- หน้าแรก
- พลิกตำราสามก๊กฉบับยอดกุนซือ
- บทที่ 19 - ยุคสมัยวุ่นวาย ชีวิตคนไร้ค่าดั่งผักปลา
บทที่ 19 - ยุคสมัยวุ่นวาย ชีวิตคนไร้ค่าดั่งผักปลา
บทที่ 19 - ยุคสมัยวุ่นวาย ชีวิตคนไร้ค่าดั่งผักปลา
บทที่ 19 - ยุคสมัยวุ่นวาย ชีวิตคนไร้ค่าดั่งผักปลา
อำเภอเกาถัง
ณ หุบเขาลึกที่ยากจะเข้าถึงซึ่งมีผู้คนรู้จักน้อยนัก
ภายในหุบเขามีกระท่อมฟาง เรือนไผ่ และบ้านดินปลูกสร้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
กลุ่มชายหญิงที่ผอมแห้งจนเห็นแต่หนังหุ้มกระดูกกำลังจ้องมองพืชพรรณในแปลงนาด้วยสายตาละห้อย
เด็กน้อยและวัยรุ่นที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบโคลนกำลังหมอบกราบอยู่บนแปลงนาที่แห้งผาก จ้องมองไปยังแอ่งโคลนแห่งหนึ่งอย่างตาไม่กะพริบด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
เด็กหนุ่มที่ดูโตกว่าเพื่อนกำลังขุดคุ้ยเอาโคลนขึ้นมา
ทันใดนั้นเอง
ประกายสีเหลืองทองวาบผ่านสายตาของเหล่าเด็กน้อย เด็กคนที่ตาไวที่สุดก็รีบตะครุบไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
"จับได้แล้ว!"
"ข้าจับได้แล้ว!"
เด็กน้อยร้องตะโกนด้วยความดีใจสุดขีด เขารีบยัดปลาไหลตัวเรียวยาวที่เปื้อนโคลนลงในกระเป๋าเสื้อที่ขาดวิ่น
จากนั้นเด็กน้อยก็สับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิต!
ทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกลับโกรธจัด เขาสาวเท้าวิ่งตามเด็กน้อยไปแล้วกระชากเอาปลาไหลในกระเป๋าเสื้อของเด็กน้อยมา
"นี่มันของที่ต้องเอาไปบวงสรวงท่านแม่ทัพ ใครอนุญาตให้เจ้าแย่งไปฮะ" เด็กหนุ่มตะคอกอย่างดุร้าย
เด็กน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้น "พี่อาไห่ แม่ข้าไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว นางกำลังจะหิวตายอยู่แล้วนะ!"
เด็กหนุ่มชะงักไป
แต่ในวินาทีต่อมา เด็กน้อยก็แย่งเอาปลาไหลกลับคืนมาแล้วสับเท้าวิ่งหนีไปอีกครั้ง
ตุ้บ! เด็กน้อยสะดุดล้มลุกคลุกคลานกับพื้น
แต่ถึงกระนั้น เด็กน้อยก็ไม่ร้องโอดครวญ เขากัดฟันลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งกะเผลกๆ ตรงไปยังกระท่อมฟางที่ทรุดโทรมหลังหนึ่ง
ภายในกระท่อมฟาง มีหญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง นางผอมแห้งจนเห็นกระดูกและสวมเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นเช่นกัน
เบ้าตาของนางลึกโบ๋ ลมหายใจรวยรินใกล้จะหมดลมเต็มที
เด็กน้อยประคองปลาไหลตัวบางเฉียบไปที่ข้างกายของหญิงผู้นั้นพลางร้องตะโกนด้วยความดีใจ "ท่านแม่ มีของกินแล้ว รอเดี๋ยวนะ มู่เอ๋อร์จะไปต้มซุปปลาไหลให้กิน เป็นซุปปลาไหลที่ท่านแม่ชอบที่สุดไง!"
หญิงผู้นั้นมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว
แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกของเด็กน้อย ความกังวลในใจของนางก็มลายหายไปราวกับยกภูเขาออกจากอก
"มู่เอ๋อร์ของแม่ หาของกินเองได้แล้ว..."
