- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 8 - ติดตามข้าแล้วจะมีเนื้อให้กิน
บทที่ 8 - ติดตามข้าแล้วจะมีเนื้อให้กิน
บทที่ 8 - ติดตามข้าแล้วจะมีเนื้อให้กิน
บทที่ 8 - ติดตามข้าแล้วจะมีเนื้อให้กิน
ลมใต้พัดพาหิมะบนยอดเขาละลาย กลายเป็นสายน้ำแห่งแม่น้ำหมินเจียง
มิรู้ว่าน้ำใหม่หลากขึ้นสูงกี่เชียะ รู้เพียงว่าหน้าหอรื่นรมย์ประดุจเสียงอสนีบาตนับหมื่นคำรณ
แม่น้ำหมินเจียงในฐานะที่เป็นหนึ่งในระบบแม่น้ำสายสำคัญของดินแดนปาจ๊ก คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำ
เขื่อนตูเจียงเยี่ยนอันเลื่องชื่อก็ตั้งอยู่บนแม่น้ำสายนี้ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเฉิงตูอันเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้นั่นเอง
ตอนที่พวกเขาออกเดินทางมานั้นใช้เส้นทางบก ทว่าตอนนี้กำลังโดยสารเรือที่นายอำเภอเตียวจัดหาให้โดยไม่คิดมูลค่าเพื่อล่องทวนน้ำกลับขึ้นเหนือ
เพราะยังไงเสียก็ต้องพาคนชรา ผู้หญิง และเด็กๆ มาด้วยตั้งมากมาย ซ้ำยังต้องขนเสบียงอาหารอีกจำนวนมหาศาล ต่อให้เป็นการล่องเรือทวนน้ำก็ยังเร็วกว่าเดินทางบกมากนัก
อีกทั้งคนเราไม่อาจเดินทัพได้ทั้งวันทั้งคืน แต่กลับสามารถผลัดเปลี่ยนกันแจวเรือเพื่อเดินทางรอนแรมข้ามวันข้ามคืนได้
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ...
"อ้วก!"
เนื่องจากเป็นการนั่งเรือครั้งแรก หูลี่ที่เพิ่งขึ้นเรือมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ ตอนนี้กลับกำลังกอดกราบเรือไว้แน่น ปลดปล่อยเนื้อสัตว์ที่อุตส่าห์ยัดทะนานเข้าท้องมาจากบ้านนายอำเภอเตียวทิ้งลงแม่น้ำไปจนหมดเกลี้ยง
ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงยิ่งกว่าขาที่สามเสียอีก แทบจะยืนหยัดไม่อยู่แล้ว
"นาย... นายท่าน พวกเราต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน... ถึงจะได้ลงจากเรือขอรับ"
การเดินทางครั้งนี้แม้จะทวนน้ำแต่กลับได้ลมส่ง
เล่าเสี้ยนคำนวณในใจคร่าวๆ แล้วหัวเราะ "อย่างมากไม่เกินสองวันก็ถึงเฉิงตูแล้ว"
หูลี่ได้ยินเช่นนั้นใบหน้าก็ซีดเผือดลงอีกครั้ง "แหวะ!"
...
ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่บนภูเขามาตลอดทั้งปีแทบจะไม่มีใครเคยนั่งเรือเลย คนที่อาการหนักแบบหูลี่หรือแย่ยิ่งกว่าเขามีอยู่ไม่น้อย
โชคดีที่คลื่นลมในแม่น้ำไม่ได้รุนแรงเหมือนในทะเล พอเวลาผ่านไปนานเข้าส่วนใหญ่ก็เริ่มปรับตัวได้ พอถึงเวลาลงจากเรือ ในที่สุดก็ไม่มีใครต้องมาตายเพราะเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการสู้รบ
เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นฝั่ง ตลอดสองข้างทางก็เริ่มคึกคักขึ้นมา
ทั้งนักเดินทางที่เร่งรีบ กองคาราวานขนส่งสินค้า พ่อค้าเร่...
