- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 44 - ทางแยกของคุณชายตระกูลเล่าทั้งสอง
บทที่ 44 - ทางแยกของคุณชายตระกูลเล่าทั้งสอง
บทที่ 44 - ทางแยกของคุณชายตระกูลเล่าทั้งสอง
บทที่ 44 - ทางแยกของคุณชายตระกูลเล่าทั้งสอง
ตอนที่เล่าเสี้ยนได้พบกับขงเบ้ง เขาไม่ได้กำลังตรวจเอกสารรายงานการรบ และไม่ได้กำลังอ่านตำราหรือดีดพิณอยู่
ขงเบ้งเพียงแค่นั่งตัวตรงอยู่บนเบาะรองนั่ง โบกพัดขนนกเบาๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ดูเหมือนไม่ได้ยิ้ม
เมื่อเห็นเล่าเสี้ยนก้าวเข้ามา ขงเบ้งถึงกับลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะทันที "คุณชายเล่าเดินทางฝ่าฟันอันตรายมาตลอดทาง วันนี้ได้กลับมาอย่างปลอดภัย นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก"
'จบเห่แล้ว'
คลุกคลีกันมาตั้งหลายปี พอเล่าเสี้ยนได้ยินน้ำเสียงแบบนี้ ได้เห็นท่าทางแบบนี้ เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าท่านอาขงเบ้งกำลังโกรธ
เหตุผลนั้นไม่ต้องถามให้มากความ แน่นอนว่าเรื่องที่เขาแอบลักลอบเข้าไปในง่อก๊กนั้น 'ความแตก' เสียแล้ว
เรื่องนี้เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าจะสามารถปิดบังขงเบ้งได้อยู่แล้ว ท้ายที่สุดแล้ว... เล่าเสี้ยนหันหน้าไปมองผู้เฒ่าหลัวที่อยู่หน้าห้องด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนไม่ได้ยิ้มเช่นเดียวกัน
ตอนแรกผู้เฒ่าหลัวยังทำเป็นใจดีสู้เสือไม่แสดงอาการใดๆ แต่ไม่นานก็ทนแรงกดดันไม่ไหว หันกลับมามองด้วยแววตารู้สึกผิดเล็กน้อย
เล่าเสี้ยนแอบถอนหายใจและดึงสายตากลับมา
ท้ายที่สุดแล้วการที่ทหารองครักษ์เหล่านี้ถูกส่งมาอยู่ข้างกายเขาก็เป็นเงื่อนไขที่เล่าปี่และท่านอาขงเบ้งตั้งไว้เพื่อแลกกับการอนุญาตให้เขาฝึกทหารและไปปราบโจร
การรายงานความเป็นอยู่และความปลอดภัยของเขาให้เบื้องบนทราบก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายนั้นอยู่แล้ว เขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องไปทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ
เพียงแต่ครั้งนี้มันจะส่งข่าวไวเกินไปหน่อยไหม!
ดูจากท่าทางแล้ว ข่าวนี้คงจะถูกส่งกลับมาถึงเฉิงตูตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งเหยียบเข้าเมืองลำอั๋นเป็นแน่
"ท่านอาขงเบ้ง ดินแดนง่อก๊กทางฝั่งนู้นไม่ค่อยจะสงบสุขนัก ข้าเองก็รู้สึกไม่วางใจขบวนสินค้า เลยต้องนำคนไปคุ้มกัน..."
"โอ้? ดินแดนง่อก๊กไม่สงบสุข ดังนั้นคุณชายจึงไปช่วยชาวซานเยว่กวาดล้างกองทัพทางการพันกว่านายของตระกูลซุนจนราบคาบเลยงั้นหรือ?" ขงเบ้งยิ้มแย้ม "ไม่ทราบว่าลิบอง ซุนเก๋า และคนอื่นๆ ได้จัดงานเลี้ยงขอบคุณคุณชายเพื่อแสดงความซาบซึ้งใจบ้างหรือไม่ล่ะ?"
เล่าเสี้ยนถึงกับพูดไม่ออก "..."
