เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 - ศักดิ์ศรีของการเกิดมาเป็นมนุษย์

บทที่ 27 - ศักดิ์ศรีของการเกิดมาเป็นมนุษย์

บทที่ 27 - ศักดิ์ศรีของการเกิดมาเป็นมนุษย์


บทที่ 27 - ศักดิ์ศรีของการเกิดมาเป็นมนุษย์

ศีรษะหลายร้อยหัวร่วงหล่นลงพื้น ภาพนี้ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ชาวบ้านอย่างใหญ่หลวง เมื่อพวกเขาตระหนักได้ว่าพวกชนชั้นสูงในเมืองได้ตายตกไปจนหมดสิ้นแล้ว พวกเขากลับรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

ไม่มีพวกชนชั้นสูงแล้วใครจะแบ่งที่ดินให้พวกเขาทำกิน ใครจะจ้างพวกเขาทำงาน ลูกหลานจะไปเป็นทาสรับใช้ที่ไหน ครอบครัวคงต้องขาดรายได้ไปอีกทางมิใช่หรือ

ตระกูลขุนนางและเศรษฐีคือผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่สังคม เป็นผู้ควบคุมกิจกรรมการผลิตเกือบทั้งหมดในใต้หล้า

เมื่อจู่ๆ พวกเขาหายตัวไป โครงสร้างการผลิตเดิมของสังคมจึงถูกทำลายลง ชาวบ้านตาดำๆ ที่อยู่เบื้องล่างจึงตกอยู่ในสภาวะสับสนมืดแปดด้านในทันที

ทว่าชาวบ้านยังไม่ทันได้ดึงสติกลับมา พวกเขาก็ถูกดึงดูดความสนใจด้วยการกระทำต่อไปของสวี่เฉินเสียก่อน

หลังจากบรรดาชนชั้นสูงถูกทรมานและตัดหัวไปแล้ว ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งถูกนำตัวมายังลานประหาร ครั้งนี้ไม่ใช่ชนชั้นสูงที่พวกเขาคุ้นหน้าคุ้นตา แต่กลับเป็นพวกโจรโพกผ้าเหลืองหัวโล้นกลุ่มหนึ่ง

สาวกโพกผ้าเหลืองกว่ายี่สิบคนถูกคุมตัวมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าสวี่เฉิน ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดและเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ

เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับสายตาอันสงบนิ่งของสวี่เฉิน ในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ไหวต้องร้องไห้คร่ำครวญวิงวอนขอความเมตตาออกมา

"ท่านราชครู พวกเราผิดไปแล้ว พวกเราไม่กล้าทำอีกแล้ว ท่านโปรดไว้ชีวิตพวกเราสักครั้งเถอะขอรับ!"

"ท่านราชครู ข้าเคยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อกองกำลังโพกผ้าเหลือง ข้าเคยหลั่งเลือดเพื่อกองกำลังโพกผ้าเหลืองนะขอรับ ท่านจะฆ่าข้าไม่ได้ ข้าเป็นคนมีความดีความชอบนะขอรับ!"

"ข้าสังหารทหารทางการไปตั้งมากมายตอนอยู่กับกองกำลังโพกผ้าเหลือง สร้างผลงานไว้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แค่นี้ข้าจะหาความสุขใส่ตัวบ้างไม่ได้เชียวหรือ ก็แค่อีตัวผู้หญิงคนเดียว นอนด้วยแล้วมันจะทำไม หากท่านราชครูจะฆ่าพวกเราเพราะเรื่องแค่นี้ พี่น้องคนอื่นคงได้น้อยใจแย่!"

"ท่านมีสิทธิ์อะไรมาฆ่าข้า ข้าศรัทธาในท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ไอ้ลัทธิบ้าบอบอคอแตกอะไรของท่าน ปล่อยข้านะ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!"

"ไม่ยอม ข้าอุตส่าห์รอดตายจากเงื้อมมือพวกทหารทางการมาได้ จะให้มาตายด้วยน้ำมือพวกเดียวกันเองหรือไง ข้าก็แค่ขโมยของนิดหน่อยเอง ข้าไม่ยอมรับเด็ดขาด!"

สวี่เฉินกวาดสายตามองไป คนที่คุกเข่าอยู่เหล่านี้บ้างก็หวาดกลัว บ้างก็ไม่ยอมรับผิด บ้างก็เคียดแค้น และมีไม่น้อยที่เอาแต่ด่าทอสาปแช่งเขา

สาวกโพกผ้าเหลืองรอบนอกที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นต่างก็รู้สึกกระอักกระอ่วนและหดหู่ใจ เมื่อเห็นอดีตสหายต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าสลดและเวทนาจับใจ

บางคนอยากจะเอ่ยปากขอร้องแทน แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เย็นชาดุจเทพเจ้าของสวี่เฉิน สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าปริปากออกมา

"เมื่อคืนนี้ มีชาวเมืองหลายครอบครัวถูกสาวกของลัทธิเราคุกคาม มีหญิงสาวหลายคนถูกกระทำชำเรา ทรัพย์สินถูกปล้นชิง ซ้ำยังมีชาวบ้านที่ขัดขืนจนถูกสังหาร และพวกมันเหล่านี้ก็คือผู้ลงมือ"

สวี่เฉินเอ่ยถึงสาเหตุที่คนเหล่านี้ต้องมาคุกเข่าอยู่ตรงนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ชาวบ้านในเหตุการณ์จึงได้ตระหนักถึงความเป็นจริง

ชั่วขณะนั้นหลายคนรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมา ก็ไหนพวกโพกผ้าเหลืองบอกว่าจะไม่คุกคามชาวบ้านธรรมดาไง แล้วเรื่องของคนตรงหน้าพวกนี้จะอธิบายว่าอย่างไร

แต่เมื่ออารมณ์คลี่คลายลงและได้ทบทวนอย่างมีสติ พวกเขากลับรู้สึกว่าไม่ควรคิดเช่นนั้นเสียทีเดียว

ในบรรดากองกำลังโพกผ้าเหลืองกว่าสามพันคน มีเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้นที่ก่อเรื่อง นี่เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การโกรธแค้นหรือ นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าพวกโพกผ้าเหลืองตระบัดสัตย์อย่างนั้นหรือ

ไม่เลย ความจริงแล้วการที่พวกเขาสามารถรักษาวินัยได้ถึงระดับนี้นับว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากแล้ว

เมื่อมองด้วยใจเป็นธรรม พวกเขากลับรู้สึกด้วยซ้ำว่าการที่กองทัพโจรบุกเข้าเมืองแต่มีชาวบ้านเดือดร้อนเพียงไม่กี่ครอบครัวและมีคนทำผิดเพียงยี่สิบกว่าคน วินัยทหารเช่นนี้นับว่าประเสริฐสุดแล้ว!

"ข้าเคยกล่าวไว้ว่าลัทธิของเราเชิดชูความเท่าเทียมและปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้นในฐานะคนของข้ายิ่งต้องปฏิบัติตามคำสอนอย่างเคร่งครัด"

"พวกตระกูลขุนนางและเศรษฐีล่วงละเมิดสิทธิของคนหมู่มาก จึงถูกลงทัณฑ์ด้วยกฎของลัทธิเรา และหากคนในลัทธิของเรากระทำการที่ขัดต่อคำสอน ก็ยิ่งสมควรต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด!"

"วันนี้ขอให้ชาวเมืองจัวทุกคนร่วมเป็นสักขีพยาน บัดนี้มีสาวกของลัทธิวิถีธรรมชาติยี่สิบกว่าคนล่วงละเมิดชาวบ้านและฝ่าฝืนคำสอน ข้าขอใช้กฎของลัทธิตัดสินประหารชีวิตพวกมันทั้งหมดด้วยการตัดหัว!"

สิ้นคำประกาศของสวี่เฉิน บรรดาโพกผ้าเหลืองที่คุกเข่ารอความตายอยู่บนพื้นต่างก็มีปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างกันไป

บางคนหลั่งน้ำตาแห่งความสำนึกผิด นั่งนิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปสลัก ยอมรับชะตากรรมของตนแต่โดยดี

บางคนเริ่มด่าทอสาปแช่งสวี่เฉินอย่างบ้าคลั่ง ถ้อยคำผรุสวาทที่พ่นออกมานั้นฟังแล้วชวนให้หนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ

ส่วนเพชฌฆาตโพกผ้าเหลืองที่เดินเข้าไปหาพวกเขาก็ล้วนมีสีหน้าซับซ้อน พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องหันคมดาบเข้าหาสหายของตนเอง แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อพวกมันละเมิดกฎของลัทธิเสียเอง

ทั้งที่ท่านราชครูก็ได้ตักเตือนและกำชับนักหนาแล้ว ทำไมถึงยังดื้อด้านทำผิดอยู่อีก

"ไปดีเถอะพี่น้อง ชาติหน้าก็อย่าทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้อีกเลย"

คมดาบกว่ายี่สิบเล่มฟาดฟันลงมา ลานประหารที่เต็มไปด้วยเลือดและเศษซากศีรษะอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความสยดสยองเพิ่มขึ้นไปอีก

สาวกโพกผ้าเหลืองทุกคนที่เห็นภาพนี้ต่างก็ใจสั่นสะท้าน ในวินาทีนี้เองที่พวกเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความหนักอึ้งของข้อห้ามและกฎแห่งลัทธิ

ไม่ว่าในใจพวกเขาจะยินยอมหรือไม่ จะเห็นด้วยหรือไม่ ขอเพียงพวกเขาศรัทธาในวิถีธรรมชาติ ขอเพียงพวกเขายังคงเป็นพวกโพกผ้าเหลือง พวกเขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกาเหล่านี้อย่างเคร่งครัด

กฎกติกานี้ถูกหล่อหลอมขึ้นจากเลือดของพวกโพกผ้าเหลืองที่ถูกประหารชีวิต ช่างเป็นภาพที่บาดตาบาดใจยิ่งนัก

สวี่เฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงของพวกโพกผ้าเหลือง เขาก็รู้ว่าเป้าหมายของเขาบรรลุผลแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้คนจดจำได้ดีไปกว่าการหลั่งเลือดอีกแล้ว

เขาเชื่อมั่นว่าหลังจากนี้ไป เวลาที่พวกโพกผ้าเหลืองจะทำสิ่งใด อย่างน้อยก็จะมีเส้นแบ่งความถูกต้องอยู่ในใจ

กองทัพที่ปราศจากวินัยทหารก็เป็นเพียงกลุ่มอันธพาล ต่อให้รบเก่งกาจแค่ไหนในชั่วขณะหนึ่งก็ไม่อาจเรียกว่าทหารชั้นยอดได้ เป็นได้แค่กองกำลังสัตว์ป่าที่มารวมตัวกันเท่านั้น

การที่เขาต้องพากองกำลังโพกผ้าเหลืองเอาชีวิตรอดในยุคกลียุค เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนธรรมชาติของพวกเขาให้เร็วที่สุด เปลี่ยนจากผู้ลี้ภัยอันธพาลให้กลายเป็นทหารที่แท้จริง

เลือดของพวกโพกผ้าเหลืองไม่ได้กระตุ้นเตือนแค่พวกเดียวกันเองเท่านั้น แต่ยังสร้างความตกตะลึงอย่างรุนแรงให้กับชาวบ้านอีกด้วย

พวกเขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่าโจรโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้จะทำได้ถึงขั้นนี้ บอกว่าจะไม่แตะต้องชาวบ้านก็ไม่แตะต้องจริงๆ หากมีใครฝ่าฝืนก็จะถูกตัดหัวลงโทษอย่างไม่ลังเล!

"ทำได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมข้าถึงรู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาก็ไม่รู้"

"เชิดชูความเท่าเทียม ปกป้องสิทธิอย่างนั้นหรือ"

"ลัทธิวิถีธรรมชาตินี้ ฟังดูแล้วช่างประเสริฐนัก เทพเจ้าบนสรวงสวรรค์จะทรงมีเมตตาต่อพวกเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ"

ชาวบ้านทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมในจิตใจ พวกเขาใช้ชีวิตมาค่อนชีวิต เพิ่งจะมาตระหนักรู้ในเวลานี้เองว่า สิ่งเดียวในโลกที่มองพวกเขาเป็นมนุษย์ ก็คือลัทธิวิถีธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้านี้เอง

สายตาของพวกเขาอดไม่ได้ที่จะทอดมองไปยังร่างของชายหนุ่มบนแท่นพิธี ชุดนักพรตที่เขาสวมใส่อยู่ราวกับเปล่งประกายแห่งความเป็นเทพเจ้าออกมาจริงๆ

ความรู้สึกตื้นตันใจที่ยากจะบรรยายเอ่อล้นขึ้นมาในอก ที่แท้บนโลกใบนี้ก็มีคนที่เคารพและให้เกียรติพวกเขาจริงๆ

หากพวกนายท่านชนชั้นสูงทำร้ายชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขา พวกเขาก็คงไม่แม้แต่จะปรายตามอง ซ้ำยังจะรังเกียจที่พวกชาวบ้านไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไปเดินชนพวกเขาเสียอีก

หากพวกขุนนางและเจ้าหน้าที่รัฐทำร้ายชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขา พวกเขาก็ยิ่งปฏิบัติด้วยความเย็นชาเฉกเช่นการเหยียบย่ำเศษหญ้า

ในฐานะชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุด พวกเขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าโลกใบนี้เคยให้ความสำคัญกับพวกเขา อย่าว่าแต่เรื่องของความเคารพและให้เกียรติเลย

แต่วันนี้ ผู้นำลัทธิโพกผ้าเหลืองคนหนึ่งกลับให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่ต่ำต้อยอย่างพวกเขา ซ้ำยังยอมลงโทษสาวกของตนเองเพื่อปกป้องสิทธิของชาวบ้านธรรมดา

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงศักดิ์ศรีของการเกิดมาเป็นมนุษย์

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 27 - ศักดิ์ศรีของการเกิดมาเป็นมนุษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว