- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 17 - น้อมใจภักดิ์
บทที่ 17 - น้อมใจภักดิ์
บทที่ 17 - น้อมใจภักดิ์
บทที่ 17 - น้อมใจภักดิ์
"ทหารข้าศึกมีทั้งหมดเก้าสิบแปดนาย พวกเราสังหารข้าศึกไปยี่สิบเก้านาย ข้าศึกยังเหลืออีกกี่นาย"
"เอ่อ... มีแค่เก้าสิบแปดคน ทำไมพวกเราไม่ฆ่าให้หมดเลยล่ะ"
"หุบปาก ถามว่ายังเหลืออีกกี่คน"
"เก้าสิบแปด... เอ่อ ยี่สิบเก้า..." เหงื่อเม็ดโป้งเริ่มผุดพรายบนหน้าผากของโจรภูเขาผู้นี้ ใบหน้าค่อยๆ แดงก่ำ
เมื่อครู่วิ่งสวมชุดเกราะยังเหงื่อไม่ออกเยอะขนาดนี้เลย
อึกอักอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับดวงตาที่แดงก่ำ "พวกมันอยู่ที่ไหน ข้าจะไปสู้ตายกับพวกมัน!"
ผู้คุมสอบเดินเข้าไปจับเขาทุ่มข้ามบิดลงไปกองกับพื้นอย่างสวยงาม "จะไปสู้ตายหาหอกอะไรเล่า ตกผาน!"
...
"ตอนนี้ข้าจะแสดงสัญญาณธงให้ดูบางส่วน จะแสดงแค่สามรอบเท่านั้น พวกเจ้าจงจำให้ขึ้นใจ"
ผู้คุมสอบพูดจบก็ใช้หอกยาวที่ผูกธงคำสั่งไว้แสดงสัญญาณธงสามแบบ พร้อมกับอธิบายความหมายของแต่ละแบบ
"จำได้หรือยัง"
"จำได้แล้ว!" โจรภูเขาตบหน้าอกรับคำ
จากนั้นผู้คุมสอบก็ทำท่าทางสัญญาณธงแบบหนึ่ง "นี่หมายความว่าอย่างไร"
"ทางด้านนี้ไม่มีข้าศึก!"
จากนั้นก็ถามอีกสองท่า โจรภูเขาก็ตอบได้ถูกต้องทั้งหมด ผู้คุมสอบพยักหน้าอย่างพอใจ "ข้อต่อไป"
...
การทดสอบในส่วนที่สองและสาม ล้วนใช้วิธีสุ่มคำถามจาก 'คลังข้อสอบ' ที่เขียนบนแผ่นไม้ของเล่าเสี้ยน
ตอบถูกหกในสิบข้อถือว่าสอบผ่าน
ส่วนที่สองคือวิชาคำนวณ ความจริงก็เป็นแค่การบวกการลบตัวเลขธรรมดาเท่านั้น
ทำศึกเสร็จแล้ว ให้เจ้าไปตรวจนับของที่ยึดมาได้ หรือให้รายงานยอดความสูญเสีย เจ้าก็ต้องนับให้ถูกต้องแม่นยำใช่หรือไม่
ส่วนที่สามคือการทดสอบความจำและความสามารถในการทำความเข้าใจ
ข้าสั่งการและมอบหมายเป้าหมายภารกิจลงไป เจ้าก็ต้องเข้าใจและจำให้ได้ นี่คือเรื่องพื้นฐานที่สุดแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีคนสอบตกมากถึงห้าสิบกว่าคน
และคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ตกวิชาคำนวณ
พอบวกหรือลบเลขเกินยี่สิบ พวกเขาก็คิดไม่ถูกแล้ว
เพราะนิ้วมือบวกนิ้วเท้าของพวกเขามีรวมกันแค่ยี่สิบนิ้ว... นานๆ ทีจะมีคนนิ้วงอกมาเป็นหกนิ้ว ก็ยังใช้ไม่พออยู่ดี
ตอนที่พวกเขาลองถามว่าขอยืมใช้นิ้วมือกับนิ้วเท้าของคนอื่นช่วยนับได้ไหม ก็ถูกผู้คุมสอบปฏิเสธอย่างเย็นชา...