เขาปรายตามองผู้เฒ่าหลัวที่อยู่นอกประตูอีกครั้ง จำเป็นต้องรายงานละเอียดถี่ยิบขนาดนี้เลยหรือไง?
"เฮ้อ" ขงเบ้งถอนหายใจด้วยสีหน้าอ่อนใจ "ก่อนออกเดินทางคุณชายรับปากข้าไว้ว่าอย่างไร?"
"...ห้ามก่อเรื่องวุ่นวาย"
"คุณชายเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตราย ช่างวู่วามเกินไปแล้วจริงๆ!"
เมื่อเห็นว่าท่านอาขงเบ้งทำหน้าอมทุกข์และเริ่มเปิดโหมดอบรมสั่งสอน เล่าเสี้ยนกลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
นั่นหมายความว่าหลังจากนี้เขาจะไม่เอาเรื่องนี้ไปฟ้องเล่าปี่
ขอเพียงไม่ให้เล่าปี่รู้จนถูกยึดอำนาจการคุมทหารกลับไป ทุกอย่างก็ยังพอคุยกันได้
"ไม่เคยได้ยินหรือว่า 'ป้องกันภัยล่วงหน้าย่อมดีกว่ามานั่งเสียใจภายหลัง รู้แล้วต้องระวัง วิญญูชนย่อมไม่พาตัวไปอยู่ใต้กำแพงที่ใกล้จะพังทลาย' งั้นหรือ?"
"ข้าเข้าใจแล้ว" เล่าเสี้ยนประสานมือรับคำด้วยท่าทีของคนที่รู้สำนึกผิดและพร้อมจะแก้ไข
เพียงแต่ในใจกลับรู้สึกจนปัญญา ก็เพราะต้องการจะ 'ป้องกันภัยล่วงหน้า' นี่แหละ เขาถึงจำเป็นต้องพาตัวเองไปอยู่ใต้กำแพงที่ใกล้จะพังทลายนั่น
มีหลายเรื่องที่เขารู้เพียงคนเดียว และมีหลายเรื่องที่เขาต้องลงมือทำด้วยตัวเอง
เขาเองก็อยากจะปล่อยจอยทิ้งอำนาจ แล้วนอนรอให้คนเก่งๆ แบกเขาให้โบยบินไปสู่ความสำเร็จเหมือนกันนั่นแหละ
แต่ผลลัพธ์ของการทำแบบนั้น หน้าประวัติศาสตร์ก็ได้จารึกเอาไว้หมดแล้ว
เมื่อเห็นเล่าเสี้ยนทำท่าทางแบบนั้น ขงเบ้งก็ไม่กล้าพูดอะไรให้มากความไปกว่านี้ และอีกอย่าง... ความจริงแล้วตอนที่ได้ยินข่าวนี้ ความรู้สึกภูมิใจในตัวเด็กหนุ่มมันมีมากกว่าความรู้สึกอยากจะตำหนิเสียด้วยซ้ำ
"ครั้งนี้เหตุใดคุณชายถึงกล้าเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนั้น?"
หากจะถามว่าในกลุ่มขั้วอำนาจตระกูลเล่าตอนนี้ ใครที่ไม่เชื่อที่สุดว่าการกระทำของเล่าเสี้ยนเป็นเพียงการเล่นสนุกแบบเด็กๆ คนนั้นก็คงต้องเป็นจูกัดเหลียงขงเบ้งนี่แหละ
การเปลี่ยนแปลงของคุณชายในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขาเฝ้าจับตามองอยู่ตลอดเวลา
สำหรับคำถามนี้ เล่าเสี้ยนก็รู้ดีว่าคงไม่สามารถแต่งเรื่องหลอกไปได้ จึงตัดสินใจพูดความจริงออกไปตรงๆ "หากท่านอากวนอูยกทัพบุกขึ้นเหนือไปตีเมืองซงหยงและอ้วนเซีย ข้าเกรงว่าแนวหลังจะไม่มั่นคง การปลอมตัวเป็นพ่อค้าข้ามแดนไปในครั้งนี้ ก็เพื่ออยากจะไปหยั่งเชิงดูความแข็งแกร่งของง่อก๊ก"
ขงเบ้งทำสีหน้าราวกับเดาเอาไว้อยู่แล้ว
สำหรับเรื่องที่คุณชายสามารถมองเห็นแผนการขั้นต่อไปของเล่าปี่ได้นั้น เขาไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
เพียงแต่...
