เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 - ผู้ลอบกัด ข้าขอแทงก่อนแล้วกัน

บทที่ 33 - ผู้ลอบกัด ข้าขอแทงก่อนแล้วกัน

บทที่ 33 - ผู้ลอบกัด ข้าขอแทงก่อนแล้วกัน


บทที่ 33 - ผู้ลอบกัด ข้าขอแทงก่อนแล้วกัน

หลังจากนั้นเล่าเสี้ยนก็เรียกเสิ่นจงมาพูดคุยเป็นการส่วนตัวอยู่นาน เขานำรายละเอียดต่างๆ ที่ได้รับทราบมาจากท่านอากวนอู ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการป้องกันเมืองกังเหลง จำนวนทหารยามประจำหอคอยเตือนภัย รอบการเปลี่ยนเวรยาม หรือแม้แต่จำนวนทหารเฝ้าประตูเมือง มาบอกกล่าวให้เสิ่นจงฟังทั้งหมด

พร้อมกันนั้นเขายังได้วาดแผนผังการป้องกันเมืองกังเหลงแบบคร่าวๆ มอบให้พร้อมกับ 'แผนปฏิบัติการปกป้องเมืองกังเหลง' ที่เขาเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึงเกงจิ๋วให้เสิ่นจงไปด้วย

"แผนการเป็นสิ่งตายตัวแต่คนเราพลิกแพลงได้ แม้แต่แผนปฏิบัติการที่ข้าเขียนไว้ เมื่อถึงเวลาจริงก็อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เจ้าเห็นทั้งหมด เจ้าต้องหมั่นสังเกตสถานการณ์จริงภายในเมือง นำมาเปรียบเทียบกัน แล้วตัดสินใจพลิกแพลงตามความเหมาะสม"

"ขอรับ" เสิ่นจงรับคำ แต่เมื่อเห็นว่าบริเวณนี้มีเพียงพวกเขาสองคน ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง "กงซือ ทั้งหลี่เอ้อและหูลิ่วต่างก็ฉลาดกว่าข้า ภารกิจสำคัญขนาดนี้... ข้าไม่ได้กลัวตายนะขอรับ ข้าแค่กลัวว่าจะทำให้แผนการใหญ่ของท่านพังไม่เป็นท่า"

พูดยังไม่ทันจบเขาก็เริ่มร้อนรนจนหน้าแดงก่ำและรีบพูดเสริมขึ้นมา

"ไม่ต้องคิดมากไปหรอก" เล่าเสี้ยนตบไหล่เขาเบาๆ "คนเราต่างก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป เจ้าต้องเชื่อมั่นในสายตาการมองคนของข้า ในเมื่อข้ามอบหมายภารกิจนี้ให้เจ้าแล้ว สิ่งที่เจ้าต้องคิดก็มีเพียงแค่วิธีที่จะทำให้สำเร็จก็พอ"

เสิ่นจงพยักหน้ารับคำติดๆ กัน ในเวลานี้เขาอาจจะยังไม่มีความมั่นใจในตัวเองนัก แต่เขาเชื่อมั่นในตัวเล่าเสี้ยนอย่างหมดหัวใจ

เมื่อจัดการเรื่องคนรั้งอยู่เมืองกังเหลงเสร็จสิ้น เล่าเสี้ยนก็เตรียมตัวออกเดินทาง

"หลงจู๊เตียว เรือและเสบียงเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่"

"นายน้อยโปรดวางใจ สิ่งของที่จำเป็นล้วนตระเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้วขอรับ จากที่ข้าน้อยเคยเดินทางมาในครั้งก่อน ข้ารับรองได้เลยว่าทหารยามของกังตั๋งจะไม่มีทางจับผิดได้อย่างแน่นอน"

เล่าเสี้ยนพยักหน้า ปกติหลงจู๊เตียวเป็นคนทำงานอย่างระมัดระวังรอบคอบอยู่แล้ว ในเมื่อเขายืนยันอย่างหนักแน่นเช่นนี้ ก็คงจะไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน

ช่วงบ่าย เล่าเสี้ยนกับทหารอีกห้าร้อยนายที่เหลือเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดผ้าหยาบ แล้วทยอยกันขึ้นเรือ โดยกระจายตัวกันไปทำหน้าที่เป็นคนแจวเรือและองครักษ์แฝงตัวอยู่บนเรือสินค้าของหลงจู๊เตียว

ทันทีที่หลงจู๊เตียวเดินทางมาถึงเมืองกังเหลง เขาก็ได้ติดต่อกับกองคาราวานพ่อค้ากลุ่มอื่นที่ตั้งใจจะเดินทางไปค้าขายที่กังตั๋งเพื่อนัดหมายออกเดินทางไปพร้อมกันในวันนี้

ในยุคสมัยแห่งความวุ่นวายและสงครามเช่นนี้ โดยเฉพาะทางฝั่งกังตั๋งที่มีโจรภูเขาชุกชุม การได้ร่วมเดินทางไปกับกองคาราวานของตระกูลเตียวที่มีกองกำลังคุ้มกันแน่นหนา ย่อมเป็นสิ่งที่พ่อค้าคนอื่นๆ ปรารถนาอย่างยิ่ง

ชุดเกราะและอาวุธของเล่าเสี้ยนจึงถูกซุกซ่อนปะปนไปกับสินค้าเหล่านั้น บรรดาเรือสินค้ากลุ่มใหญ่ได้กลายเป็นเกราะกำบังชั้นดีให้เขาโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้

ส่วนม้าศึกนั้น โดยพื้นฐานแล้วก็ถือเป็นสินค้าประเภทหนึ่งอยู่แล้ว จึงสามารถผ่านด่านตรวจได้อย่างเปิดเผย

สิ่งที่เรียกว่า 'ข้ามแม่น้ำในชุดขาว' นั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องสวมชุดสีขาวล้วนและแต่งตัวเหมือนพวกนักฆ่าที่กำลังไว้ทุกข์หรอกนะ

อันที่จริงคำว่าชุดขาวในที่นี้ก็มีความหมายใกล้เคียงกับชุดผ้าหยาบ นั่นก็คือการให้กองทหารชั้นยอดแฝงตัวเป็นพ่อค้านั่นเอง

ในเมื่อมีตัวอย่างคำตอบที่ถูกต้องวางอยู่ตรงหน้า เล่าเสี้ยนย่อมยินดีที่จะลอกการบ้าน โดยการชิงลงมือเล่นแผนนี้ก่อนที่ลิบองจะได้ทำ

แน่นอนว่าเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ย่อมแตกต่างกัน เขาไม่ได้เพ้อเจ้อถึงขั้นคิดจะใช้กำลังคนเพียงห้าร้อยนายไปบุกยึดเมืองของกังตั๋งในเวลานี้หรอก

อย่าว่าแต่จะทำไม่ได้เลย ต่อให้ทำได้มันก็ไร้ประโยชน์ รังแต่จะเป็นหมากตาบอดที่ทำลายทิศทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายตนเองเสียเปล่าๆ

"นายน้อย การเดินทางครั้งนี้เราแค่เข้าสู่ดินแดนง่อก๊กทางเมืองลกเค้าก็พอแล้วขอรับ ทั้งเมืองปาชิวและเมืองลกเค้าล้วนเป็นประตูสู่ง่อก๊ก แต่เมืองปาชิวนั้นอยู่ติดกับทะเลสาบต้งถิง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ง่อก๊กใช้สำหรับฝึกซ้อมกองทัพเรือ หากกองเรือของเราผลีผลามเข้าไปคงจะไม่เหมาะสมนัก"

เล่าเสี้ยนพยักหน้า "เจ้าเคยเดินทางเส้นทางนี้มาแล้ว จะจัดแจงอย่างไรก็ทำตามที่เห็นสมควรได้เลย"

"ขอรับ"

ในเวลานี้เล่าเสี้ยนกำลังสังเกตสภาพภูมิประเทศและเส้นทางทั้งทางน้ำและทางบก พร้อมกับนำมาเปรียบเทียบกับแผนที่แนวนามธรรมของตน เพื่อเตรียมวาดแผนที่ภูมิประเทศที่ละเอียดมากยิ่งขึ้นหลังจากที่ได้ผ่านเส้นทางเหล่านี้ด้วยตัวเอง

การสำรวจเส้นทางและใช้โอกาสนี้ฝึกฝนทหารในเขตแดนของศัตรูต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริงของการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้

...

อันที่จริงการข้ามแม่น้ำในชุดขาวครั้งนี้ราบรื่นกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก

ในเวลานี้ตระกูลซุนและตระกูลเล่าก็ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องการค้าขายระหว่างกันอยู่แล้ว บรรดากองคาราวานพ่อค้าต่างก็เป็นคนคุ้นเคยกันดี อีกทั้งยังใจป้ำจ่ายหนัก ทหารยามของกังตั๋งจึงแค่ตรวจตราสินค้าบนเรือแบบผ่านๆ แล้วก็ปล่อยผ่านไป

หลงจู๊เตียวแค่โยนสุราเลิศรสให้ไปสองสามไห บรรดาทหารยามก็ยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นฟันกรามแล้ว...