แม้จะเป็นยุคกลียุค แต่อย่างน้อยในละแวกเมืองเฉิงตูแห่งนี้ก็ยังพอมีเค้าลางของความสงบสุขอยู่บ้าง
เล่าเสี้ยนไม่ได้พาคนจากค่ายโจรทั้งหมดกลับเข้าไปในเมืองเฉิงตู แต่แบ่งกองกำลังออกเป็นสองสาย สายหนึ่งคอยคุ้มกันคนชรา ผู้หญิง และเด็กเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
ส่วนสายที่เขาอยู่ด้วยนั้น ได้พาชายฉกรรจ์ในค่ายมายังลานกว้างแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเฉิงตูราวสิบลี้
ที่นี่มีค่ายทหารขนาดใหญ่ที่สร้างจากท่อนซุง แตกต่างจากค่ายชั่วคราวที่พวกเขาตั้งขึ้นระหว่างทาง ค่ายแห่งนี้ดูแล้วอย่างน้อยก็น่าจะรองรับคนได้มากกว่าหนึ่งพันคนอย่างสบายๆ
ปลายกำแพงไม้ถูกเหลาจนแหลมคม ด้านนอกประตูค่ายมีรั้วไม้หนามตั้งขวาง มุมทั้งสี่มีหอสังเกตการณ์ตั้งตระหง่าน บนกำแพงมีธงโบกสะบัดพลิ้วไหว ธงขอบสีแดงมีตัวอักษร 'เล่า' ตัวเบ้อเริ่มเขียนเอาไว้
นี่ก็คือฐานที่มั่นหลักที่เล่าเสี้ยนใช้ตั้งกองทหารและฝึกซ้อมทหารอยู่เป็นประจำ
หรือก็คือสถานที่ตามข่าวลือที่ว่าเขาขลุกอยู่กับพวกผู้อพยพและโจรป่าทุกวี่ทุกวันนั่นเอง
ท่อนซุงทุกท่อนที่นี่ล้วนเป็นเขาที่พาคนไปตัดไม้มาสร้างขึ้นเอง โดยไม่ได้ยืมมือผู้อื่นช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย
และภายใต้การอนุญาตโดยนัยของกุนซือขงเบ้ง ขุนนางคนอื่นๆ แม้จะรู้สึกไม่พอใจกับการที่เล่าเสี้ยนแอบสร้างสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายตามอำเภอใจ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปก้าวก่ายอะไรนัก
ทหารยามบนหอสังเกตการณ์มองเห็นขบวนของเล่าเสี้ยนแต่ไกล เมื่อพวกเขาก้าวเข้ามาใกล้ ชายฉกรรจ์ล่ำสันหลายร้อยคนก็กรูกันออกมา
พวกเขาจัดแถวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
"ขอน้อมต้อนรับท่านแม่ทัพน้อย!"
เสียงตะโกนพร้อมเพรียงทรงพลัง กลิ่นอายความเก่งกาจดุดันไม่ธรรมดา ถอดแบบมาจากทหารใต้สังกัดของเล่าเสี้ยนไม่มีผิดเพี้ยน
อย่างน้อยหูลี่ก็มองไม่ออกว่ามีความแตกต่างกันตรงไหน
หากจะให้พูดให้ได้ก็คือ บนใบหน้าของพวกเขาล่วนแฝงไว้ด้วยความอิจฉา
หูลี่ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังอิจฉาเรื่องอะไร แต่อย่างน้อยก็คงไม่ใช่อิจฉาพวกโจรภูเขาที่ยอมจำนนอย่างเขาเป็นแน่
เล่าเสี้ยนพยักหน้ารับ "ลุกขึ้นเถอะ กลับเข้าค่ายไปฝึกซ้อมตามปกติได้แล้ว"
"ขอรับ!"
คนเหล่านี้ก็พากันกลับเข้าไปอย่างรวดเร็วรวดเดียวเหมือนตอนที่ออกมา
"ผู้น้อยคิดว่านายท่านมีทหารใต้สังกัดเพียงห้าร้อยนายเสียอีก คิดไม่ถึงว่านายท่านจะมั่นใจในแผนการเต็มเปี่ยม ถึงได้นำทหารออกไปเพียงห้าร้อยนายเท่านั้น" หูลี่ถอนหายใจยาว
สรุปแล้วพวกโจรภูเขาอย่างเขา ในสายตาของนายท่านก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย ทั้งๆ ที่มีทหารเหลือเฟือก็ยังไม่ยอมพาไป
"หืม ข้ามีทหารแค่ห้าร้อยคนจริงๆ คนพวกนั้นยังมีคุณสมบัติไม่พอที่จะเป็นทหาร เป็นแค่กองกำลังสำรองเท่านั้น"
"..."
หูลี่ที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากอาการเมาเรือ แทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาอีกรอบ
ชายฉกรรจ์ที่ถูกฝึกมาอย่างดีขนาดนี้ มารดามันเถอะ ยังไม่ผ่านเกณฑ์การเป็นทหารอีกหรือ
ว่าแต่ การเป็นทหารต้องมีเงื่อนไขด้วยหรือ
หูลี่เกิดมาจนป่านนี้เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก การเป็นทหารแค่เป็นผู้ชายและยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ
หากบังเอิญเจอทางการเกณฑ์ทหาร ต่อให้ไม่อยากไปก็ต้องไป มีเงื่อนไขอะไรเสียที่ไหนล่ะ
คลุกคลีกันมาหลายวันแล้ว เล่าเสี้ยนแค่มองสีหน้าหมอนี่ก็รู้แล้วว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่
แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อธิบายอะไรให้ยืดยาว เพียงแค่พูดว่า "เจ้าพาชายฉกรรจ์ในค่ายเข้าไปดูก่อนเถอะ ใครอยากเป็นทหารรับใช้ข้าก็อยู่ต่อ คนที่ไม่เต็มใจ ข้าก็จะจัดหาที่ทางไปอยู่ร่วมกับพวกคนชราและคนอ่อนแอให้ ข้าไม่บังคับใจใครทั้งนั้น"
หูลี่เห็นดังนั้นก็ไม่ถามอะไรให้มากความ เขานำชายฉกรรจ์กว่าสองร้อยคนที่กำลังสงสัยใคร่รู้ไม่ต่างกันเดินเข้าไปในค่ายทันที
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาสงสัยก็คือ ทหารที่คอยคุมตัวเขามาตลอดทาง ตอนนี้ต่างก็กำลังอมยิ้มกันอยู่
รอยยิ้มนั้นมีองค์ประกอบที่ค่อนข้างซับซ้อน เหมือนกำลังรอดูเรื่องตลก และในขณะเดียวกันก็เหมือนกำลังหวนนึกถึงอดีต
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ
ชายฉกรรจ์เหล่านี้ก็พากันวิ่งกรูกันออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย ดวงตาเบิกโพลงเป็นประกายวาววับ
เสียงคุกเข่าดังตุ้บตั้บระงมไปหมด บางคนถึงกับใช้เทคนิคขั้นสูงอย่างการสไลด์เข่ามาเลยทีเดียว
"ข้าอยากเป็นทหาร!"
"ข้าก็อยากเป็นเหมือนกัน!"
"ข้าออกมาก่อนนะเว้ย!"
"ข้าคุกเข่าลงก่อนต่างหาก!"
โจรภูเขาเหล่านี้ส่งเสียงเอะอะโวยวายเถียงกันลั่น แตกต่างจากทหารที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบและดุดันตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
หูลี่ที่เดินตามออกมาทีหลังรู้สึกอับอายขายหน้าเล็กน้อย คนในค่ายของเขาพวกนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
ช่วยไม่ได้หรอกนะ ล้วนเป็นพวกคนเถื่อนที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง จะให้หวังว่าทุกคนจะทำตัวเหมือนเขา... คุกเข่าได้อย่างสง่างามก็คงเป็นไปไม่ได้
"นายท่าน ยังมีข้าอีกคน ข้าไง หูลี่! มารดามันเถอะ ใครดึงกางเกงข้าฟะ!"
หูลี่ออกมาทีหลัง ตอนนี้จึงพยายามเบียดเสียดแทรกตัวไปข้างหน้า แต่เพิ่งจะเบียดไปได้ไม่ไกลก็ถูกทั้งผลักทั้งดึงรั้งกลับไปอยู่ที่เดิมอีก
คนอื่นๆ ต่างก็ตาเป็นประกายวาววับ ค่ายโจรก็แตกไปแล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างก็เป็นทหารยอมจำนนเหมือนกันหมด ใครจะมาสนว่าเจ้าเคยเป็นอดีตหัวหน้าค่ายหรือเปล่าเล่า
เล่าเสี้ยนเองก็รู้สึกตลกขบขัน ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเสียหน่อย
เขาย่อมรู้ดีว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ นั่นก็เพราะตอนนี้เป็นเวลาอาหาร และคนในค่ายก็น่าจะกำลังกินข้าวกันอยู่
พวกโจรภูขายังไม่ทันได้เดินเข้าค่ายทหารก็ดันได้กลิ่นหอมของเนื้อโชยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง
นี่ไม่ใช่กลิ่นของเนื้อตากแห้งหรอกนะ โจรภูเขาที่เพิ่งจะได้กินเนื้อสดๆ มาหมาดๆ จากบ้านนายอำเภอเตียว แค่ดมกลิ่นก็รู้แล้วว่านี่คือกลิ่นของเนื้อตุ๋น!
แม้จะเป็นเนื้อหมูราคาถูกที่มีกลิ่นคาวคละคลุ้ง แต่นั่นมันก็คือเนื้อนะเว้ย!
โจรภูเขาคนหนึ่งปาดน้ำลาย ปลุกความกล้าเดินเข้าไปถาม หรือว่าวันนี้จะเป็นเทศกาลอะไรหรือเปล่า
ทหารจากกองกำลังสำรองทำท่าทางมีลับลมคมนัยกระซิบกระซาบบอกเขาว่า...
"อะไรนะ มีเนื้อให้กินทุกวันเลยรึ!"
สิ้นเสียงตะโกนร้องด้วยความตกตะลึงไม่อยากจะเชื่อของโจรภูเขาคนหนึ่ง ฝูงชนก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที และนั่นก็เป็นที่มาของภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้...
...
เล่าเสี้ยนส่งสายตาให้หลี่เอ้อร์ที่อยู่ข้างๆ หลี่เอ้อร์พยักหน้ารับ
"เงียบ!"
เห็นเพียงเขาตอกหอกในมือลงกับพื้นอย่างแรงพร้อมกับตวาดลั่น
ตึง!
"เงียบ!"
ทหารคนอื่นๆ ก็เอาด้ามหอกกระแทกพื้นตาม พร้อมกับตะโกนขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
เสียงตะโกนของคนห้าร้อยคนรวมเป็นหนึ่งเดียว ดังสนั่นจนพวกโจรภูเขาหูอื้อไปหมด
เหล่าทหารเกราะดำชูปลายหอกขึ้นฟ้า ประกายเย็นยะเยือกสะท้อนวาบ กลิ่นอายสังหารอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาในทันที
พวกโจรภูเขาที่กำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายก็เงียบกริบลงทันที รวมถึงหูลี่ที่มีรอยเท้าประทับบนเสื้อผ้าเพิ่มมาอีกหลายรอยด้วย
"ทุกคนมีความกระตือรือร้นสูงมาก นั่นเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่ว่า... ทหารใต้บังคับบัญชาของข้า ไม่ใช่ว่าใครอยากจะเป็นก็เป็นได้หรอกนะ
"วันนี้พวกเจ้าจงกินข้าวให้อิ่มหนำสำราญและพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ยามเฉิน พวกเราจะจัดการคัดเลือกที่ลานฝึก ผู้ที่สอบผ่านจะได้เข้าร่วมกองกำลังสำรอง"
เมื่อเห็นสีหน้าขบขันของเล่าเสี้ยน หูลี่ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหนาวเหน็บ
ดูจากสีหน้าของนายท่านแล้ว เกรงว่าการคัดเลือกครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ ที่จะผ่านไปได้ง่ายๆ แน่...
แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเล่าเสี้ยนก็แข็งค้างไปอย่างรวดเร็ว เขาตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ ดูเหมือนจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเสียแล้ว
"ฟิ้ว~" เขายกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากแล้วผิวปากเสียงดังลั่น ม้าสีดำที่กำลังแทะเล็มหญ้าอย่างสบายใจอยู่ตรงลานกว้างก็ควบเหยาะๆ เข้ามาหาทันที
เล่าเสี้ยนกระโจนขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะสะบัดแส้ควบม้าพุ่งออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
"หลี่เอ้อร์ ทางนี้ฝากเจ้าจัดการด้วย!"
หัวหน้าองครักษ์เฒ่าหลัวรีบพลิกตัวขึ้นหลังม้าตามไปติดๆ ส่วนองครักษ์ไป๋เอ่อร์คนอื่นๆ ก็วิ่งตามไปอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
เล่าเสี้ยนเพิ่งนึกเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้เรื่องหนึ่งจริงๆ... ตกลงกันไว้แล้วว่าทุกครั้งที่เดินทางออกไปข้างนอก ทุกๆ เดือนจะต้องส่งคนกลับมาส่งข่าวคราวความปลอดภัยให้ท่านแม่รับรู้ แต่คราวนี้เขากลับลืมเสียสนิท
หากบอกว่ามีทักษะ 'ทรหด' และ 'ดีหมี' ของจูล่งติดตัวแล้ว บนโลกใบนี้ยังมีอะไรที่คุณชายใหญ่เล่าจะต้องกลัวอีก
ถ้านอกเหนือจากพื้นรองเท้าของตาเฒ่าเล่าปี่ผู้เป็นบิดาแล้ว ก็คงมีแค่น้ำตาของอู๋ฮูหยินผู้เป็นแม่เลี้ยงนี่แหละ...
"หวังว่าท่านแม่คงจะไม่สร้างเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาหรอกนะ..."
[จบแล้ว]