- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาปั้นกบฏโพกผ้าเหลืองให้สะเทือนสามก๊ก
- บทที่ 21 - กงซุนจ้าน: ไปเชือดไก่กันเถอะ!
บทที่ 21 - กงซุนจ้าน: ไปเชือดไก่กันเถอะ!
บทที่ 21 - กงซุนจ้าน: ไปเชือดไก่กันเถอะ!
บทที่ 21 - กงซุนจ้าน: ไปเชือดไก่กันเถอะ!
"สถานการณ์เป็นเช่นไร เจ้าจงเล่ามาให้ละเอียด!"
เมื่อได้ยินว่ามีกองกำลังโพกผ้าเหลืองมาป้วนเปี้ยนอยู่ในเขตปกครอง กงซุนจ้านไม่เพียงแต่ไม่ตื่นตระหนก ทว่ากลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนสั่งการทำสิ่งใด เพียงเรียกตัวผู้ที่นำข่าวมาแจ้งเข้ามาซักถามก่อน
คนตรงหน้าคือพ่อบ้านของตระกูลเศรษฐีที่ถูกปล้น ตอนที่พวกโพกผ้าเหลืองบุกเข้าไปในคฤหาสน์ มีเพียงกำแพงด้านหลังที่ถูกปล่อยปละละเลย พ่อบ้านผู้นี้จึงสบโอกาสหาบันไดปีนหนีออกมา จากนั้นก็รีบควบม้ามาขอความช่วยเหลือที่ตัวอำเภอ
เมื่อได้ฟังคำให้การของพ่อบ้าน กงซุนจ้านก็นึกขึ้นได้ว่าห่างออกไปทางใต้สามสิบลี้มีคฤหาสน์เศรษฐีอยู่แห่งหนึ่งจริงๆ แม้จะไม่ใช่ตระกูลขุนนางเก่าแก่หรือยิ่งใหญ่มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ตัวเขาเองก็เคยไปมาหาสู่กับผู้นำตระกูลนั้นอยู่บ้าง
อันที่จริงกงซุนจ้านไม่ได้สนใจเลยว่าเศรษฐีตระกูลนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่พวกโพกผ้าเหลืองเป็นเป้าหมายที่ต้องกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก เขากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าไม่มีช่องทางให้สร้างผลงาน ในเมื่อมีเหยื่อมาประเคนให้ถึงที่ขนาดนี้มีหรือจะพลาด
"เรียนท่านนายอำเภอ พวกโพกผ้าเหลืองกลุ่มนั้นล้วนมีศีรษะโล้นเลี่ยน แม้แต่หนวดเคราก็ไม่เหลือให้เห็น ตอนต่อสู้พวกมันดุดันบ้าบิ่นเป็นอย่างมาก บรรดาคนคุ้มกันของตระกูลเราต้านทานไว้ได้ไม่นานก็แตกพ่าย ข้าน้อยนับว่าโชคดีที่รอดชีวิตมาแจ้งข่าวได้ขอรับ"
ดูเหมือนพ่อบ้านผู้นี้จะยังคงหวาดผวาไม่หาย ขณะที่เล่ายังคงมีสีหน้าอกสั่นขวัญแขวน
กงซุนจ้านฟังแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าพวกกบฏโพกผ้าเหลืองมีธรรมเนียมโกนหัวโล้นด้วย แต่เรื่องนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร เขาจึงไม่ได้ใส่ใจนัก
ในเมื่อจะต้องไปปราบโจร แน่นอนว่าการสืบหาความแข็งแกร่งของศัตรูย่อมสำคัญที่สุด
"พวกโพกผ้าเหลืองมีจำนวนเท่าใด"
"เรียนท่านนายอำเภอ ข้าน้อยกะด้วยสายตาน่าจะมีราวๆ พันกว่าคนขอรับ"
"พวกมันมีชุดเกราะหรืออาวุธชั้นดีหรือไม่"
"ส่วนใหญ่สวมใส่เพียงเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ อาวุธก็มีแค่มีด ดาบ หอก และกระบองไม้ แต่เวลาต่อสู้กลับห้าวหาญเหลือเกินขอรับ"
"อืม แล้วช่วงวัยของพวกมันเป็นเช่นไร ส่วนใหญ่เป็นคนแก่และเด็ก หรือเป็นชายฉกรรจ์"
"ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ขอรับ!"
หลังจากซักถามจนได้ความ กงซุนจ้านก็ประเมินสถานการณ์ในใจได้ทะลุปรุโปร่ง จากนั้นจึงโบกมือไล่พ่อบ้านให้ถอยออกไป
จากที่พ่อบ้านเล่า พวกโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้ถือว่าดุดันเอาเรื่อง ในเมื่อเป็นชายฉกรรจ์ล้วนและมีอาวุธครบมือ ก็ไม่แปลกที่จะสามารถตีคฤหาสน์ป้อมปราการของเศรษฐีจนแตกพ่ายได้
แต่ถึงกระนั้นกงซุนจ้านก็ยังคงมีความมั่นใจเปี่ยมล้น โจรก็คือโจรอยู่วันยังค่ำ ขาดการฝึกฝนระเบียบวินัย ไม่มีชุดเกราะป้องกัน ตัวแม่ทัพก็ไร้ความสามารถในการบัญชาการรบ จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ยิ่งเปราะบางทนรับแรงกระแทกไม่ไหว
ในสถานการณ์ที่จำนวนคนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก กองทหารของทางการย่อมสามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างแน่นอน
สถานการณ์ของพวกโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้ อยู่ในขอบเขตที่ทหารรักษาอำเภอจัวทั้งแปดร้อยนายสามารถจัดการได้สบายๆ หากพวกมันมีจำนวนมากกว่านี้ กงซุนจ้านคงต้องพิจารณาส่งเรื่องรายงานไปยังเจ้าเมือง เพื่อขอรวบรวมกำลังทหารจากหลายๆ อำเภอมาช่วยกันปราบปราม
แต่แม้จะเป็นผลงานเพียงเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นความดีความชอบ ในเมื่อสามารถรวบตึงความดีความชอบไว้ได้เพียงผู้เดียว กงซุนจ้านย่อมไม่ปรารถนาจะแบ่งปันให้ใคร กองกำลังโจรแค่พันกว่าคน เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย
"เด็กๆ เอาชุดเกราะมาให้ข้า ข้าจะนำทัพไปปราบโจรด้วยตัวเอง!"
กงซุนจ้านผุดลุกขึ้นเตรียมจะสั่งรวมพลออกศึกทันที ท่าทีเยือกเย็นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเขานั้น ดูมีสง่าราศีของวีรบุรุษผู้ไม่เกรงกลัวสิ่งใดในใต้หล้า
ยิ่งเมื่อเหล่าทหารคนสนิทสวมเกราะสีเงินเงางาม สวมหมวกเหล็กประดับขนนกสีแดง และผูกผ้าคลุมสีแดงเพลิงให้ ก็ยิ่งขับเน้นความห้าวหาญ รูปร่างที่สูงใหญ่บึกบึนยิ่งส่งเสริมให้ดูดุดันสมชายชาตรี
ทว่าในเวลานั้นเอง เถียนข่ายซึ่งเป็นนายทหารรักษาอำเภอกลับก้าวออกมาพร้อมกับขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวลใจ
"ปั๋วกุย กองทหารโจรมีจำนวนถึงพันคน นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว การนำทหารเพียงแปดร้อยนายไปปราบปรามอย่างเร่งรีบเช่นนี้ จะเป็นการด่วนตัดสินใจเกินไปหรือไม่"
"ข้าเห็นว่าควรจะรอดูสถานการณ์ไปก่อน หรือไม่ก็หารือกับอำเภอใกล้เคียงเพื่อร่วมมือกันปราบปราม หรืออาจจะขอยืมกำลังพลจากตระกูลเศรษฐีแถวนี้มาสมทบ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยยกทัพไปจัดการ เช่นนี้จึงจะรับประกันชัยชนะได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
เมื่อกงซุนจ้านได้ยินเช่นนั้นกลับไม่ได้ใส่ใจ สิ่งที่เถียนข่ายเสนอมานั้นรัดกุมก็จริง แต่ในมุมมองของเขา มันเป็นเพียงการตีตนไปก่อนไข้เท่านั้น
ดินแดนตอนเหนือมีแต่นักรบผู้กล้าหาญ พื้นที่แคว้นโยวโจวแห่งนี้รายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ดุร้ายดั่งเสือและหมาป่า พื้นฐานความสามารถของทหารก็แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากไม่ได้เป็นเช่นนี้ กองกำลังโพกผ้าเหลืองในโยวโจวคงไม่ถูกกวาดล้างอย่างรวดเร็วเช่นที่ผ่านมาหรอก
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว เขามองไม่เห็นหัวพวกสวะรวมตัวอย่างกองกำลังโพกผ้าเหลืองเลยด้วยซ้ำ
กองทหารของทางการเพียงแค่จัดกระบวนทัพแล้วบุกทะลวงเข้าไปไม่กี่ครั้ง ก็สามารถทำให้พวกโพกผ้าเหลืองกระเจิดกระเจิงได้แล้ว จากนั้นก็จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่พากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน พวกกระจอกเหล่านี้ทนรับการโจมตีไม่ไหวหรอก
"แค่จัดการกับโจรพันคน ข้ายังต้องไปขอยืมกำลังพลจากผู้อื่นอีกหรือ ช่างเป็นเรื่องน่าขันระดับโลก หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ข้ากงซุนจ้านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"
กงซุนจ้านหัวเราะลั่น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ราวกับว่าศัตรูที่กำลังจะไปปราบไม่ใช่คนหนึ่งพันคน แต่เป็นลูกแกะหนึ่งพันตัวต่างหาก
เถียนข่ายได้ยินดังนั้นก็ทำได้เพียงส่ายหน้ายิ้มๆ อันที่จริงเขาไม่ได้คิดว่ามันอันตรายอะไรนักหนา เพียงแต่ต้องการความรอบคอบรัดกุมเท่านั้น
อย่าว่าแต่กงซุนจ้านที่มั่นใจเลย เถียนข่ายเองก็เชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วกงซุนจ้านก็มีชื่อเสียงเรื่องความห้าวหาญและเก่งกาจในการรบ อีกทั้งทหารรักษาอำเภอจัวก็ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางพ่ายแพ้ต่อพวกโพกผ้าเหลืองแน่นอน
กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะเป็นกงซุนจ้านหรือตัวเขาเอง ล้วนมองว่าพวกโพกผ้าเหลืองเป็นแค่ไก่รองบ่อนเท่านั้น
"ถ้าเช่นนั้น เถียนข่ายผู้นี้จะรอฟังข่าวดีจากปั๋วกุยอยู่ที่นี่แล้วกัน!"
"ฮ่าๆๆ ข้าไปล่ะ เจ้าดูแลรักษาเมืองไว้ให้ดีก็แล้วกัน"
กงซุนจ้านพลิกกายขึ้นควบม้า แสงอาทิตย์สาดส่องลงมากระทบชุดเกราะสีเงินจนทอประกายระยิบระยับ สายลมจากทิศเหนือพัดโชยมาทำให้ผ้าคลุมสีแดงสะบัดพลิ้ว เขาโบกมือเป็นสัญญาณ ทหารรักษาอำเภอทั้งแปดร้อยนายก็จัดขบวนทัพออกเดินทางทันที
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ช่างเป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายพึงกระทำ เปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญและทะนงตน!
เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะกระตุ้นม้าให้พุ่งทะยานออกไป นำพากองทหารเดินทัพออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าลงไปทางทิศใต้อย่างองอาจ
ระยะทางสามสิบลี้นั้นไม่ได้ไกลเลย หากเดินทัพด้วยความเร็ว ไม่ถึงสองชั่วยามก็สามารถเดินทางไปถึงได้แล้ว
กงซุนจ้านไม่ได้เร่งรีบแต่ก็ไม่ได้เอื่อยเฉื่อย การยกทัพไปปราบโจรครั้งนี้ไม่ได้หวังแค่ผลงานเพียงอย่างเดียว หากปล่อยให้พวกโจรเข้าไปกวาดล้างคฤหาสน์เศรษฐีจนราบคาบ เขาก็จะได้เป็นตาอยู่คอยฮุบผลประโยชน์ในตอนท้ายพอดี
ความมั่งคั่งของตระกูลเศรษฐีเพียงตระกูลเดียวก็มากพอที่จะทำให้คนตาร้อนผ่าว หากผู้นำตระกูลไม่ตายเสียก่อน แล้วสุดท้ายเขาจะถือวิสาสะยึดครองทรัพย์สินเหล่านั้นมาเป็นของตนได้อย่างไรเล่า
กองทหารแปดร้อยนายเดินทัพมุ่งหน้าไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ ทว่าขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านเส้นทางสายเล็กๆ ในป่าเขา พวกเขากลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า ลึกเข้าไปในป่าทั้งสองข้างทาง มีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมองการเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่เงียบๆ
ท่ามกลางป่าทึบ มีคนเกือบสามพันคนซุ่มซ่อนตัวอยู่ พวกเขาทุกคนนอนหมอบแนบไปกับพื้นดิน ร่างกายปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้โดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ณ บริเวณเนินเขาด้านหลัง พวกเขาสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวบนเส้นทางได้อย่างชัดเจน แต่ทหารของทางการกลับไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้เลย
"ไม่นึกเลยว่าขุนนางของต้าฮั่นจะโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงนี้ สวี่เฉินใช้แผนการเพียงเล็กน้อยก็สามารถหลอกล่อให้เขาหลงกลได้แล้ว"
ลึกเข้าไปในป่า เมื่อจวี่โซ่วเห็นกงซุนจ้านนำทัพไปปราบโจรจริงๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและทอดถอนใจ หากทำได้เขาอยากจะพุ่งตัวออกไปเตือนกงซุนจ้านเดี๋ยวนี้เลยว่าอย่าได้หลงกลเด็ดขาด
ทว่าเขารู้ดีว่า ในเวลานี้หากเขาขยับตัวเพียงนิดเดียว พวกโพกผ้าเหลืองที่อยู่ข้างๆ จะต้องลงมือสังหารเขาทันที
แม้จะมีใจอยากช่วยเหลือ แต่ก็ไร้ซึ่งกำลัง ตกเป็นเชลยเช่นนี้ นอกจากการแสดงความกังวลใจออกมาแล้ว เขาก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย
"คนผู้นี้โง่เขลาเพียงลำพังย่อมไม่เป็นไร แต่เขากลับนำพาภัยพิบัติมาสู่ชาวเมืองจัวทั้งเมือง หากเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นมาจริงๆ ต่อให้สับเขาเป็นหมื่นชิ้นก็ไม่อาจชดใช้ความผิดนี้ได้!"
พูดมาถึงตรงนี้ จวี่โซ่วก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองยังทิศทางที่กองทหารเพิ่งเดินจากมา ท้ายที่สุดเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวๆ ในยามนี้ นอกจากประณามความเจ้าเล่ห์เพทุบายของพวกโจรแล้ว เขาก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว
[จบแล้ว]