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเช่นนี้ อย่างหูลี่ในการทดสอบส่วนที่สองและสาม เขาตอบถูกหมดทั้งยี่สิบข้อ ผ่านฉลุยอย่างงดงาม
ตอนนี้เขากำลังได้รับความเอ็นดูจากผู้คุมสอบ
"ไม่เลวเลยนะน้องชาย ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าจะมีความรู้ซ่อนอยู่ด้วย ในค่ายนี้นอกจากท่านนายกองหลี่แล้ว เจ้าถือว่าทำคะแนนได้ดีที่สุดเลยล่ะ" ผู้คุมสอบตบไหล่หูลี่
หูลี่รีบฉีกยิ้มประจบ "พี่ทหารชมเกินไปแล้ว ชมเกินไปแล้ว"
"เอาน่า เจ้าผ่านการทดสอบของท่านแม่ทัพน้อยแล้ว ต่อไปก็เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น ไม่ต้องทำตัวห่างเหินไปหรอก"
ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนชื่อแซ่และพูดคุยกันอย่างถูกคอ
เล่าเสี้ยนตบมือ ผู้คุมสอบก็เรียกพวกโจรภูเขาที่สอบผ่านให้มารวมตัวกันทันที
"ทุกคน ก่อนอื่นข้าขอแสดงความยินดีที่พวกเจ้าสอบผ่าน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือทหารใต้สังกัดของข้า"
หูลี่ผู้หัวไวรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที "ขอสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อนายท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่!"
คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็รีบทำตามอย่างรวดเร็ว
"ขอสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อนายท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่!"
"อย่าเพิ่งรีบร้อน" เล่าเสี้ยนยิ้มอย่างมีเลศนัย "ข้าหวังว่าอีกสิบวันให้หลัง ข้าจะได้เห็นพวกเจ้าอยู่ที่นี่กันครบทุกคนโดยไม่หายหน้าไปไหนนะ"
พวกโจรภูเขาต่างก็งุนงงไม่เข้าใจ นายท่านหมายความว่าอย่างไรกัน
แต่เล่าเสี้ยนก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม เขาสั่งงานหลี่เอ้อร์อีกสองสามประโยคแล้วก็เอามือไพล่หลังเดินจากไป
ตอนนี้เรื่องหยุมหยิมต่างๆ กฎระเบียบข้อบังคับ รวมถึงโปรแกรมการฝึกในค่ายทหารล้วนถูกกำหนดไว้เป็นระบบระเบียบหมดแล้ว
นอกจากมาสอนหนังสือให้เหล่านายทหารที่เขาแต่งตั้งขึ้นเอง และคอย 'จัดกิจกรรม' ให้ทหารในค่ายแล้ว เล่าเสี้ยนก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องเป็นกังวลอีก
พวกทหารใหม่พวกนี้ ในช่วงสิบวันแรกไม่ต้องถึงมือเขาหรอก หลี่เอ้อร์จัดการได้อยู่แล้ว
...
มีคนดีใจก็ย่อมมีคนเสียใจ คนที่สอบผ่านย่อมดีใจเป็นธรรมดา แต่คนที่ไม่ผ่านกลับมีแต่ความเศร้าหมอง
"เฮ้อ... อุตส่าห์มาถึงเมืองเฉิงตูแล้ว แต่คุณชายเล่ากลับไม่รับพวกเราไว้" ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางคนหนึ่งถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า "แม้แต่อาชีพเก่าอย่างการปล้นชิงก็ยังทำไม่ได้ แล้วต่อไปจะเอาอะไรกินล่ะ"
ชายอกไก่หลังค่อมที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นว่า "นั่นสิ พวกเรามาต่างบ้านต่างเมือง ต่อให้ได้รับอภัยโทษจากความผิดเก่าก่อนแล้ว แต่พวกเราก็ไม่มีความรู้ความสามารถอะไรไปทำมาหากินเลย... เกรงว่าคงต้องไปยอมเป็นทาสรับใช้คนอื่นเสียแล้วล่ะมั้ง"
"ทำไมคุณชายเล่าไม่รับพวกเราไว้เป็นทาสรับใช้เสียเลยล่ะ อย่างน้อยอยู่กับเขาก็คงไม่โดนทุบตีจนตายง่ายๆ หรอก"
ตอนนั้นเองทหารสำรองที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคุมแถวก็ตวาดขึ้นจากด้านหน้า "เลิกพูดมากได้แล้ว! ถึงที่หมายเดี๋ยวก็รู้เอง"
พวกเขาหุบปากเงียบทันที ทว่าในใจยังคงเต็มไปด้วยความกังวล
จนกระทั่งพวกเขาเดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของเมืองเฉิงตู
เมืองเล็กแห่งนี้มีกำแพงดินอัดสูงสามเมตรล้อมรอบ ประตูเมืองฝั่งตะวันออกและตะวันตกมีทหารสำรองยืนเฝ้ายามอยู่ฝั่งละหลายคน ดูแล้วมีความปลอดภัยมากกว่าอำเภอหนานอันเสียอีก...