ครึ่งชั่วนยามต่อมา เด็กน้อยที่ใบหน้าเปื้อนฝุ่นก็ประคองชามซุปปลาไหลสีดำคล้ำมาวางตรงหน้าหญิงผู้นั้น
แต่ไม่ว่าเด็กน้อยจะร้องเรียกอย่างไร หญิงที่นอนอยู่บนเตียงก็ไม่ตอบสนองเลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มที่ตามเสียงร้องเรียกเข้ามาใช้นิ้วแตะที่จมูกของหญิงผู้นั้น ก่อนจะหลับตาลงแล้วถอนหายใจ "อามู่ เลิกเรียกเถอะ แม่ของเจ้าตายแล้วล่ะ"
ดวงตาของเด็กน้อยเบิกโพลงฉายแววดุร้ายดั่งหมาป่าในทันที เขากางแขนปกป้องร่างอันไร้วิญญาณของหญิงผู้นั้นเอาไว้ "ไม่จริง! ไม่จริง! ไม่จริง! ท่านแม่ยังอยู่! ออกไปนะ! ออกไป!"
เด็กหนุ่มนิ่งเงียบแล้วเดินออกจากกระท่อมฟางไป
ที่พักอาศัยในหุบเขาแห่งนี้ถือเป็นของล้ำค่า เมื่อแม่ของเด็กน้อยตายไป กระท่อมหลังนี้ก็ต้องถูกจัดสรรใหม่
นี่คือเป็นกฎของหุบเขาแห่งนี้!
ต่อให้เด็กหนุ่มจะรู้สึกเวทนาเพียงใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้
ณ เรือนไผ่ครึ่งหลังบนไหล่เขา
สวีฉีแม่ทัพโจรโพกผ้าเหลืองหน้าตาบูดบึ้งนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น โดยมีดาบเหล็กกล้าเล่มคมปักอยู่เบื้องหน้า
ช่วงนี้สวีฉีต้องเผชิญกับเรื่องซวยซ้ำซวยซ้อน
นายอำเภอเกาถังที่เคยร่วมมือด้วยก็ตายไปแล้ว ส่วนนายอำเภอเกาถังคนใหม่ก็คือเล่าปี่ อดีตนายอำเภอฝ่ายบู๊ที่เขาฆ่าไม่สำเร็จในคราวก่อน
เล่าปี่เป็นคนเด็ดขาด
ตอนที่เป็นนายอำเภอฝ่ายบู๊ก็ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะกวาดล้างโจรโพกผ้าเหลืองในเขตอำเภอเกาถังให้สิ้นซาก
ตอนนี้ได้เป็นถึงนายอำเภอใหญ่ก็ยิ่งไม่มีใครหน้าไหนมาคอยขัดขวางได้อีก
สายลับในเมืองส่งข่าวมาว่ากวนอูนายอำเภอฝ่ายบู๊คนใหม่ของอำเภอเกาถังทำการฝึกซ้อมทหารอำเภออยู่ทุกวัน
สิ่งนี้ทำให้สวีฉีรู้สึกถึงวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามา
คราวที่แล้วมีอดีตนายอำเภอเกาถังคอยส่งข่าวให้ แต่การซุ่มโจมตีกลางทางกลับล้มเหลว คราวนี้เมื่อนายอำเภอเกาถังกลายเป็นเล่าปี่เสียเอง ใครเล่าจะกล้ามาส่งข่าวให้อีก
สิ่งที่ทำให้สวีฉีทุกข์ใจยิ่งกว่าก็คือ อำเภอเกาถังฝนไม่ตกมาพักใหญ่แล้ว
แปลงนาในหุบเขาแห้งผากไปหมด!
สวีฉีจำต้องจำกัดเสบียงอาหาร ส่งผลให้มีคนอดตายเกิดขึ้นทุกวัน
แต่ถึงกระนั้น เสบียงอาหารที่กักตุนไว้ในหุบเขาก็คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน
"ข้าจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ รอความตายหรอก!"
"ถ้าอยากจะฆ่าข้า ข้าก็จะลากพวกเจ้าลงนรกไปด้วย!"
สวีฉีจ้องมองดาบเหล็กกล้าเบื้องหน้าด้วยสายตาอาฆาตแค้น
ในเมื่อนายอำเภอเกาถังคนใหม่ดึงดันที่จะกวาดล้างให้ได้ งั้นก็ต้องมาลองดีกันสักตั้ง!
"ท่านแม่ทัพ แม่ของอามู่ตายแล้ว" เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยและมีแววอ้อนวอน "ขอยกกระท่อมฟางให้อามู่ได้ไหม เขาอายุยังน้อย"
สวีฉีถลึงตาใส่เด็กหนุ่ม "กวนไห่ เก็บความเห็นอกเห็นใจของเจ้าไปซะ!"
"กฎก็คือกฎ ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นตายไปแล้ว กระท่อมฟางก็ต้องถูกยึดคืนเพื่อเอาไปเป็นรางวัลให้คนที่มีความชอบ"
"ไม่อย่างนั้นใครจะยอมถวายหัวให้ข้ากันล่ะ"
กวนไห่กัดฟันกรอด "แต่กระท่อมฟางหลังนั้นเป็นสิ่งที่พ่อของอามู่เอาชีวิตเข้าแลกมานะ!"
สวีฉีลุกขึ้นยืนแล้วก้มมองกวนไห่ ร่างกายอันกำยำของเขาสร้างแรงกดดันให้กวนไห่อย่างมหาศาล "นี่เจ้ากำลังสอนข้าทำงานงั้นหรือ"
กวนไห่ก้มหน้าลง "ผู้น้อยมิกล้า!"
สวีฉีดึงดาบเหล็กกล้าออกมา คมดาบสะท้อนแสงแดดอันร้อนระอุจนดูน่าเกรงขาม "ยุคนี้มันวุ่นวาย ต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อน ถ้าพวกเรามีชีวิตรอดต่อไปได้ ถึงจะสามารถไปช่วยเหลือคนอื่นได้"
"กวนไห่ เจ้าก็เคยร่ำเรียนตำรามาบ้าง คงจะไม่เข้าใจเหตุผลข้อนี้หรอกนะ"
กวนไห่นิ่งเงียบ นิ้วทั้งสิบจิกแน่นลงบนฝ่ามือ
วิถีแห่งท่านแม่ทัพสวรรค์เตียวก๊กไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา!
เมื่อเห็นกวนไห่ยังมีท่าทีไม่ยินยอม สวีฉีจึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "กวนไห่ หุบเขาก็มีกฎของหุบเขา สิ่งที่เราควรคำนึงถึงให้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือ ทำอย่างไรถึงจะได้เสบียงอาหารมาตุนไว้สำหรับฤดูหนาวต่างหาก"
"ปีนี้ฝนตกน้อย ผลผลิตก็คงไม่ดี ถ้าอยากจะผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปให้ได้ คนในหุบเขาจะต้องอดตายอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง"
ครึ่งหนึ่งงั้นหรือ
กวนไห่ตกใจสุดขีด "ท่านแม่ทัพ ข้าคำนวณดูแล้ว ต่อให้ผลผลิตจะไม่ดี แต่พวกเราก็สามารถผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้นะ ขอเพียงแค่..."
สายตาของสวีฉีเย็นเยียบลง "กวนไห่ ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่เข้าใจความหมายของข้าสินะ"
"ถ้าเราไม่กักตุนเสบียงอาหาร ฤดูหนาวอาจจะผ่านพ้นไปได้ แต่พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าล่ะ"
"เจ้าอยากให้คนในหุบเขาอดตายกันหมดหรือไง"
"ถ้าพวกคนแก่ ผู้หญิง และเด็กตายกันหมด พวกคนหนุ่มก็จะได้ไม่ต้องมีห่วงอีกต่อไป"
"แบบนั้นแหละ ถึงจะได้กองทหารชั้นยอดมาอย่างแท้จริง!"
"ถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะยกทัพไปตีเมืองไหนก็ย่อมได้ไม่ใช่หรือ"
ความโหดเหี้ยมของสวีฉีทำให้กวนไห่รู้สึกทั้งหวาดกลัวและหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
ปล่อยให้พวกคนแก่ ผู้หญิง และเด็กอดตาย เพื่อสร้างกองทัพแห่งความเศร้าโศกไปตีเมือง ถึงขั้นยอมให้ทหารพวกนั้นเข่นฆ่าล้างเมืองโดยไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีก!
"พอได้แล้ว!"
สวีฉีไม่อยากจะอธิบายอะไรอีก
"ไปส่งจดหมายให้แม่ทัพคนอื่นๆ ในละแวกนี้แทนข้าที ข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาหารือกับพวกนั้น!"
...
ที่ว่าการอำเภอ
แม้อากาศในฤดูร้อนจะร้อนอบอ้าวและแห้งแล้ง
แต่พอเล่าปี่ได้ฟังรายงานจากผู้ช่วยนายอำเภอ เขากลับรู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
"ยุ้งฉางของอำเภอเกาถังเหลือข้าวสารแค่ห้าร้อยสืองั้นหรือ"
"เจ้ากล้าหลอกลวงข้าเรอะ"
ข้าวสารหนึ่งสือ ก็กินได้แค่ประมาณสี่สิบวันเท่านั้น
ห้าร้อยสือ...
อำเภอเกาถังยังต้องเลี้ยงดูทหารอีกสามร้อยนายนะ!
ตอนที่เล่าปี่รับตำแหน่งนายอำเภอเกาถัง เขารีบร้อนจะไปอำเภอเกามี่จึงยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชีเสบียงอาหารของอำเภอเกาถังเลย
ตอนแรกเขาคิดว่าอำเภอระดับนี้อย่างน้อยก็น่าจะมีข้าวสารตุนไว้สักห้าพันสือ แต่กลับกลายเป็นว่ามีแค่ห้าร้อยสืองั้นหรือ
ผู้ช่วยนายอำเภอพูดด้วยความหวาดกลัว "นายอำเภอขอรับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้น้อยจริงๆ นะขอรับ!"
"ข้าวสารในอำเภอ ถึงแม้ในบัญชีจะลงไว้สี่พันสือ แต่ส่วนใหญ่ถูกขายให้พวกโจรโพกผ้าเหลืองไปหมดแล้ว"
"ตอนที่ท่านเจ้าเมืองเฉินจากไปก็เบิกไปอีกห้าร้อยสือ..."
เตียวหุยที่ยืนอยู่ข้างๆ โกรธจนหน้าดำหน้าแดง "ตอนที่ท่านเจ้าเมืองเฉินเบิกข้าวสาร ทำไมเจ้าถึงไม่บอกหะ"
ผู้ช่วยนายอำเภอก้มหน้าลง "ถ้าขืนบอกไป ผู้น้อยจะยังมีชีวิตรอดอยู่หรือขอรับ"
เตียวหุยชักกระบี่ออกมาด้วยความโกรธแค้น "ท่านเจ้าเมืองเฉินฆ่าเจ้าได้ แล้วข้าฆ่าเจ้าไม่ได้หรือไง"
ผู้ช่วยนายอำเภอทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเล่าปี่ดังปึก
"นายอำเภอโปรดไว้ชีวิตด้วย ถึงอำเภอจะไม่มีข้าวสาร แต่ก็ยังมีเงินทองอยู่อีกมากมายนะขอรับ"
"เป็นสมบัติที่อดีตนายอำเภอทิ้งเอาไว้"
"ผู้น้อยรู้ว่าเงินทองพวกนั้นซ่อนอยู่ที่ไหน"
เล่าปี่ไม่ได้มีท่าทีดีใจเลยแม้แต่น้อย
มีเงินทอง แล้วจะมีใครยอมขายข้าวสารให้เล่า!
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ทหารยามก็เข้ามารายงาน
"เรียนนายอำเภอ มีคนขี่ม้ามาที่หน้าเมืองสิบเอ็ดคน หนึ่งในนั้นอ้างตัวว่าเป็นเจิ้งผิงแห่งเมืองเป่ยไห่ เดินทางมาตามนัดหมายขอรับ"
เล่าปี่ลุกพรวดขึ้นยืนทันที!
[จบแล้ว]