- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 41 - หมากตาสอง ร่วงหล่นสู่กังตั๋ง
บทที่ 41 - หมากตาสอง ร่วงหล่นสู่กังตั๋ง
บทที่ 41 - หมากตาสอง ร่วงหล่นสู่กังตั๋ง
บทที่ 41 - หมากตาสอง ร่วงหล่นสู่กังตั๋ง
"เรื่องแรกเลยก็คือการเลือกทำเลที่ตั้งค่าย"
เล่าเสี้ยนเริ่มอธิบายจากเรื่องที่เข้าใจง่ายที่สุดก่อน โดยสอนหลักสูตร 'คุณสมบัติของโจรป่าที่ดี' ให้กับบรรดาหัวหน้าค่ายฟัง
"อันดับแรกต้องรับประกันว่าสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง ต้องมีพื้นที่เพาะปลูก มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ และมีแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการตีอาวุธขึ้นใช้เอง"
ชาวซานเยว่ในดินแดนง่อก๊กนั้นคุ้นเคยกับการตีอาวุธเป็นอย่างดี แม้คุณภาพจะไม่ได้ดีเลิศอะไรนัก แต่ขอเพียงมีแร่ธาตุก็สามารถรับประกันได้ว่าทุกคนจะมีอาวุธใช้ประดับกาย
"ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้เมืองเตียงสาไม่มีเลย ในมุมมองของข้า..." เล่าเสี้ยนพูดพลางกางแผนที่ในมือออก นิ้วชี้ลากไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ "สู้เลือกที่นี่ไม่ได้"
นิ้วของเล่าเสี้ยนไปหยุดอยู่ที่บริเวณรอยต่อระหว่างเมืองลู่เจียงและเมืองตันเอี๋ยง
"ดินแดนแถบนี้มีแร่ทองแดงและเหล็กอุดมสมบูรณ์ตามแนวเขา แม้จะมีแม่น้ำลำคลองไหลผ่านและไม่ขาดแคลนแหล่งน้ำ ทว่าร่องน้ำกลับไม่กว้างพอให้เรือรบแล่นผ่านได้"
"อีกทั้งยังตั้งอยู่ตรงรอยต่อของสองมณฑล ภูมิประเทศสลับซับซ้อน หากวันใดเกิดสู้รบตบมือไม่ไหวก็ยังสามารถใช้ยุทธวิธีหลบหนีพลางตอบโต้พลางได้ พวกเจ้าสามารถเลือกชัยภูมิที่ตั้งรับง่ายแต่โจมตีตีแตกยากเพื่อสร้างค่ายโจรได้เลย"
บรรดาหัวหน้าค่ายพยักหน้าหงึกหงัก ไฉหรงจ้องเขม็งไปยังจุดที่เล่าเสี้ยนชี้ พยายามจดจำแผนที่และคำพูดของเล่าเสี้ยนสลักลึกเข้าไปในห้วงสมอง
"เมื่อเลือกทำเลได้แล้ว เรื่องที่สองก็คือจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองอย่างไร"
"การจะพึ่งพาแค่การทำนาเพื่อเลี้ยงคนจำนวนมากขนาดนี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ในเมื่อเป็นโจรป่า การปล้นชิงย่อมเป็นหัวใจสำคัญ" เล่าเสี้ยนพูดพลางกวาดสายตามองหัวหน้าค่ายทุกคน แล้วเอ่ยถามเจือรอยยิ้ม "แล้วพวกเจ้าคิดไว้หรือยังว่าต่อไปจะไปปล้นใคร?"
บรรดาหัวหน้าค่ายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พลางคิดในใจว่างานพรรค์นี้พวกตนถนัดนักเชียว มีอะไรยากกันล่ะ?
"วันปกติก็ปล้นพวกพ่อค้าวาณิชที่เดินทางผ่านมาแบบโดดเดี่ยวไร้กำลังคุ้มกัน หากอำเภอไหนกำลังพลหละหลวมก็ค่อยไปปล้นชิงชาวบ้าน..."
"ห้ามปล้นชาวบ้านเด็ดขาด"
บรรดาหัวหน้าค่ายยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเล่าเสี้ยนพูดแทรกตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
"แต่ว่า... หากไม่ปล้นชาวบ้าน แล้วพวกเงินทองเสบียงอาหารและกำลังคนจะหามาจากที่ใดกันเล่า?"
"ข้าบอกว่า ห้ามปล้นชาวบ้าน" เล่าเสี้ยนย้ำเสียงเครียด
"ขอรับ" หลายคนพยักหน้ารับคำ ทว่าในใจยังคงยากจะทำความเข้าใจ
เล่าเสี้ยนเห็นพวกเขาตอบรับ สีหน้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย "ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ข้าจะบอกเหตุผลให้พวกเจ้าฟังเอง"
"พ่อค้าเร่ที่เดินทางคนเดียว หรือชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้น พวกเขาจะมีเงินสักกี่อีแปะ มีเสบียงสักกี่กระบุงกันเชียว? นี่เป็นเพียงเหตุผลข้อแรก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ..."
เขาหยิบของบางอย่างออกมาวางบนโต๊ะ ประกอบไปด้วยก้อนเงินหนึ่งก้อน เหรียญทองแดงหนึ่งอีแปะ และดินหนึ่งกำมือ
"นี่คือตระกูลซุนแห่งง่อก๊ก นี่คือกลุ่มขั้วอำนาจตระกูลใหญ่ผู้มั่งคั่ง และนี่คือชาวบ้าน"
"ต่อให้เป็นโจรป่าก็ต้องมีจุดยืน ต้องมีที่พึ่งพิง มิเช่นนั้นก็จะเป็นดั่งต้นไม้ไร้ราก ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องพินาศ"
"ในสามกลุ่มนี้ พวกเจ้าตั้งใจจะพึ่งพาใคร?"
บรรดาหัวหน้าค่ายคนอื่นๆ ยังคงมีสีหน้างุนงง ทว่าไฉหรงกลับมีท่าทีครุ่นคิด
เล่าเสี้ยนชี้ไปที่ก้อนเงิน "พึ่งพาตระกูลซุนงั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องยอมลงจากเขาแต่โดยดี ต้องทำงานเพาะปลูกอย่างหนัก ส่งชายฉกรรจ์ไปเป็นทหาร จ่ายภาษีอากร คุกเข่าขอเศษอาหารกิน... ตลกสิ้นดี!"
"ข้าขอถามพวกเจ้าหน่อยเถอะ ทำไมพวกเราถึงต้องขึ้นเขามาเป็นโจร? ก็เพราะแข้งขาเรามันแข็งกระด้าง คุกเข่าให้ใครไม่ได้ไม่ใช่หรือไง?"
เล่าเสี้ยนตบโต๊ะดังปัง "พวกเราแค่อยากจะยืนหยัดอย่างองอาจ แล้วก็กอบโกยเงินทองไปด้วยไม่ใช่หรือไง!"
"ใช่! พวกเราคุกเข่าไม่ได้!"
"อยากให้ข้าไปเป็นชาวบ้านหัวอ่อนงั้นเรอะ ฝันไปเถอะ! ยกเว้นแต่จะได้เจอนายผู้ปราดเปรื่องอย่างท่านขุนพลกงหมิง ตระกูลซุนมันนับเป็นตัวบัดซบอะไรกัน!"
เล่าเสี้ยนยกมือทั้งสองข้างขึ้นกดลงเป็นสัญญาณ บรรดาหัวหน้าค่ายที่กำลังโกรธเกรี้ยวฮึกเหิมจึงค่อยๆ เงียบเสียงลง เขาพูดต่อว่า "ถ้าเช่นนั้นจะพึ่งพากลุ่มขั้วอำนาจตระกูลใหญ่งั้นหรือ? พวกเรามีผลประโยชน์อะไรให้พวกเขาหลอกใช้ได้บ้างล่ะ?"