แต่ขนาดของเมืองเล็กกว่ามาก
และสิ่งปลูกสร้างภายในล้วนเป็นบ้านดินเหลืองที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ
บ้านเหล่านี้สร้างจากดินเหลืองเป็นหลัก โดยมีไม้และหญ้าคาเป็นส่วนประกอบ
แม้จะดูไม่สวยงามเท่าบ้านในเมืองเฉิงตูที่สร้างด้วยหินกับไม้และปูด้วยกระเบื้อง
แต่ถึงจะดูซอมซ่อ แต่ความจริงแล้วตอนเข้าไปอยู่กลับอบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น
และข้อดีที่สุดของมันก็คือ... สร้างได้เร็วและประหยัดต้นทุน เหมือนกับกำแพงเมืองดินอัดนั่นแหละ
ชายฉกรรจ์อดีตโจรภูเขาที่สอบตกเดินมาถึงหน้าประตูเมืองเล็ก ก็เห็นตัวอักษรใหญ่สามตัวสลักอยู่ด้านบนว่า 'เขตชุมชนแออัด'
แน่นอนว่าพวกเขาอ่านไม่ออกหรอก โจรภูเขาพวกนี้ขนาดคำว่า 'หอคุณธรรม' ที่แขวนอยู่ในค่ายของตัวเองยังอ่านไม่ออกเลย
"เข้าไปสิ"
เมื่อเห็นหัวหน้าเดินนำเข้าไป แม้ในใจจะรู้สึกหวั่นๆ แต่ก็ต้องจำใจเดินตามเข้าไป
เดินไปได้ไม่ไกล จู่ๆ ก็มีผู้คนพากันเดินออกมาจากบ้านดินเหลืองทั้งสองฝั่ง
"พ่อของลูก อยู่นี่ พวกเราอยู่นี่!"
"ท่านพ่อ รีบมาดูบ้านใหม่สิเจ้าคะ"
พวกโจรภูเขาถึงกับงุนงง บ้านหรือ
ตัวเองเพิ่งจะมาถึงที่นี่หมาดๆ จะไปมีบ้านได้อย่างไรกัน
แต่คนที่เดินออกมาตรงหน้านี่ มันก็ครอบครัวของตัวเองชัดๆ
ทหารที่เป็นหัวหน้าตะโกนสั่งการ "พวกเจ้าจงไปรวมตัวกับครอบครัวเสียก่อน ใครที่ไม่มีครอบครัวให้ตามข้ามา ข้าจะจัดสรรบ้านให้ สองเค่อหลังจากนี้ให้มารวมตัวกันที่ลานกว้างกลางเมือง!"
พูดจบเขาก็เดินนำไปทันที
ส่วนพวกโจรภูเขาที่กำลังงุนงงถูกพาตัวกลับไป ถึงได้รู้ว่าครอบครัวของตนถูกพามาพักอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว แถมแต่ละครอบครัวยังได้รับแจกบ้านดินเหลืองอีกครอบครัวละหนึ่งหลัง
ถึงจะไม่ใหญ่โต แต่ก็พอจะใช้บังลมบังฝนได้
ในแต่ละห้องยังเตรียมอุปกรณ์ทำครัวเอาไว้อย่างครบครันอีกด้วย
และของพวกนี้ล้วนเป็นสมบัติของเล่าเสี้ยน บ้านนี้ก็แค่ให้พวกเขายืมอยู่อาศัย จนกว่าจะมีเงินย้ายไปอยู่บ้านของตัวเอง
นอกจากนี้ยังมีการแจกจ่ายเสบียงอาหารให้พอกินครึ่งเดือนตามจำนวนคนอีกด้วย
ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางคนก่อนหน้านี้มองดูลูกเมียในบ้านและมองกองเสบียงที่มุมห้อง ขอบตาของเขาแดงก่ำ ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหวโผเข้ากอดครอบครัวร้องไห้โฮออกมา
มีทั้งความเจ็บใจที่สอบตก แต่ที่มากกว่าคือความซาบซึ้งใจหลังจากที่รู้สึกสบายใจแล้ว
ในที่สุดเขาก็มีบ้าน ได้มีชีวิตเหมือนคนปกติเสียที
...
สองเค่อต่อมา โจรภูเขาพากันมารวมตัวกันที่ลานกว้างกลางเมืองเพื่อฟังคำอบรมจากหัวหน้า
"พวกเจ้ามีมือมีเท้า ต้องรู้จักหาเลี้ยงปากท้องด้วยตัวเอง ท่านแม่ทัพน้อยเมตตาต่อพวกเจ้ามาก หากใครเอาแต่ขี้เกียจไปวันๆ หรือก่อเรื่องวุ่นวาย จะต้องโดนลงโทษอย่างหนักไม่มีละเว้น!"
พวกโจรภูเขาพากันขานรับอย่างพร้อมเพรียง
ถึงตอนนี้พวกเขาถึงได้รู้ว่าที่นี่เรียกว่าเขตชุมชนแออัด
"ทางทิศตะวันออกของเมืองเฉิงตู มีสวนองุ่นและโรงบ่มไวน์ของท่านแม่ทัพน้อย ทางทิศเหนือมีเล้าหมูและเล้าไก่ ล้วนต้องการคนไปคอยดูแลทำงาน ซึ่งมีค่าตอบแทนให้พวกเจ้าใช้ประทังชีวิตได้"
"ใครอยากไปให้รอพรุ่งนี้เช้าถือป้ายชื่อไปลงชื่อสมัครได้เลย ใครที่ไม่เต็มใจหรือทำงานพวกนี้ไม่ไหว ก็ยังสามารถไปรับจ้างทำนาให้คนอื่นได้ โดยให้ไปสอบถามที่ที่ว่าการในเมืองเฉิงตู"
"ผู้หญิงในบ้านหากมีเวลาว่าง สามารถไปเรียนทอผ้าไหมหรือปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้ โดยต้องไปลงชื่อสมัครที่ที่ว่าการในเมือง ท่านแม่ทัพน้อยได้สั่งการไว้แล้วว่า จะไม่มีใครกลั่นแกล้งหรือทำให้พวกเจ้าต้องลำบากในทุกๆ ที่"
หลังจากแนะนำเสร็จ ในตอนท้ายหัวหน้าก็กล่าวว่า "ท่านแม่ทัพน้อยฝากคำพูดมาบอกว่า ขอเพียงพวกเจ้าขยันทำมาหากินและเคารพกฎหมาย ตราบใดที่ยังมีข้าอยู่ พวกเจ้าก็จะมีหนทางทำกิน แยกย้ายได้!"
หัวหน้าเดินจากไปแล้ว แต่ผู้คนกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน
ผ่านไปเนิ่นนาน พวกเขาก็พร้อมใจกันคุกเข่าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โขกศีรษะคำนับอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย...
แต่บุคคลที่พวกเขาคุกเข่าคำนับอยู่นั้น คุณชายใหญ่เล่าเสี้ยนของเรา ในตอนนี้กลับกำลังเผชิญกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เข้าเสียแล้ว
เล่าเสี้ยนเพิ่งจะเข้าเมืองมา กำลังตั้งใจจะไปหาสหายเก่าเพื่อพูดคุยรำลึกความหลัง และเผื่อว่าจะได้ปั๊มค่าความประทับใจไปด้วย
คิดไม่ถึงว่าเดินไปได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงใสแจ๋วของหญิงสาวตะโกนดังลั่น "เล่ากงซือ วันนี้เราจะมาตัดสินแพ้ชนะ และตัดสินความเป็นความตายกัน!"
ซี้ด...
ความรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นสมอง กลับมาเยือนอีกครั้งแล้ว
[จบแล้ว]