- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 18 - ผู้หญิงสามคนรวมกันเป็นคณะงิ้ว
บทที่ 18 - ผู้หญิงสามคนรวมกันเป็นคณะงิ้ว
บทที่ 18 - ผู้หญิงสามคนรวมกันเป็นคณะงิ้ว
บทที่ 18 - ผู้หญิงสามคนรวมกันเป็นคณะงิ้ว
เล่าเสี้ยนหันกลับไปมองอย่างหมดปัญญา เห็นเพียงหญิงสาวร่างสูงโปร่งยืนตระหง่านอยู่กลางถนน ในขณะนี้กำลังใช้มือข้างเดียวถือทวนยาวหลายเมตรชี้ตรงมาที่เขา
หญิงสาวผู้นั้นมีเส้นผมสีดำขลับรวบเป็นมวยเรียบง่ายไว้ด้านหลัง สวมชุดคลุมยาวสีเขียวเข้ม รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งอิสตรี ทว่าก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความห้าวหาญเยี่ยงนักรบ
จุดเด่นที่สุดก็คือเรียวขายาวคู่นั้น น่าเสียดายที่ถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าหลายชั้น
ดวงตาหงส์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้เป็นบิดา ในเวลานี้กำลังเปล่งประกายเจิดจ้าอันตรายบางอย่างออกมา
นางก็คือคุณหนูสามตระกูลกวน กวนอิมเป๋ง (ความประทับใจปัจจุบัน 58)
"อิมเป๋ง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ทำไมเจอหน้ากันปุ๊บก็ร้องเรียกจะฆ่าฟันกันเลยล่ะ" เล่าเสี้ยนในตอนนี้ไม่มีสีหน้าเหนื่อยหน่ายรำคาญใจเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว กลับแทนที่ด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย
นี่คือรอยยิ้มที่เขาตั้งใจเลียนแบบมาจากท่านอาขงเบ้ง
ทุกครั้งที่เขายิ้มแบบนี้ มักจะทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นผ่อนคลายราวกับได้อาบสายลมวสันต์ และความเป็นศัตรูก็จะลดทอนลงไปมาก
เล่าเสี้ยนใช้ได้ผลดีเสมอมา
และก็เป็นอย่างที่คิด คุณหนูสามกวนลดทวนลง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย "ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกไว้ว่า หากนำทัพออกศึกอีกจะพาข้าไปด้วยนี่นา!"
เรื่องนี้อีกแล้วสิเนี่ย
เล่าเสี้ยนอดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อน "คุณหนูสาม ข้าไม่ได้ไปเดินเล่นชมวิวหรือล่าสัตว์นะ ข้าไปปราบโจร ต้องมีการนองเลือด ต้องมีคนตายนะ"
ข้าก็แค่ตอบส่งเดชไปงั้นแหละ ทำไมเจ้าถึงได้เอาจริงเอาจังขนาดนี้เนี่ย
"ข้าไม่ได้อยากไปเดินเล่นชมวิวล่าสัตว์เสียหน่อย ข้าไปช่วยเจ้าฆ่าคนก็ได้นี่นา"
เล่าเสี้ยนส่ายหน้า "ท่านอาลองกับตาเฒ่าก็เคยกำชับให้ข้าดูแลเจ้าให้ดี ข้าจะปล่อยให้เจ้าเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร"
ตั้งแต่ที่กำฮูหยินมารดาบังเกิดเกล้าเสียชีวิต เล่าเสี้ยนก็เรียกเล่าปี่ว่าตาเฒ่ามาตลอด
ยกเว้นเวลาที่มีคนนอกอยู่ด้วย หากอยู่กันเป็นการส่วนตัว ต่อให้อยู่ต่อหน้าเล่าปี่ เขาก็เรียกแบบนี้
หลังจากโดนฟาดด้วยรองเท้าไปหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ผล เล่าปี่ก็เลยปล่อยเลยตามเลย
เล่าเสี้ยนไม่อธิบายยังจะดีเสียกว่า พอพูดประโยคนี้จบ คุณหนูสามกวนก็ปรี๊ดแตกทันที
"ข้าอายุมากกว่าเจ้านะ ข้าต่างหากที่ต้องเป็นคนดูแลเจ้า เลิกพูดมากได้แล้ว รับทวน!"
พูดจบกวนอิมเป๋งก็ไม่รอให้เล่าเสี้ยนตอบกลับ สะบัดทวนพุ่งทะยานเข้าใส่ทันที
ท่วงท่าอันรวดเร็วและเด็ดขาดของคุณหนูสามกวน เป็นการตีความคำว่า 'ประกายเย็นยะเยือกมาถึงก่อน จากนั้นทวนก็พุ่งทะยานดั่งมังกร' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
รูปแบบการต่อสู้ที่เน้นโจมตีจุดตายเพื่อหวังเผด็จศึกอย่างรวดเร็วนี้ ถอดแบบมาจากเทพเจ้ากวนอูเป๊ะๆ
ใช่แล้ว ท่านอากวนอูเวลาขี่ม้าจะใช้ทวนยาว เวลาลงจากม้าจะใช้หอก
วิชาเกาทัณฑ์และเพลงดาบวงแหวนก็ยอดเยี่ยมไร้เทียมทานเช่นกัน
แต่กลับไม่มีง้าวซูลวงกวนเตาในตำนานเล่มนั้น
ตอนที่ได้ล่วงรู้ความจริงอันโหดร้ายนี้ เล่าเสี้ยนรู้สึกเหมือนมีบางอย่างแตกสลายอยู่ในใจ
ท่านอากวนอูจะไม่มีง้าวซูลวงกวนเตาได้อย่างไรกัน!
แน่นอนว่าวิชาทวนยาวของเทพเจ้ากวนอูก็ไม่ธรรมดา คุณหนูสามกวนที่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้และขยันฝึกซ้อม ก็มีฝีมือที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ตอนนี้เล่าเสี้ยนรู้สึกปวดหัวจี๊ด
ไม่ใช่เพราะรับมือกับกระบวนท่าของอีกฝ่ายไม่ได้ ทั้งสองคนแทบจะเติบโตมาด้วยกัน ด้วยฝีมือของอิมเป๋งในตอนนี้ยังทำอะไรเขาไม่ได้หรอก
ปัญหาคือแม่นางคนนี้ขอแค่ได้สู้กับเขา ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ค่าความประทับใจก็จะลดลง!
เมื่อสามปีก่อน ความประทับใจของกวนอิมเป๋งเกือบจะถึงเจ็ดสิบอยู่แล้วเชียว!
เจ็ดสิบหมายความว่ายังไงน่ะหรือ
ก็หมายความว่าตอนที่ไม่มีใครอยู่รอบๆ สามารถจับมือ ถือแขน หรือถึงขั้นกอดได้ หรือแม้แต่จะยื่นมือ... เอ่อ เรื่องยื่นมือนี่ก็ยังไม่เคยทำสำเร็จหรอกนะ
ถึงแม้จะทำพฤติกรรมสนิทสนมเหล่านี้ นางก็แค่หน้าแดงแล้วต่อว่าเบาๆ ด้วยรอยยิ้มเท่านั้น
แต่พอเขาเริ่มฝึกทหารและออกไปปราบโจร นางก็มักจะขอตามไปด้วยตลอด พอเขาไม่ตกลงก็ต้องมาประลองฝีมือกัน
ปัญหาคือพอเขาสู้ชนะนางก็จะลดค่าความประทับใจ แกล้งยอมแพ้ให้นางชนะก็ลดค่าความประทับใจอีก!
จนตอนนี้ลดลงมาเหลือแค่ห้าสิบแปดอันน่าสังเวชแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในหัวนางกำลังคิดอะไรอยู่
...
เกิดการต่อสู้กันกลางถนนในเมืองเฉิงตู นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะ
ภายใต้การปกครองของกุนซือขงเบ้ง ความสงบเรียบร้อยในเมืองก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มานานแล้ว
หัวหน้าทหารยามลาดตระเวนเห็นเหตุการณ์ก็รีบโบกมือสั่งการทันที "ตามข้ามา! มารดามันเถอะ ข้าอยากจะรู้หนักหนาว่าใครมันกล้าดีขนาดนี้"
"หลีกทาง หลีกทาง!" หัวหน้าทหารยามเดินเข้าไปใกล้ ทำท่าฟึดฟัดแหวกฝูงชนที่กำลังมุงดู "หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้พวก... แค่กๆๆ"
เมื่อเห็นหัวหน้าทหารยามเอามือปิดหน้าไอค่อกแค่กแล้วหมุนตัวเดินฝ่าฝูงชนออกไป ทหารใต้สังกัดก็ถามด้วยความแปลกใจ "หัวหน้า ทำไมท่านถึงถอยออกมาล่ะ จับพวกมันเลยสิ!"
เพียะ!
หัวหน้าทหารยามตบกบาลลูกน้องไปฉาดใหญ่ "เจ้าคิดว่าข้าอายุยืนเกินไปใช่ไหม ที่นี่สงบเรียบร้อยดี มีคดีให้จับที่ไหนกัน เมื่อคืนข้าฝันเห็นไฟไหม้ทางตอนเหนือของเมือง นี่เป็นลางบอกเหตุร้าย รีบตามข้าไปตรวจดูทางทิศเหนือของเมืองเร็วเข้า!"
พูดจบเขาก็กระชากคอเสื้อลูกน้องแล้วหายตัววับเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ให้ตายเถอะ
คนหนึ่งคือลูกชายแท้ๆ ของนายท่าน อีกคนคือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของท่านแม่ทัพกวนแห่งเกงจิ๋ว แถมสาวน้อยอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่ใช่พวกที่จะไปตอแยด้วยได้ง่ายๆ
หัวหน้าทหารยามคนนี้เป็นทหารผ่านศึกที่ติดตามมาจากเกงจิ๋ว แม้จะไม่มีความสามารถอะไรโดดเด่น แต่เรื่องการหลบหลีกภัยพาลนี่ต้องยกให้เป็นยอดฝีมือเลย
คนอื่นไม่รู้ แต่เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่านี่มันเรื่องอะไร
พวกเขากำลังเล่นบทรักหวานแหววในรูปแบบใหม่ต่างหากล่ะ อย่าได้ดึงปลาซิวปลาสร้อยอย่างข้าเข้าไปเกี่ยวด้วยเลย
เงินเดือนแค่เดือนละไม่กี่ร้อยอีแปะ จะให้ไปเอาชีวิตเข้าแลกทำไมกัน...
ฝูงชนที่มุงดูเริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ห้อมล้อมวงต่อสู้ไว้สามสี่ชั้น
แต่กลับไม่มีใครรู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด
ชาวนาธรรมดาส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่นอกเมือง คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเฉิงตูได้ หากไม่ใช่ลูกหลานขุนนางก็ต้องเป็นครอบครัวพ่อค้าคหบดี
คนพวกนี้คุ้นเคยกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างดี นี่ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมบันเทิงยอดฮิตของชาวเมืองเฉิงตูเลยทีเดียว
น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือ เวลาจัดกิจกรรมมันไม่แน่นอนนี่สิ
"ท่านทายสิว่าครั้งนี้ใครจะชนะ" คนที่พูดก็คือเจียวจิ๋วที่เคยเข้าร่วมประชุมก่อนหน้านี้นั่นเอง
ตอนนี้เขากำลังชะเง้อคอดูการต่อสู้ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
เตียวเอ๊กที่อยู่ข้างๆ มองเขาด้วยความตกตะลึง "ท่านขุนนางการศึกษา... เมื่อก่อนท่านรังเกียจเรื่องพวกนี้ที่สุดไม่ใช่หรือ ทำไมคราวนี้ถึงเปลี่ยนไปล่ะ"
เจียวจิ๋วส่ายหน้ายิ้มๆ "เมื่อก่อนข้าหลงเชื่อข่าวลือ มองแค่เปลือกนอก คุณชายเล่ามีวิสัยทัศน์ไม่ธรรมดา บางทียอดคนก็มักจะทำอะไรที่ไม่เหมือนคนทั่วไปกระมัง"
เตียวเอ๊กพยักหน้า "ถูกต้อง คุณชายมีความรู้ความสามารถซ่อนอยู่ภายใน น้อยครั้งที่จะแสดงออกมาให้เห็น ประกอบกับเป็นคนไม่ถือตัว เมื่อก่อนเป็นพวกเราเองที่เข้าใจผิดไป"
"ท่านยังไม่ได้ทายเลยนะว่าใครจะชนะ"
"ข้าขอทายว่าคุณชายจะชนะ เดิมพันด้วยไวน์องุ่นหนึ่งไห"
เจียวจิ๋วหัวเราะ "ปั๋วคงช่างเจ้าเล่ห์นัก ข้าไม่หลงกลท่านหรอก ข้าก็ขอทายว่าคุณชายจะชนะเหมือนกัน"
...
เมื่อเล่าเสี้ยนเห็นว่าฝูงชนที่มุงดูเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตัวเขาเองก็มือเปล่าเสียเปรียบอยู่แล้ว ตอนนี้พื้นที่ก็น้อยลงไปอีก ทำให้ขยับตัวไม่สะดวก การตั้งรับจึงไม่ค่อยคล่องแคล่วเหมือนตอนแรก
แถมรอบนอกฝูงชนดูเหมือนจะมีคนเดินเร่ขายเหล้ากับของกินด้วย!
คนพวกนี้ทำตัวเหมือนมาดูงิ้วชัดๆ ชื่อเสียงที่เขาเพิ่งจะกอบกู้กลับมาได้บ้างคงต้องป่นปี้ลงอีกแน่
ตอนนี้เล่าเสี้ยนเริ่มจะโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว
เจ้าคิดดูสิ ข้านำทัพผู้ชายอกสามศอกไปปราบโจร แล้วจะให้หอบเอาแม่หญิงอย่างเจ้าไปด้วยมันหมายความว่ายังไงกัน
พูดไปมันก็ไม่งามนะ!
เดิมทีชื่อเสียงข้าก็แย่อยู่แล้ว ถ้าพาเจ้าออกไปสักรอบ พอกลับมาคนจะเอาไปนินทากันแบบไหนล่ะ
ทำไมเจ้าถึงไม่เข้าใจบ้างเลยนะ
ในขณะที่อารมณ์ของเล่าเสี้ยนกำลังจะปะทุ เสียงใสแจ๋วราวกับกระดิ่งเงินของเด็กสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น ราวกับคำนวณเวลาการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของเขาไว้พอดิบพอดี "พี่กงซือ รับนะ!"
เด็กสาวผมแกละสองข้าง แก้มยุ้ยน่าหยิกน่าเอ็นดู โยนทวนยาวที่สูงกว่าตัวเองตั้งเยอะและไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหนพุ่งข้ามอากาศมาให้เขา!
ขว้างได้รวดเร็วและแม่นยำมาก ช่างขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่แสนน่ารักนั่นเสียเหลือเกิน
หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เด็กน้อย หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน แต่ดูมีอายุมากกว่าเอ่ยตำหนิเบาๆ "ซิงหวั่น เจ้าทำตัวเหลวไหลอีกแล้วนะ!"
เด็กน้อยแลบลิ้นอย่างน่ารัก ดวงตากลมโตแฝงความซุกซนกะพริบปริบๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร
แต่ในใจกลับคิดว่า 'ฮึๆ ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่สาวล่ะก็ หากข้าไม่ออกโรง หัวใจของพี่กงซือคงถูกพี่สาวบ้านกวนแย่งไปตั้งนานแล้ว! ถึงตอนนั้นคอยดูสิว่าท่านจะไปร้องไห้ที่ไหน'
หญิงสาวที่อายุมากกว่าถอนหายใจและไม่ได้พูดอะไรอีก นางทำเพียงเฝ้ามองการต่อสู้ของคนทั้งสองในสนามด้วยแววตาวิตกกังวล
หญิงสาวผู้นี้แม้จะใช้วิธีพรางรูปร่างไว้บ้าง แต่ส่วนโค้งเว้าบริเวณหน้าอกก็ยังคงเด่นชัด บ่งบอกถึงความอวบอิ่มที่มีอยู่เดิม
นางก็คือบุตรสาวสุดที่รักของท่านแม่ทัพเตียวหุย เตียวซิงไฉ (ความประทับใจปัจจุบัน 76)
ทว่าใบหน้าของนางกลับไม่มีเค้าโครงของท่านอาเตียวหุยเลยสักนิด ราวกับถอดแบบมาจากแฮหัวผู้เป็นมารดาก็ไม่ปาน ทั้งอ่อนโยนและงดงามจับตา
ส่วนเด็กสาวที่กำลังแอบหัวเราะคิกคักและชอบความวุ่นวายเป็นที่สุดอยู่ข้างๆ ก็คือน้องสาวของนาง เตียวซิงหวั่น (ความประทับใจปัจจุบัน 64)
เมื่อเล่าเสี้ยนรับทวนมาไว้ในมือ กลิ่นอายรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
เคร้ง!
หลังจากปัดป้องการแทงตรงของกวนอิมเป๋งออกไป เล่าเสี้ยนก็ทำหน้าขรึม "พอได้แล้ว ถ้ายังขืนทำตัวเหลวไหลอีก ข้าจะเอาจริงแล้วนะ!"
แต่กลับเห็นกวนอิมเป๋งขบเม้มริมฝีปากล่างเบาๆ แววตาน้อยใจพาดผ่านเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป "ดี! วันนี้มาตัดสินกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลย!"
...
[จบแล้ว]