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองลกเค้า ขบวนเรือขนาดใหญ่ก็แยกย้ายกันไปตามทางของตน

ส่วนขบวนของเล่าเสี้ยนก็เปลี่ยนจากการเดินทางด้วยเรือมาเป็นการใช้รถม้าและเดินทางบนบก มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

เส้นทางของพวกเขาคือมุ่งตรงไปยังอำเภอหลัวเซี่ยน จากนั้นก็โดยสารเรือล่องไปตามแม่น้ำเซียงสุ่ยลงไปทางใต้ วิธีนี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถอ้อมผ่านทะเลสาบต้งถิงแล้วมุ่งตรงไปยังอำเภอหลินเซียงอันเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองเตียงสาได้เลย

อำเภอหลินเซียงในยุคนี้ก็คือเมืองฉางซาในยุคหลัง ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดียวกับอำเภอหลินเซียงในยุคหลัง

แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้เป้าหมายหลักคือการตามหาหมอเทวดาเตียวต๋งเก๋ง ไม่ใช่เพื่อไปตีเมือง

แต่ตลอดการเดินทาง เมื่อใดก็ตามที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองและป้อมค่าย กองกำลังของเล่าเสี้ยนก็จะเริ่มเดินทัพตามมาตรฐานการเตรียมพร้อมรบ

แน่นอนว่าธงประจำกองทัพทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นธงห้าสีธรรมดาๆ ที่ไม่มีเอกลักษณ์ใดๆ เมื่อมองจากภายนอกก็ไม่มีทางดูออกเลยว่าเป็นกองทัพของฝ่ายใด

โดยใช้ทหารหลักสามร้อยนายเป็นแกนนำ ทำหน้าที่ถ่ายทอดประสบการณ์และเป็นพี่เลี้ยงให้แก่พวกหูลิ่วและทหารใหม่

นี่เป็นการเดินทัพอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพวกหูลิ่ว แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเขาจะฝึกฝนอย่างหนัก แต่เวลาก็ผ่านไปเพียงเดือนเศษ รายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างหากนำไปเทียบกับทหารผ่านศึกแล้วก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่อีกมาก

"หูลิ่ว ข้าบอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าให้เอวกับม้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ขยับช่วงล่างให้พลิ้วเข้าไว้ ส่วนท่อนบนห้ามขยับเด็ดขาด" หลี่เอ้อควบม้าขนาบข้างหูลิ่ว คอยสอนวิชาขี่ม้าให้แก่รักษาการหัวหน้าหมวดผู้นี้อย่างใจเย็น

ความจริงแล้วหูลิ่วก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

วิชาขี่ม้าไม่ใช่สิ่งที่จะฝึกฝนให้สำเร็จได้ในเวลาอันสั้น ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ทหารคนอื่นๆ ทำได้อย่างมากก็แค่ขี่ม้าเหยาะย่างไปช้าๆ เท่านั้น

หากคิดจะควบม้าทะยานให้รวดเร็วดั่งลมพัด อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนนับเดือน

ส่วนการจะต่อสู้บนหลังม้าได้อย่างชำนาญ หรือแม้กระทั่งขี่ม้ายิงธนูให้มีความแม่นยำในระดับหนึ่ง ยิ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นปีๆ

"ส่วนเจ้า ในฐานะหัวหน้าหมู่ ระหว่างเดินทัพต้องคอยสังเกตธงค่ายและธงกองทัพตลอดเวลา เมื่อใดที่มีคำสั่งลงมาก็ต้องรีบนำผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามให้ทันท่วงที ไม่ใช่มัวแต่ก้มมองพื้น"

"ขอรับ"

ค่ายกลทหารไม่ได้เป็นเพียงการนำพลหอกห้าร้อยนายมาจัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วนำพลธนูห้าร้อยนายมาจัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม... จัดเรียงกันง่ายๆ เหมือนในเกมหรอกนะ

กองทัพของผู้อื่นเป็นอย่างไรเขาไม่รู้ แต่อย่างน้อยกองทัพของเล่าเสี้ยนที่ได้รับการซึมซับความรู้จากกุนซือจูกัดเหลียงมานานหลายปี ประกอบกับการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ย่อมไม่ได้มีรูปแบบที่เรียบง่ายเช่นนั้น