ไฉหรงส่ายหน้าเป็นคนแรก เขารู้จักสันดานของพวกตระกูลใหญ่มั่งคั่งเหล่านั้นดี ไม่ว่าจะเป็นพวกอันธพาลครองเมืองที่ขูดรีดชาวบ้าน หรือพวกผู้ดีจอมปลอมที่ชอบทำทานช่วยคนจนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความสงบเรียบร้อย
ในสายตาของคนเหล่านั้น พวกเขาเหล่านี้ก็เป็นแค่ขยะไร้ค่าเท่านั้นเอง
"การที่พวกเจ้าไปปล้นชิงชาวบ้าน ก็คือการแย่งชิงทรัพยากรกับตระกูลซุน คือการทำลายผืนดินที่เป็นแหล่งขยายอำนาจของพวกตระกูลใหญ่ พวกเขาไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไว้แน่ ส่วนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักก็ยิ่งไม่มีทางทนพวกเจ้าได้ ถึงตอนนั้นพวกเจ้าจะกลายเป็นศัตรูของคนทั้งแผ่นดิน แล้วจะรอดพ้นความตายไปได้อย่างไร?"
"ซี๊ด..." บรรดาหัวหน้าค่ายสูดปากดึงลมหายใจเย็นเยียบ คราวนี้พวกเขาฟังเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่ในใจ
หูลิ่วที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านหลังเล่าเสี้ยนก็รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก มิน่าเล่าเขาถึงสามารถยึดครองภูเขาเอ๋อเหมยได้นานหลายปีโดยไม่ล่มสลาย ที่แท้เขาก็ดันบังเอิญเลือกเดินถูกทางมาตั้งแต่ต้นนี่เอง
เมื่อเห็นว่าหลายคนเริ่มคิดตามทันแล้ว เล่าเสี้ยนจึงพูดเนิบนาบว่า "ในเมื่อพวกเจ้ามีต้นกำเนิดมาจากชาวบ้าน ก็ต้องหยัดยืนอยู่เคียงข้างชาวบ้าน เช่นนี้แล้วในภายภาคหน้าพวกเจ้าถึงจะสามารถพึ่งพาชาวบ้านได้"
"พวกเจ้าสามารถปล้นชิงที่ว่าการอำเภอ ปล้นขบวนสินค้าขนาดใหญ่ของทางการ และยิ่งสามารถปล้นพวกตระกูลใหญ่ที่ทำตัวเป็นอันธพาลข่มเหงคนในท้องถิ่นได้ ต่อให้การทำแบบนี้จะเสี่ยงอันตรายมากกว่า แต่สิ่งที่พวกเจ้าห้ามทำเด็ดขาดก็คือการปล้นชาวบ้าน เพราะหนทางที่ดูเหมือนปลอดภัยนี้แหละ คือเส้นทางสู่ความตายอย่างแท้จริง"
"ไม่เพียงแต่ห้ามปล้นชาวบ้าน ทว่าพวกเจ้ายังต้องแบ่งปันข้าวของที่ปล้นมาได้บางส่วนให้กับชาวบ้านที่ยากไร้อีกด้วย"
"หากทำเช่นนี้ได้... ขอเพียงพวกตระกูลใหญ่และทางการเดินหมากผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียว กำลังคนของพวกเจ้าก็จะหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศอย่างไม่ขาดสาย"
"แม้จะได้ชื่อว่าเป็นโจร แต่ก็เป็นโจรคุณธรรม เมื่อมีฐานที่มั่นพึ่งพิงอยู่ภายนอก องค์กรของพวกเจ้าถึงจะยั่งยืนยาวนาน"
ดวงตาที่เคยสับสนมืดมนของไฉหรงพลันสว่างวาบขึ้นมาราวกับมีคนมาปัดเป่าหมอกควันที่บดบังทัศนวิสัยเบื้องหน้าออกไปจนหมดสิ้น
เขาลุกขึ้นยืนและค้อมกายคารวะเล่าเสี้ยนอย่างนอบน้อมที่สุด "ได้ฟังคำชี้แนะของท่านขุนพลกงหมิง ไฉหรงรู้สึกตาสว่างราวกับเปิดกะโหลก หากท่านไม่รังเกียจ ไฉหรงผู้นี้ขอสาบานว่าจะติดตามรับใช้ข้างกายท่านขุนพล เป็นม้ารับใช้ควบทะยานไปเบื้องหน้า หากมีใจคิดคดทรยศ ขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์!"
หัวหน้าค่ายคนอื่นๆ แม้จะยังฟังไม่เข้าใจทะลุปรุโปร่งนัก ทว่าก็รู้สึกสั่นสะเทือนใจอย่างรุนแรง ตอนนี้พวกเขาต่างพากันคุกเข่าลง "ยินดีติดตามรับใช้ท่านขุนพล"
เล่าเสี้ยนประคองไฉหรงให้ลุกขึ้น "ที่ข้ามาในวันนี้ นอกจากการมาไขข้อข้องใจให้พวกท่านแล้ว ก็เพื่อมากล่าวอำลาด้วย เรื่องจะให้ติดตามรับใช้นั้นคงเป็นไปไม่ได้หรอก"
ไฉหรงได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ "ท่านขุนพลจะไปแล้วหรือ?"
เล่าเสี้ยนพยักหน้า "ข้ายังมีภารกิจสำคัญรัดตัว ไม่อาจทำตามใจชอบได้"
"กล้าถามท่านขุนพลว่ามีธุระอันใด? หากมีเรื่องใดที่พวกเราพอจะช่วยเหลือได้ พวกเรายินดีทุ่มเทสุดกำลังเพื่อตอบแทนบุญคุณ!"
"ใช่แล้วท่านขุนพลกงหมิง"
"ท่านขุนพลบอกมาเลยว่าจะให้ไปจัดการใคร ข้าขอแค่พูดคำว่า 'ไม่' คำเดียว ก็ขอให้ข้าเป็นไอ้ลูกหมาลูกสุกรไปเลย!"
เล่าเสี้ยนยิ้มอย่างมีเลศนัย "น้ำใจของทุกท่าน ซ่งผู้นี้ขอรับไว้ด้วยใจ หากพวกท่านสามารถค้นหาดินแดนทำเลทอง สร้างค่ายโจร หมั่นฝึกฝนกองกำลัง และพัฒนาให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรได้ นั่นแหละคือการช่วยเหลือข้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว"
หัวหน้าค่ายคนอื่นๆ ยังอยากจะเกลี้ยกล่อมต่อ ทว่าไฉหรงกลับสัมผัสได้ถึงนัยยะบางอย่างที่แอบแฝงอยู่
เขาห้ามคนอื่นๆ ไว้ แล้วก้าวออกมาประสานมือคารวะ "ท่านขุนพลกงหมิงมีพระคุณอันใหญ่หลวงต่อพวกเรา การจากลากันในวันนี้ ไม่รู้ว่าวันหน้าจะได้พบกันอีกเมื่อใด ในภายภาคหน้าหากท่านขุนพลมีคำสั่งใด พวกเรามิกล้าขัดขืนแน่นอน"
เล่าเสี้ยนพยักหน้ารับ "ทุกท่านมีน้ำใจมาก ไม่ต้องรีบร้อน ก่อนจะถึงลู่โข่ว พวกเราก็ถือว่ายังร่วมทางกันอยู่ ข้าสามารถถ่ายทอดหลักการคุมทัพและยุทธวิธีการรบภาคสนามให้พวกท่านได้อีกนิดหน่อย ทว่าเวลาค่อนข้างจำกัด จะทำความเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน... ก็คงต้องขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของพวกท่านแล้วล่ะ"
ทุกคนดีใจเป็นล้นพ้นและกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากพักผ่อนปรับสภาพกันหนึ่งวัน เล่าเสี้ยนและเหล่าโจรป่าก็กลัวว่ากองทัพทางการจะแห่กันมาแก้แค้น จึงรีบขนย้ายเสบียงและข้าวของทั้งหมดออกจากค่ายตระกูลไฉ เดินทางข้ามน้ำข้ามเขาบุกป่าฝ่าดงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ระหว่างทางเขายังได้สอนค่ายกลทหารแบบง่ายๆ ที่เรียนรู้ได้ไว รวมถึงเกร็ดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการรบแบบกองโจรให้กับพวกเขาอีกด้วย
เมื่อกองกำลังหลักใกล้จะถึงลู่โข่ว ก็ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายอำลากัน
เล่าเสี้ยนออกมานานเกือบครึ่งเดือนแล้ว ถึงเวลาที่ต้องกลับเสียที
...
เมืองกังแฮ ปากน้ำแฮเค้า จวนผู้บัญชาการทหาร
ซุนเก๋า ลูกพี่ลูกน้องของซุนกวน ปีนี้เพิ่งจะอายุเลยวัยสามสิบมาได้ไม่นาน ชายผู้นี้ไม่เห็นแก่เงินทอง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และปฏิบัติต่อขุนนางและขุนพลใต้บังคับบัญชาอย่างใจกว้าง
ในบรรดาเชื้อพระวงศ์ตระกูลซุน เขานับว่าเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถโดดเด่นคนหนึ่ง เดิมทีควรจะมีอนาคตที่สดใสไกลลิบ
ทว่าแม้จะยังหนุ่มแน่น แต่ช่วงหลังมานี้เขากลับมักจะรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หลังจากเหน็ดเหนื่อยหรือมีอารมณ์พลุ่งพล่านก็มักจะปวดร้าวที่หน้าอกซีกซ้ายจนแทบทนไม่ไหว
ตามหมอมาตรวจดูอาการตั้งหลายคน ดื่มยาไปก็ไม่ใช่น้อย แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลยสักนิด
ยิ่งได้ยินข่าวว่าโจโฉถูกบีบให้ถอยทัพ และเล่าปี่นำกองทัพเข้ายึดครองฮั่นจงได้สำเร็จ ก็ยิ่งทำให้อาการของเขาย่ำแย่ลงไปอีก
กวนอูที่เกงจิ๋วนั้นมีกองทหารที่แข็งแกร่งและเสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์ ตอนนี้แนวหลังก็มั่นคงปลอดภัย เอ๊กจิ๋วที่ได้ครอบครองฮั่นจงก็แทบจะกลายเป็นกำแพงเหล็กกล้าที่แข็งแกร่ง ส่วนวุยก๊กก็สูญเสียทั้งไพร่พลและขุนพลคนสำคัญไปมากมาย
หากกวนอูฉวยโอกาสนี้ยกทัพขึ้นเหนือเพื่อบุกยึดแดนจงหยวน หากการใหญ่ครั้งนี้สำเร็จ... แผ่นดินนี้จะยังมีที่ยืนให้ตระกูลซุนของเขาอีกงั้นหรือ?
ซุนเก๋าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ยิ่งรู้สึกปวดร้าวที่หน้าอกรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
"เฮ้อ..." ซุนเก๋าถอนหายใจยาว พลางยกชามยาขึ้นมา
"เรียนท่านขุนพล มีข่าวส่งมาจากเมืองเตียงสาขอรับ..."
ซุนเก๋าเงยหน้าขึ้นมองเห็นทหารสื่อสารมีสีหน้าห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที
เตียงสางั้นหรือ? กวนอูคงไม่ได้เสียสติจู่ๆ ก็ยกทัพมาตีง่อก๊กหรอกนะ?
แล้วที่เตียงสาจะมีข่าวร้ายอะไรได้อีก?
"ข่าวอะไร?"
"เมืองเตียงสา..."
ซุนเก๋าขมวดคิ้ว "มีอะไรก็พูดมาเถอะ"
"ท่านขุนพลงอสกที่เมืองเตียงสา นำทัพไปปราบกบฏซานเยว่พ่ายแพ้ยับเยิน กองทหารสองพันนายใต้บังคับบัญชาแทบจะถูกละลายเกลี้ยงกองทัพ เหลือรอดเพียงทหารที่อยู่โยงเฝ้าเมืองหลินเซียงเท่านั้นขอรับ" ทหารสื่อสารคนนั้นไม่กล้าสบตาซุนเก๋า ก้มหน้างุดแล้วรีบพูดรัวเร็ว "ท่านขุนพลงอสกออกรบด้วยตัวเอง ก็สิ้นชีพกลางสนามรบไปแล้วเช่นกันขอรับ"
"อะไรนะ?!"
เพล้ง! เสียงชามยาร่วงหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย น้ำยากระเซ็นไปทั่ว
ซุนเก๋ายกมือขึ้นกุมหน้าอก รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ทว่าก็ยังไม่อาจสะกดกลั้นเพลิงโทสะที่ลุกโชนอยู่ในอกได้
"พวกโจรเตียงสากลุ่มนั้นเต็มที่ก็มีกำลังรบไม่เกินพันคน แถมยังกระจายกันอยู่ตามค่ายต่างๆ ไม่รู้เรื่องค่ายกลพิชัยสงครามบ้าบออะไรเลย ข้ามอบทหารตั้งสองพันนายให้เขา ต่อให้ปราบโจรไม่ได้เรื่อง แต่จะแพ้ราบคาบ... พ่ายแพ้ยับเยินขนาดนี้ได้ยังไง?" หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ รู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ
"ไอ้สวะ ไอ้พวกไร้ประโยชน์!"
ทหารทัพนอกสองพันคนสูญสิ้นไปแล้ว แม้จะเจ็บปวดเสียดาย แต่ก็ไม่ได้ถือว่ากระทบกระเทือนถึงรากฐานอำนาจอะไรนัก
งอสกผู้นั้นแม้มียอดฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นขุนพลเลื่องชื่ออะไร ตายแล้วก็ตายไป
แต่ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูลูกพี่ลูกน้องของเขา รู้ไปถึงราชสำนัก มันจะน่าอับอายขายหน้าสักแค่ไหนกัน!
เขาอยากจะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์มาตลอด เพื่อหวังจะเหยียบข้ามหัวลิบอง ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพง่อก๊กในเขตสงครามฝั่งตะวันตกให้จงได้
แต่ตอนนี้มันจบสิ้นแล้ว ดันมาทำเรื่องขายขี้หน้าครั้งมโหฬารเอาในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ความหวังทั้งหมดพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโมโห ยิ่งโมโหหน้าอกก็ยิ่งปวดร้าวทรมาน
"อั้ก...!"
จู่ๆ ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็พุ่งจู่โจมเข้าที่หน้าอกซีกซ้าย ซุนเก๋าตาเหลือกค้าง แขนขาเหยียดเกร็งหงายหลังล้มตึง สีหน้าเขียวคล้ำน่ากลัว
"เฮ้ย ท่านขุนพล! ท่านขุนพล?! ใครก็ได้มาที ช่วยด้วย~!"
...
บันทึกประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า: ซุนเก๋า ชื่อรองซูหลั่ง สิ้นชีพในปีเจี้ยนอันที่ยี่สิบสี่...
ในตอนที่พวกเล่าเสี้ยนเร่งรีบเดินทางหลบหนีกันแทบเป็นแทบตาย เดิมทีกังวลว่าจะถูกขัดขวางและปิดล้อมโจมตี แต่ใครจะคิดว่าตลอดเส้นทางกลับสงบเงียบผิดคาด
ราวกับว่าเรื่องที่กองทัพง่อก๊กสองพันนายถูกบดขยี้จนพินาศนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย
ทว่าเขาหารู้ไม่ ผู้บัญชาการสูงสุดที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่มีเวลาว่างมาส่งทหารออกไล่ล่าแล้วล่ะ... เพราะตอนนี้เขาถูกนำตัวไปจัดงานศพเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเหล่าขุนพลและทหารใต้บังคับบัญชาของเขาก็คงจะไม่ออกรบไปอีกสักพักใหญ่ๆ... เพราะพวกเขากำลังเตรียมตัวแห่ศพกันอยู่นั่นเอง
[จบแล้ว]