- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาปั้นกบฏโพกผ้าเหลืองให้สะเทือนสามก๊ก
- บทที่ 30 - ไฉนต้องเป็นโจร
บทที่ 30 - ไฉนต้องเป็นโจร
บทที่ 30 - ไฉนต้องเป็นโจร
บทที่ 30 - ไฉนต้องเป็นโจร
การสู้รบเมื่อคืนวานวุ่นวายอยู่ค่อนคืน ทว่ากลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในเมืองเท่าใดนัก
หลังจากที่สวี่เฉินใช้กฎลัทธิสร้างความน่าเกรงขามที่ลานประหารกลางเมืองคราวก่อน พวกโพกผ้าเหลืองก็เริ่มมีความยำเกรงในใจอย่างไม่ต้องสงสัย
สิ่งนี้ทำให้แม้พวกเขาจะไม่ถึงขั้นปฏิบัติต่อชาวบ้านดีดุจญาติมิตร แต่อย่างน้อยก็ไม่ไปหาเรื่องระราน เมื่อต่างฝ่ายต่างอยู่ ชาวบ้านเห็นพวกโพกผ้าเหลืองสงบเสงี่ยมก็ย่อมวางใจ
ดังนั้นการต่อสู้เมื่อคืน ไม่ว่าสุดท้ายแล้วฝ่ายโพกผ้าเหลืองหรือฝ่ายทหารทางการจะเป็นผู้ชนะ ชาวบ้านก็ไม่ได้หวาดกลัวอะไร เต็มที่ก็แค่ใช้ชีวิตตามปกติต่อไป
พอฟ้าสางชาวบ้านก็เริ่มออกเรือน บ้างก็ไปขายของ บ้างก็แบกจอบออกไปทำไร่ไถนา ชีวิตของพวกเขาเรียบง่ายและแร้นแค้น สิ่งที่ต้องคิดกังวลในแต่ละวันมีเพียงเรื่องทำนาและปากท้อง ทว่าแค่สองเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ยิ่งในยุคสมัยที่บ้านเมืองไม่สงบสุขเช่นนี้ ยิ่งนำพาความเสี่ยงและเรื่องไม่คาดฝันมาสู่ชีวิตของพวกเขามากมาย
หากสถานการณ์เลวร้ายและวุ่นวายกว่านี้ พวกเขาอาจกลายเป็นผีเฝ้าแผ่นดินใต้คมดาบของพวกคนเถื่อน หรือไม่ก็อาจถูกโจรผู้ร้ายกลุ่มต่างๆ ย่ำยีข่มเหง
แม้แต่ทางการเองก็ยังต้องรีดนาทาเร้นเก็บภาษีเสบียงและเกณฑ์แรงงานเพิ่มขึ้น ซ้ำร้ายยังอาจจับชายฉกรรจ์ไปเป็นทหาร แม้แต่คนแก่หรือคนอ่อนแอก็อย่าหวังว่าจะหนีพ้น คนเหล่านี้อาจถูกส่งไปเป็นทหารหน่วยสนับสนุนเพื่อขนส่งเสบียงและสัมภาระ หรือไม่ก็ถูกส่งไปตายเป็นแนวหน้าเพื่อตัดกำลังศัตรู
สรุปก็คือเมื่อใดที่เกิดความวุ่นวาย ชะตากรรมที่น่าเวทนาที่สุดย่อมตกเป็นของชาวบ้านตาดำๆ ที่อยู่เบื้องล่างสุดเสมอ ไม่มีใครสนใจหรอกว่าพวกเขาจะมีความเป็นอยู่อย่างไร พวกผู้มีอำนาจเสวยสุขบนกองเงินกองทองต่างก็มองพวกเขาเป็นเพียงทรัพยากรและสิ่งของที่ใช้แล้วทิ้ง
ต่อให้พวกเขาตายไปก็ไม่มีใครจดจำได้ว่าพวกเขาชื่ออะไรหรือเคยทำอะไรมาบ้าง ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น
ชาวบ้านเองก็ไวต่อความรู้สึก ตอนนี้พวกเขาเริ่มสัมผัสได้ลางๆ แล้วว่าแผ่นดินกำลังสั่นคลอน
ความรู้สึกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการสู้รบรอบตัวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ภาษีเสบียงและการเกณฑ์แรงงานของทางการก็หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้แม้แต่พวกโจรก็ยังบุกเข้ามาถึงในตัวเมืองได้แล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเขาแทบมองไม่ออกเลยว่าวันข้างหน้าจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร การอยากมีชีวิตเรียบง่ายแค่ทำนาและมีข้าวกินให้พ้นไปวันๆ อาจกลายเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ไปเสียแล้ว
"พวกเจ้าได้ยินที่พวกโพกผ้าเหลืองพูดกันไหม ที่ว่าท่านราชครูพาก่อกบฏไม่ได้ทำไปเพื่ออยากเป็นฮ่องเต้เสียเอง แต่ทำไปเพื่อให้ชาวบ้านตาดำๆ ทั่วแผ่นดินได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เรื่องนี้จะเป็นไปได้จริงหรือ"
ณ มุมหนึ่งของอำเภอ ชายฉกรรจ์หลายคนที่เพิ่งเสร็จจากงานไร่นากำลังนั่งพักอยู่บนโขดหิน อาบแดดรับไออุ่นพลางจับกลุ่มคุยสัพเพเหระ
เรื่องที่ผู้คนในเมืองให้ความสนใจมากที่สุดในตอนนี้ ย่อมหนีไม่พ้นกลุ่มโพกผ้าเหลืองที่แสนประหลาดเหล่านั้น พวกโพกผ้าเหลืองเหล่านี้แม้จะได้ชื่อว่าเป็นโจร แต่คำพูดและการกระทำกลับไม่เหมือนโจรเลยสักนิด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ยิ่งพวกเขาได้รู้จักพวกโพกผ้าเหลืองมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกประทับใจมากขึ้นเท่านั้น พอตั้งวงคุยกันก็เลยหยิบยกเรื่องที่พวกโพกผ้าเหลืองป่าวประกาศมาถกเถียงกัน
"พวกนั้นไม่ได้ตะโกนป่าวๆ ว่าชนชั้นสูงไม่มีจริงหรอกหรือ นั่นไม่ใช่แค่คำขวัญนะ แต่พวกเขากล้าลงมือทำจริงๆ พวกชนชั้นสูงในเมืองเราแทบจะถูกฆ่าล้างโคตรไปแล้ว บอกตามตรงนะ ในใจข้ารู้สึกสะใจแปลกๆ ว่ะ!"
พอชายคนนี้พูดถึงตรงนี้ ก็นึกไปถึงภาพการประหารหมู่พวกชนชั้นสูง ใบหน้าของเขาก็พลันแดงซ่าน เผยแววตาตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด
คนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายก็ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
หากเป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่จะเอามาพูดคุยกันอย่างเปิดเผยเช่นนี้เลย แม้แต่จะแอบนินทาลับหลัง พวกเขาก็ยังไม่กล้าล่วงเกินพวกชนชั้นสูงเลยด้วยซ้ำ
"ข้าว่าลัทธิวิถีธรรมชาติที่พวกเขาพูดมันก็มีเหตุผลนะ คนเราเกิดมาก็มีสองตาหนึ่งปากเหมือนกัน ทำไมพวกนั้นถึงได้เป็นชนชั้นสูง ส่วนพวกเรากลับต้องเป็นแค่วัวเป็นม้าให้พวกมันจิกหัวใช้"
"นั่นน่ะสิ เรื่องเชิดชูความเท่าเทียมและปกป้องสิทธิอะไรนั่น ถ้าเป็นคนอื่นพูดข้าคงคิดว่าแค่พูดให้ฟังดูดี แต่ถ้าเป็นพวกโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้พูด ข้าเชื่อสนิทใจเลย!"
"ข้าก็เชื่อ พวกเขาไม่เพียงแต่ฆ่าพวกชนชั้นสูงหน้าเลือด แต่ขนาดคนของตัวเองที่ทำผิดกฎ พวกเขาก็ยังสั่งประหารโดยไม่ลังเลเลยสักนิด แล้วแบบนี้จะมีอะไรให้ไม่เชื่ออีก"
"พวกโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้เป็นคนดี ท่านราชครูผู้นั้นก็เป็นคนดี ลัทธิวิถีธรรมชาติอะไรนี่ก็เป็นลัทธิที่ดี เพียงแต่ พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาจะสู้กองทัพของราชสำนักฮั่นได้จริงๆ หรือ"
เมื่อคำถามสุดท้ายหลุดออกมา วงสนทนาก็หยุดชะงักลงทันที พวกเขามองหน้ากันอย่างอึ้งๆ โดยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงัน พวกเขาเริ่มถอนหายใจและส่ายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจและแสนเสียดาย
ที่ไม่พูดไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ แต่เป็นเพราะคำตอบนั้นมันชัดเจนเกินไป เพียงแต่คำตอบนั้นมันทำให้พวกเขารู้สึกปวดร้าวใจ
มาถึงตอนนี้ทุกคนก็หมดอารมณ์จะคุยต่อแล้ว พวกเขาแบกเครื่องมือทำนาและแยกย้ายกันเดินกลับบ้านไปอย่างเงียบๆ
คนดีๆ ทำไมถึงไม่มีจุดจบที่ดีบ้างเลยนะ
ณ หน้าที่ทำการอำเภอจัว ชายคนหนึ่งในชุดขุนนางยืนมองประตูทางเข้าใหญ่โตเบื้องหน้าพลางทอดถอนใจ
เคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่ตัวเขาเองก็เคยเป็นถึงนายอำเภอ เคยทำงานในสถานที่เช่นนี้ แต่วันนี้เขากลับต้องมารายงานตัวต่อพวกโจรในที่ทำการด้วยฐานะเชลย นี่นับว่าเป็นเรื่องตลกร้ายอย่างแท้จริง
หากสวี่เฉินใช้ให้เขาไปทำเรื่องอื่น เขาก็คงไม่เต็มใจให้ความร่วมมือแน่ แต่ถ้าเป็นเรื่องรักษาคนไข้ เขาพอจะยอมรับได้
การต่อสู้เมื่อคืนนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีกมาก จางจ้งจิ่งย่อมต้องอดหลับอดนอนช่วยชีวิตคน หลังจากรักษาไปทีละคนจนครบ เขาก็พบว่ายังขาดแคลนสมุนไพรอีกหลายขนาน จึงจำต้องมาเบิกของที่ที่ทำการอำเภอ
ในบรรดาเชลยทั้งหมด มีเพียงจางจ้งจิ่งเท่านั้นที่ได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติเป็นพิเศษจากสวี่เฉิน ถึงขนาดไม่จำกัดอิสรภาพในการเดินไปไหนมาไหนด้วยซ้ำ แน่นอนว่าไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ใด ก็จะต้องมีทหารโพกผ้าเหลืองสองคนคอยเดินตามอยู่เสมอ
สำหรับเรื่องนี้จางจ้งจิ่งก็ยังแอบซาบซึ้งใจอยู่บ้าง เขาสัมผัสได้ว่าสวี่เฉินให้ความเคารพเขาจากใจจริง
เพียงแต่น่าเสียดาย ที่สวี่เฉินดันเป็นโจร
หลังจากส่ายหน้าสลัดความคิด จางจ้งจิ่งก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในที่ทำการอำเภอ เขาเดินทะลุเข้าไปจนถึงโถงด้านในอย่างราบรื่น และได้เห็นสวี่เฉินกำลังปรึกษาหารือบางอย่างกับหวังตังที่เพิ่งนำทัพกลับมา
สวี่เฉินและหวังตังหยุดคุยกันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วหันมามองพร้อมกัน
หวังตังขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่พอใจที่จางจ้งจิ่งโผล่มาขัดจังหวะ "พวกเรากำลังปรึกษาเรื่องสำคัญ เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน!"
จางจ้งจิ่งชะงักฝีเท้า ประสานมือเตรียมจะกล่าวขออภัยแล้วถอยออกไป แต่กลับเห็นสวี่เฉินเดินเข้ามาจับแขนเขาไว้ แล้วหันไปมองหวังตังด้วยสายตาตำหนิ
"ท่านแม่ทัพหวังไฉนจึงหยาบคายเช่นนี้ ท่านหมอจ้งจิ่งช่วยชีวิตทหารโพกผ้าเหลืองของเรามาตั้งหลายครั้ง พวกเราสมควรเคารพให้เกียรติท่าน ข้าไม่อยากให้คนนอกเอาไปนินทาได้ว่าพวกโพกผ้าเหลืองของเราเป็นพวกเนรคุณ"
เมื่อกล่าวจบ สวี่เฉินก็ไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของหวังตัง เขาประคองจางจ้งจิ่งเข้ามานั่งในห้อง แล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงใจยิ่ง
"ข้าเคารพในความมีเมตตาธรรมของท่านหมอเสมอมา และยินดีจะปฏิบัติต่อท่านฉันมิตรสหาย ท่านเพียงนั่งพักผ่อนอยู่ที่นี่เถิด รอข้าหารือธุระเสร็จแล้ว ข้าจะมาดูแลรับรองท่านเอง"
จางจ้งจิ่งมองสวี่เฉินอย่างอึ้งๆ พลันรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมา เขามองออกว่าคำพูดของสวี่เฉินไม่ใช่แค่คำพูดประจบสอพลอตามมารยาท
เพราะมองออกนี่แหละ ยิ่งนอกจากความตื้นตันแล้ว เขายังรู้สึกละอายใจขึ้นมาด้วย
สวี่เฉินปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจถึงเพียงนี้ แต่เขากลับมองอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่โจรชั่วมาโดยตลอด นี่คงเป็นเขาเองที่ใจแคบเกินไป ไม่นึกเลยว่าเรื่องความใจกว้าง เขาจะสู้เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีไม่ได้เลย
[จบแล้ว]