่างสิ้นเชิง จึงเกิดความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับค่ายทหารที่เขามา 'คลุกคลี' อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแห่งนี้ขึ้นมา
"ท่านอาขงเบ้ง พวกเราตกลงกันไว้ก่อนแล้วนะว่าทหารพวกนี้ข้าจะเป็นคนบัญชาการ ท่านจะมากลับคำทีหลังไม่ได้นะ"
ขงเบ้งยิ้มพลางชี้หน้าเล่าเสี้ยน "ข้าเคยหลอกลวงคุณชายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ที่มาวันนี้ก็แค่มาเยี่ยมชมเท่านั้น ไม่มีเจตนาอื่นใดแอบแฝงเลยจริงๆ"
หลังจากได้รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของศึกในหุบเขา เขาก็ยิ่งอยากจะเห็นด้วยตาตัวเองว่าเล่าเสี้ยนมีวิธีการฝึกทหารอย่างไร
"พอได้มาเห็นกับตาในวันนี้ ถึงได้รู้ว่าข่าวลือพวกนั้นเชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด" เอียวหงมองดูแถวทหารที่ยืนเรียงรายเป็นระเบียบอยู่บนลานกว้างด้วยแววตาชื่นชม
งออี้ไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มที่ฉีกกว้างไปถึงรูหูก็ขายความในใจของเขาจนหมดสิ้น
ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีอะไรจะพูด แต่เขาไม่กล้าพูดมากต่างหากล่ะ กลัวว่าดีใจจนลืมตัวแล้วจะเผลอพูดเรื่องที่ตัวเองลักลอบขายอาวุธยุทโธปกรณ์หลุดปากออกไป เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติดเปล่าๆ
แม้จะยังไม่เคยเห็นทหารพวกนี้ลงมือต่อสู้จริง แต่แค่เห็นระเบียบวินัยทหาร งออี้ก็รู้สึกว่าอาวุธชุดเกราะที่เขาอุตส่าห์ลำบากลำบนหามาให้นั้นไม่เสียเปล่าเลย
เล่าป๋าเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเอียวหง "เหล่าทหารล้วนมีรังสีแห่งความฮึกเหิมหาญกล้าแผ่ซ่านออกมา ไม่เห็นจะมีกลิ่นอายของโจรป่าเลยสักนิด ไอ้พวกที่วันๆ เอาแต่พ่นเรื่องไร้สาระไม่มีมูลความจริงพวกนั้น สู้ยอมแพ้..."
หืม?
ทุกคนหันขวับไปมองเขาด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
"...อะแฮ่ม!" เล่าป๋าตีหน้าตายพูดต่อ "สู้หงส์ฟ้าที่โบยบินอย่างมีปณิธานอันยิ่งใหญ่บนท้องนภาไม่ได้ เป็นได้ก็แค่พวกไร้ความสามารถเท่านั้นแหละ"
ไหวพริบดีนักนะ!
เจียวจิ๋วที่นั่งอยู่รั้งท้ายไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่จ้องมองลานฝึกซ้อมด้วยแววตาเป็นประกายวับแวม ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
"ถึงยามเฉินแล้ว เริ่มการประลองได้!"
ขั้นตอนของการประลองฝีมือทั่วทั้งกองทัพ แบ่งออกเป็นการรบเดินเท้า การรบบนหลังม้า การยิงธนู และการสอบภาคทฤษฎีรวมสี่รายการ
แม้การรบเดินเท้าและการรบบนหลังม้าจะเป็นการจับคู่ประลองกันแบบตัวต่อตัว แต่ก็ไม่ใช่แค่ตัดสินว่าใครชนะก็จะได้เข้ารอบเท่านั้น แต่จะต้องได้รับการประเมินจากนายทหารระดับต่างๆ ในปัจจุบัน โดยแบ่งเกรดเป็น 'ก ข ค และ สูง กลาง ต่ำ' รวมเป็นเก้าระดับ
หากใครไม่เห็นด้วยกับผลการประเมินก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ โดยหลี่เอ้อร์จะเป็นคนตัดสินใหม่อีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว จะคัดเลือกทหารห้าร้อยนายที่มีคะแนนรวมสูงสุดจากจำนวนทั้งหมดเจ็ดร้อยกว่านายให้เป็นทหารประจำการ จากนั้นก็นำทหารห้าร้อยนายนี้มาจัดอันดับเพื่อแต่งตั้งเป็นนายทหารระดับต่างๆ ต่อไป
ผู้ที่มีคะแนนสูงสุดห้าอันดับแรก จะต้องนำทหารห้าสิบคนมาจำลองการจัดค่ายกลทหาร โดยมีเล่าเสี้ยนเป็นผู้ให้คะแนน
แล้วค่อยคัดเลือกผู้ที่ได้คะแนนรวมเป็นอันดับหนึ่งให้เลื่อนขั้นเป็นนายกอง
ทหารที่ถูกคัดออกจากกองทหารประจำการ แม้จะไม่ถูกยึดคืนที่ดินทำกิน แต่สวัสดิการอื่นๆ ก็จะถูกลดกลับไปอยู่ในระดับของกองหนุนเหมือนเดิม
และที่สำคัญที่สุดก็คือ สิทธิพิเศษในการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากเล่าเสี้ยนก็จะถูกยกเลิกไปด้วย
เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด แต่กลับเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจทหารประจำการที่เคยถูกคัดออกมากที่สุด
ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะรู้สึกอึดอัดที่ต้องทำความเคารพหรือพูดจาอย่างนอบน้อมเมื่อพบหน้าเล่าเสี้ยนหรอกนะ
แต่บรรยากาศการอยู่ร่วมกันฉันพี่น้องต่างหาก ที่พวกเขาถือว่าเป็นเกียรติยศอันสูงสุด และเป็นความรู้สึกเหนือกว่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ
และนี่ก็คือสิ่งที่หวังเมิ่งซึ่งถูกส่งไปอยู่ข้างกายบิฮองเคยพูดเอาไว้ว่า 'ไปอยู่ใต้บังคับบัญชาใครก็อึดอัดไปหมด'
พวกเขามีความเคารพรักและเทิดทูนเล่าเสี้ยนจากใจจริง แต่ถ้าหากต้องเปลี่ยนไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของคนอื่น แล้วถูกตะคอกสั่งการเยี่ยงทาส พวกเขาก็จะเกิดความรู้สึกที่ว่า 'ลูกผู้ชายอกสามศอกจะยอมทนก้มหัวอยู่ใต้ผู้อื่นเป็นเวลานานได้อย่างไร' ขึ้นมาทันที
ด้วยสถานะของเล่าเสี้ยนในตอนนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถขยายกองทัพนี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ต้องสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งและมีความแตกต่างจากกองทัพอื่นๆ อย่างสิ้นเชิงขึ้นมาให้ได้
...
ขงเบ้งมองดูแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เดิมทีเขาตั้งใจจะอาศัยช่วงเวลาว่างเว้นจากการศึกในตอนนี้ มาช่วยชี้แนะและให้คำแนะนำเรื่องการฝึกทหารกับคุณชาย
นึกไม่ถึงว่าแม้คุณชายจะยังขาดความละเอียดถี่ถ้วนและประสบการณ์ไปบ้าง แต่วิธีการคัดเลือกและแต่งตั้งคนแบบใหม่ๆ ของเขานั้น กลับทำให้ขงเบ้งได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อย
[ค่าความประทับใจของขงเบ้ง +2]
เขาและเอียวหงมักจะชี้ชวนกันดูทหารในสนามประลองและกระซิบกระซาบพูดคุยกันเป็นระยะ ดูเหมือนกำลังปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอะไรบางอย่างอยู่
ในที่สุดงออี้ที่ทนอัดอั้นกลั้นคำพูดมานานก็ทนไม่ไหว ต้องเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยอีกคน
ส่วนเล่าป๋านั้นนั่งดูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าทหารพวกนี้ไม่ได้เป็นเหมือนกับในข่าวลือ เขาก็ขอตัวลากลับไปก่อน
หัวข้อที่กลุ่มของท่านอาขงเบ้งกำลังคุยกันอยู่นั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันเมืองเฉิงตู และแนวทางการปรับปรุงการฝึกทหารระดับอำเภอทั้งสิ้น
ซึ่งเล่าเสี้ยนยังไม่สะดวกที่จะเข้าไปแทรกแซงร่วมวงสนทนาด้วยในตอนนี้
ทว่าเจียวจิ๋วที่เอาแต่จ้องมองสนามประลองตาไม่กระพริบมาตั้งแต่ต้น กลับดึงดูดความสนใจของเขาได้เป็นอย่างดี
ลูกพี่ใหญ่ฝ่ายยอมแพ้ผู้โด่งดังในหน้าประวัติศาสตร์ผู้นี้ ครั้งก่อนกลับได้ค่าความประทับใจเพิ่มขึ้นมาถึง 20 แต้มเพราะทฤษฎีการเอาชนะอย่างรวดเร็วของเขา
เรื่องนี้ทำให้เล่าเสี้ยนรู้สึกงุนงงมาโดยตลอด
ความรู้ความเข้าใจที่เขามีต่อคนๆ นี้ ดูเหมือนจะจำกัดอยู่แค่ตาแก่ในละครโทรทัศน์ที่ทำอะไรไม่เป็นสับปะรดนอกจากเรื่องเป็นที่หนึ่งในการยอมแพ้เท่านั้น
แต่สำหรับชายหนุ่มรูปร่างผอมบางที่มีท่าทางสง่างามตรงหน้า เขากลับไม่ค่อยรู้จักตัวตนจริงๆ ของเขาเลยสักนิด
"ท่านผู้ตรวจการเจียว วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาดูข้าฝึกทหารล่ะเนี่ย?"
"..."
"ท่านผู้ตรวจการเจียว?"
"ห๊ะ?" เจียวจิ๋วสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบประสานมือขออภัยเป็นพัลวัน "ข้าเสียมารยาทแล้ว ไม่ทราบว่าคุณชายมีเรื่องอันใดจะเรียกใช้ข้าหรือ?"
เล่าเสี้ยนถามย้ำอีกครั้ง
เจียวจิ๋วครุ่นคิดอยู่นาน แต่กลับย้อนถามด้วยคำถามที่ว่า "คุณชายคิดว่า ในเมื่อตอนนี้ทั่วทั้งแผ่นดินเกิดศึกสงครามไม่หยุดหย่อน ชาวบ้านต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ควรจะเร่งทำให้แผ่นดินสงบสุขโดยเร็วที่สุดหรือไม่?"
เล่าเสี้ยนมองเข้าไปในดวงตาที่จริงจังของเจียวจิ๋ว จู่ๆ เขาก็มีความรู้สึกขึ้นมาว่า บทสนทนาระหว่างเขากับชายหนุ่มผู้นี้ในก้าวต่อไป อาจจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางประวัติศาสตร์อย่างประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว
คำพูดที่เดิมทีตั้งใจจะชวนคุยเล่นสัพเพเหระถูกกลืนกลับลงคอไป เล่าเสี้ยนไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วพูดว่า "ต่อให้สงบลงอย่างรวดเร็ว แต่หากผู้มีอำนาจปกครองไร้ซึ่งความเมตตาธรรม แล้วจะทำอย่างไรล่ะ? ท่านผู้ตรวจการเจียวคิดว่า ชาวบ้านทนทุกข์ทรมานเพราะเหตุใดกัน?"
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของเจียวจิ๋วก็เป็นประกายขึ้นมา สีหน้าท่าทางดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อครู่เลยทีเดียว
เล่าเสี้ยนมองเห็นตัวหนังสือขนาดใหญ่สี่ตัวลอยเด่นอยู่บนหัวของเขาว่า 'ท้าประลองฝีปาก'
[จบแล้ว]