"แม้ซุนกวนจะหมายปองเกงจิ๋วมานาน แต่เขาก็มีความทะเยอทะยานไม่น้อย คิดอยากจะครอบครองแผ่นดิน ซึ่งต้องพึ่งพาการจับมือร่วมกันต่อต้านโจโฉ"
"หากกองทัพเกงจิ๋วของเราทำศึกกับกองทัพวุยก๊ก ทางเลือกที่ดีที่สุดของง่อก๊กก็คือนั่งดูเสือสองตัวกัดกันบนภูเขา หากการใหญ่ของท่านขุนพลกวนอูไม่สำเร็จ กองทัพเกงจิ๋วของเราก็จะต้องอ่อนกำลังลง ถึงตอนนั้นง่อก๊กค่อยหาทางบุกแย่งชิงก็ยังไม่สาย"
"แต่หากทำสำเร็จ โจโฉจะต้องระดมกำลังทหารจากมณฑลอิจิ๋วและกุนจิ๋วเพื่อไปช่วยเหลือเมืองซงหยงและอ้วนเซียอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นง่อก๊กค่อยบุกโจมตีหับป๋าอีกครั้ง แบบนี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้ในการศึกเพียงครั้งเดียวหรอกหรือ?"
เล่าเสี้ยนเองก็คิดว่าการวิเคราะห์ของท่านอาขงเบ้งนั้นไร้ที่ติ
การแย่งชิงความเป็นใหญ่ของสามขั้วอำนาจ ย่อมต้องเลือกตีด่านที่อ่อนแอกว่าก่อนเสมอ
เบอร์สองที่อยากจะคว้าชัยชนะในท้ายที่สุด ย่อมต้องหาทางยับยั้งเบอร์สาม ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องจับมือกับเบอร์สามเพื่อช่วยกันรุมตีพี่ใหญ่ให้ได้ก่อน
น่าเสียดายที่ท่านอาขงเบ้งไม่รู้ว่า สหายง่อก๊กหมายเลขสองลูกชายสุดประเสริฐที่โจโฉชื่นชมผู้นั้น ถูกเตียวแปดร้อยหวดจนเกิดอาการผวาหับป๋าฝังใจไปเรียบร้อยแล้ว ในครั้งนี้เขาไม่ได้อยากจะเป็นเบอร์สองแล้วล่ะ
แต่เขาอยากจะเป็นพวกลอบกัดลอบแทงข้างหลังต่างหาก
ทว่าขงเบ้งก็เปลี่ยนเรื่องคุยทันทีพร้อมกับรอยยิ้ม "แต่การที่คุณชายรู้จักระแวดระวังไว้ล่วงหน้าเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่ดียิ่งนัก"
หลังจากนั้นเขาก็สอบถามถึงสิ่งที่เล่าเสี้ยนพบเห็นมาจากการเดินทางในครั้งนี้ รวมถึงรายละเอียดของการต่อสู้ในหุบเขาอย่างละเอียด
เมื่อได้ยินว่าเล่าเสี้ยนไม่ได้สูญเสียทหารไปแม้แต่นายเดียว ก็สามารถอาศัยภูมิประเทศและชาวซานเยว่ในการบดขยี้กองทัพง่อก๊กนับพันนายได้ ขงเบ้งก็รู้สึกโล่งใจและยินดีเป็นอย่างมาก
"หากท่านอาขงเบ้งไม่มีธุระอื่นใดแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน"
เดิมทีนึกว่าเรื่องราวในวันนี้จะจบลงเพียงเท่านี้ นึกไม่ถึงว่าขงเบ้งจะร้องเรียกเขาเอาไว้
"ที่เรียกคุณชายมาในวันนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"
ท่ามกลางสายตางุนงงของเล่าเสี้ยน ขงเบ้งยิ้มและกล่าวว่า "คุณชายทราบหรือไม่ว่า ตระกูลเตียวแห่งเมืองเฉียนเหวยได้แสดงจุดยืนพร้อมจะรับใช้พวกเราแล้ว?"
หลังจากได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเอ๊กจิ๋วตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เล่าเสี้ยนถึงได้เข้าใจว่าทำไมนายอำเภอเตียวถึงได้กระตือรือร้นต้อนรับเขาจนดูผิดปกติขนาดนั้น
ที่แท้ตระกูลเตียวแห่งเมืองเฉียนเหวยก็เลือกข้างแล้วนี่เอง แถมยังนำพาตระกูลใหญ่ในเมืองมาอยู่ฝั่งเขาอีกด้วย
นี่ถือเป็นข่าวดีมากทีเดียว
ดูเหมือนว่าทายาทของเตียวเหลียงผู้นี้จะมีความมุ่งมั่นก้าวหน้ามากกว่าพวกที่มีวิสัยทัศน์คับแคบเหล่านั้นมากนัก
แม้การจะรวบรวมขั้วอำนาจภายในกลุ่มของเล่าปี่ให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์นั้นจะยังคงเป็นภารกิจที่ยาวไกลและหนักหนา ทว่านี่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
...
เมื่อกลับมาถึงค่ายทหาร เล่าเสี้ยนก็เห็นชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้ตนอยู่บริเวณหน้าลานฝึกซ้อม เขากำลังโบกไม้โบกมือออกท่าทางพูดจาน้ำลายแตกฟอง
"ในหุบเขาวันนั้น จะเห็นธงรบของกองทัพศัตรูบดบังแสงอาทิตย์ รังสีอำมหิตปกคลุมไปทั่วฟ้า กองทัพขนาดใหญ่ควบม้าฝุ่นตลบมุ่งหน้าเข้ามาในหุบเขา..."
บรรดาทหารที่ยืนมุงดูอยู่หลายคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ กำหมัดแน่น
"ขุนพลผู้เป็นจ่าฝูง รูปร่างกำยำล่ำสันราวยักษ์ปักหลั่น ขี่ม้าศึกสีแดงเพลิง ในมือถือทวนยาว ดูน่าเกรงขามสง่างามไปทุกสัดส่วน"
ทหารบางคนที่หันหน้าไปทางเล่าเสี้ยนพอเห็นเขาเดินเข้ามา ก็เตรียมจะลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ
เล่าเสี้ยนรีบยกมือกดลงเพื่อห้ามพวกเขาทันที เป็นสัญญาณบอกว่าไม่ต้องส่งเสียงดัง
คนตรงกลางวงเห็นได้ชัดว่าไม่ได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเหล่าทหาร เขายังคงเล่าต่อไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ
"เมื่อกองทัพศัตรูเดินทางเข้ามาถึงกลางหุบเขา ทันใดนั้นเสียงกลองศึกก็ดังกึกก้อง เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหว ก้อนหินยักษ์ร่วงหล่นลงมาราวกับภูเขาถล่มแผ่นดินทลาย..."
เล่าเสี้ยนยืนฟังอยู่ด้านหลังเขาด้วยความสนใจ ทหารคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์อยากจะส่งเสียงเตือนแต่ก็ไม่กล้า ทำได้เพียงขยิบตาหลิ่วตาใส่กันไปมา
"ทันใดนั้นท่านขุนพลน้อยก็ควบม้าทะยานฝ่าวงล้อมเข้าไปเพียงลำพัง พุ่งตรงเข้าหาขุนพลผู้นั้น ใครขวางหน้ามีแต่ตายกับเจ็บ ขุนพลผู้นั้นเห็นว่าหนีไม่รอด จึงกัดฟันกรอด ตัดสินใจสู้ตาย! เขาหันขวับกลับมาแทงทวนเข้าใส่... เอ๊ะ?"
หูลี่ที่กำลังเล่าอย่างได้อารมณ์ ทำมือนิ้วชี้คู่ประกบกันแทนทวนยาว บิดเอวหันขวับกลับมาแทง... และแทงตรงไปที่ใบหน้าของเล่าเสี้ยนที่กำลังยืนอมยิ้มมองเขาอยู่พอดี
สีหน้าที่เคยฮึกเหิมเร้าใจค่อยๆ แข็งค้างไปในทันที
"เล่าต่อสิ หยุดทำไม เล่าได้สนุกดีนี่" เล่าเสี้ยนตบไหล่เขาเบาๆ "สนใจไปรับจ๊อบเสริมที่โรงเตี๊ยมไหมล่ะ? พวกขุนนางที่เดินทางผ่านไปมาคงจะสนใจฟังเจ้านิทานของเจ้าแน่นอน เผลอๆ อาจจะได้ทิปเยอะด้วยนะ"
หูลี่บิดเอวจนปวดหลังไปหมด แต่ก็ไม่กล้าขยับตัว น้ำตาแทบจะไหลพรากออกมาอยู่แล้ว...
"เอาล่ะ เข้าแถวรวมพลก่อน ข้ามีเรื่องจะประกาศ" หลังจากพูดหยอกล้อพอหอมปากหอมคอ เล่าเสี้ยนก็เปลี่ยนมาใช้เสียงเข้ม
ทุกคนรีบลุกขึ้นยืน ภายในไม่กี่อึดใจก็ตั้งแถวเสร็จสรรพ เป็นระเบียบเรียบร้อย
เล่าเสี้ยนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ดูเหมือนว่าแม้ในช่วงที่เขาไม่อยู่ ทหารที่อยู่เฝ้าค่ายก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยการฝึกซ้อมเลย
"ภารกิจในครั้งนี้ทุกคนทำผลงานได้ดีมาก ข้าจะตกรางวัลให้คนละสองร้อยอีแปะและข้าวสารหนึ่งหู"
พวกของหูลี่ย่อมเก็บซ่อนความดีใจไว้ไม่อยู่ ส่วนทหารที่อยู่เฝ้าค่ายต่างก็มองด้วยความอิจฉา
แต่ไม่นาน ความสนใจของพวกเขาก็ถูกดึงดูดไปด้วยคำพูดประโยคถัดมาของเล่าเสี้ยน
"ยกเว้นพวกของเสิ่นจงที่ยังมีภารกิจยังไม่กลับมา คนอื่นๆ อนุญาตให้พักผ่อนได้สามวัน หลังจากสามวันผ่านไป จะมีการประลองฝีมือครั้งใหญ่ในค่าย เพื่อคัดเลือกทหารประจำการและแต่งตั้งนายทหารระดับต่างๆ ใหม่อีกครั้ง"
เวลานับถอยหลังสู่ศึกซงหยงและอ้วนเซียเหลือเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
ฝ่ามือที่มองไม่เห็นซึ่งคอยหมุนกงล้อแห่งประวัติศาสตร์กำลังจะยื่นออกมา เล่าเสี้ยนเองก็ต้องรีบฉกฉวยช่วงเวลาสุดท้ายนี้ในการยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเอง
แม้ความเสี่ยงจะสูงลิบ แต่ผลตอบแทนก็มหาศาลเช่นกัน
เขาเป็นคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง อุตส่าห์ได้ทะลุมิติมาอยู่ในยุคสามก๊กทั้งที ต่อให้ต้องตายอย่างสมเกียรติ ก็ยังดีกว่าถูกจองจำเลี้ยงดูให้อยู่รอดไปวันๆ แล้วต้องกลายเป็นตัวตลกให้คนรุ่นหลังหัวเราะเยาะ
...
และในขณะเดียวกัน คุณชายอีกคนหนึ่งของตระกูลเล่า ก็ได้รับคำสั่งให้นำทัพไปสมทบกับเบ้งตัด บีบให้ซินต่ำเจ้าเมืองช่างยงยอมจำนนและยึดครองช่างยงได้สำเร็จ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตในประวัติศาสตร์แล้ว
เพียงแต่ในขณะที่เขากำลังได้ใจสุดๆ อยู่นั้น เขาก็กำลังก้าวเดินมาถึงทางแยกที่สำคัญที่สุดในชีวิตเช่นเดียวกัน
[จบแล้ว]