ส่วนใหญ่แล้วภายใต้การควบคุมของหัวหน้าหมู่หนึ่งคน จะมีทั้งพลหอก พลโล่ พลธนู และพลหน้าไม้ปะปนกันอยู่

หน่วยรบย่อยที่สุดทุกหน่วยล้วนมีความสามารถในการโจมตีทั้งระยะประชิดและระยะกลาง จากนั้นก็ค่อยปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อรวมกันเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ตามความเหมาะสมของสนามรบ

ยิ่งไปกว่านั้นทหารภายใต้การบังคับบัญชาของเล่าเสี้ยน ล้วนได้รับการฝึกฝนให้ใช้อาวุธได้ทั้งหอก ดาบ และธนูหน้าไม้ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถสลับสับเปลี่ยนอาวุธได้ตลอดเวลา

ดังนั้นข้อกำหนดสำหรับนายทหารระดับล่างแต่ละคนจึงไม่ได้ต่ำเลย

สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์

ในตอนนี้เล่าเสี้ยนสบายขึ้นมากแล้ว ในช่วงแรกเริ่มเรื่องพวกนี้เขาต้องเป็นคนคอยจัดการสั่งการด้วยตัวเองทั้งหมด

เวลานี้เขายังคงสังเกตสภาพภูมิประเทศอย่างต่อเนื่อง และทำการปรับปรุงแผนที่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามข้อมูลที่สายลับหลายสายรายงานกลับมา

หืม

ทหารสอดแนมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือส่งสัญญาณธงเตือนภัยมา

"หยุด"

ทันทีที่ออกคำสั่ง คำสั่งก็ถูกถ่ายทอดลงไปผ่านระบบสั่งการที่ประกอบด้วยนายทหารและสัญญาณธง กองทัพก็หยุดเคลื่อนไหวตามคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงราวกับแขนขาที่ขยับตามใจนึก พร้อมกับส่งสัญญาณตอบกลับไปยังหน่วยสอดแนม

ชั่วครู่ต่อมา ทหารสอดแนมหนึ่งในสามคนก็รีบวิ่งเข้ามารายงาน

"รายงานนายน้อย ด้านหน้ากองทัพเรามีภูเขา ภายในภูเขามีกลุ่มควันลอยขึ้นมา ฝูงนกแตกตื่นบินหนี ได้ยินเสียงตะโกนโห่ร้องแว่วมา คาดว่าน่าจะมีการต่อสู้เกิดขึ้นขอรับ"

"โอ้ สามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น"

"ระยะทางยังห่างไกลนัก จึงยังไม่อาจตรวจสอบได้ขอรับ"

"ให้กองทัพเบนเข็มไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เคลื่อนพลอย่างช้าๆ จงไปสืบมาให้แน่ชัดแล้วมารายงานอีกครั้ง"

"ขอรับ"

การที่กล้าเคลื่อนทัพเข้าไปใกล้ ก็อาศัยความรู้พื้นฐานและข้อมูลที่มีอยู่

ความกดดันของง่อก๊กในเวลานี้ล้วนมาจากท่านอากวนอูทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเซียงสุ่ย และจากกองทัพแคว้นอวี้ของวุยก๊กที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองลู่เจียงบริเวณปราการแห่งความสุขของซุนกวนอย่างเมืองหับป๋า

กำลังพลส่วนใหญ่จึงถูกระดมไปไว้ทั้งสองด้านนี้ การที่พวกเขาลอบเข้ามาถึงใจกลางเมืองเตียงสา กลับจะไม่มีทางพบเจอกับกองทัพหลักของง่อก๊กได้เลย

บวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดันไปเกิดอยู่ในหุบเขา

ดินแดนง่อก๊กนั้นมีพวกซานเยว่อยู่มาก ซานเยว่ไม่ใช่ชื่อเรียกชนเผ่าใดชนเผ่าหนึ่ง แต่เป็นคำเรียกเหมารวมของกลุ่มโจรภูเขาในแถบนี้

พวกเขามีทั้งผู้ลี้ภัยที่หนีขึ้นเขาไปเป็นโจร ตระกูลผู้มีอิทธิพลที่พ่ายแพ้จากสงคราม หรือแม้แต่ชนกลุ่มน้อย คนเหล่านี้ไม่ยอมรับการปกครองของง่อก๊ก จึงหนีเข้าไปตั้งกองกำลังต่อต้านทางการอยู่ในภูเขา

ตามความทรงจำของเขา ในเวลานี้ซุนกวนน่าจะทำตามคำแนะนำของลกซุน โดยการเปิดฉากกวาดล้างอาชญากรรมอย่างขนานใหญ่ภายในอาณาเขตของตน เช่นเดียวกับที่เขาเคยกวาดล้างโจรภูเขามาก่อน

"รายงานนายน้อย ภายในหุบเขามีค่ายโจรอยู่แห่งหนึ่ง เวลานี้ทหารง่อก๊กกำลังบุกโจมตีค่ายโจรอยู่ขอรับ"

เป็นไปตามคาด

"ที่เชิงเขา ทหารง่อก๊กมีกองหนุนหรือทหารรั้งอยู่หรือไม่ มีหน่วยลาดตระเวนหรือทหารยามซุ่มอยู่หรือเปล่า"

"ไม่มีเลยขอรับ"

เล่าเสี้ยนแอบเบ้ปากในใจ ช่างไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย

"ทหารง่อก๊กที่เข้าโจมตีมีจำนวนประมาณเท่าใด แล้วยุทโธปกรณ์เป็นอย่างไรบ้าง"

"น่าจะมีราวๆ หลายร้อยนายขอรับ แต่คนที่สวมเกราะกลับมีน้อยมาก" ทหารสอดแนมพูดจบ ก็กลั้นยิ้มแล้วพูดเสริมขึ้นมาประโยคหนึ่ง "...เมื่อดูจากรูปแบบการต่อสู้แล้ว ดูไม่เหมือนทหารชั้นยอดเลยขอรับ"

มีอะไรก็พูดมาตรงๆ ดีกว่า กลั้นขำไว้เดี๋ยวจะพานช้ำในเอาได้นะ...

ดูทรงแล้วคงเป็นพวกทหารประจำเมืองหรืออำเภออะไรทำนองนั้นสินะ

เล่าเสี้ยนกลอกตาไปมา เขาตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะขึ้นเขาไปแจมด้วยสักหน่อย แต่จะปล่อยให้ทหารเกิดความทะนงตัวไม่ได้เด็ดขาด

เขาจึงปั้นหน้าขรึมแล้วกล่าวว่า "แม้ทหารบกของง่อก๊กจะ... ด้อยไปสักหน่อย แต่ยังไงเสียก็เป็นถึงทหารทางการ ห้ามประมาทเด็ดขาด"

"ขอรับ ข้าน้อยรู้ความผิดแล้ว"

เล่าเสี้ยนพูดจบก็โบกมือสั่ง "ทุกคนสวมชุดเกราะ ลดธงลงและงดตีกลองศึก เตรียมตัวขึ้นเขา เมื่อขึ้นไปแล้วให้ฟังคำสั่งข้าเป็นหลัก คอยหาจังหวะโจมตีทหารง่อก๊ก"

ตอนนี้อากาศเริ่มร้อนขึ้นแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อน หากให้สวมเกราะเดินทัพมาตลอดทาง เกรงว่ายังไม่ทันได้สู้รบก็คงเหนื่อยหอบจนหมดแรงกันไปเสียก่อน

นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องกระจายทหารสอดแนมออกไปสำรวจเส้นทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกซุ่มโจมตีในขณะที่ยังไม่ได้สวมเกราะ

สิ้นเสียงสั่งการ ที่มุมล่างของลานสายตาของเล่าเสี้ยนก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาทันที

[อยู่ในอาณาเขตศัตรู กระตุ้น "รอดตายในแดนมรณะ"]

[ความถนัดทุกภูมิประเทศเพิ่มขึ้นเป็น: ระดับสูง]

[สมรรถภาพร่างกายเพิ่มขึ้นเป็น: แข็งแกร่งเหนือมนุษย์]

เมื่อคำสั่งลงไป ทหารทั้งกองทัพก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดทันที

นี่คือข้อดีของการมีกองกำลังส่วนตัว ไม่มีใครมัวมาตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องลอบโจมตีทหารง่อก๊กที่เป็นพันธมิตร

พวกเขายอมรับแค่เล่าเสี้ยนเท่านั้น เล่าเสี้ยนสั่งให้ตีใคร ก็ตีคนนั้น ใครจะสนล่ะว่าเป็นทหารฝ่ายไหน

ด้วยเหตุนี้ กองทัพของเล่าเสี้ยนจึงเก็บกลองศึกและธงห้าสีทั้งหมด แล้วมุ่งหน้าบุกฝ่าเข้าไปในภูเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างรวดเร็ว...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 33 - ผู้ลอบกัด ข้าขอแทงก่อนแล้วกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว