- หน้าแรก
- เซียนดิบไร้เนตรสยบหมื่นเทพ
- บทที่ 35 - วีรบุรุษแห่งฟ้าดิน
บทที่ 35 - วีรบุรุษแห่งฟ้าดิน
บทที่ 35 - วีรบุรุษแห่งฟ้าดิน
บทที่ 35 - วีรบุรุษแห่งฟ้าดิน
ซูอวิ๋นยืนนิ่งอยู่หน้าประตูไม้ขัดแตะ นอกเมือง จิ้งจอกฮวาวิ่งชนหินจนหัวโนเพื่อจับหนูนา พวกจิ้งจอกผลุบๆ โผล่ๆ กระโดดไปมาในหิมะ บนต้นไม้มีชาวหมู่บ้านหลินอี้ส่งเสียงร้องกุ๊กๆ กำลังซุบซิบปรึกษากันว่าจะจับจิ้งจอกมากินสักตัวดีไหม
ซูอวิ๋นค่อยๆ ดึงสายตากลับมา เขามองเห็นเมืองเทียนเหมิน เมืองเล็กๆ ที่เขาใช้ชีวิตอยู่มาเกือบสิบสี่ปี เริ่มดูเลือนลาง ราวกับภาพลวงตาในม่านหมอก สั่นไหวไปตามสายลมในฤดูหนาว
เขามองเห็นชาวเมืองเทียนเหมิน รูปร่างของพวกเขาในม่านหมอก ดูทรงพลังและน่าเหลือเชื่อ แต่กลับไม่มีตัวตน
ตง ตง
ในเมืองเล็กๆ มีเสียงกลองเชียงดังขึ้น เป็นเครื่องดนตรีที่มีเฉพาะในซั่วฟางเท่านั้น
"...ยุคสมัยรุ่งเรืองและเสื่อมสลาย กลับกลายเป็นดั่งเงาจันทร์ที่กลมและแหว่งเว้า! ตงตง!"
ซูอวิ๋นมองตามเสียงไป สายตาของเขาผ่านเถ้าแก่จางร้านซาลาเปาที่กำลังขายซาลาเปา ผ่านลุงสวีขี้เมา ผ่านปู่เล่อและย่าเล่อที่นั่งจับมือเบียดเข่ากันอยู่ใต้ชายคา ผ่านสองสามีภรรยาแห่งเขาเยี่ยนเฟยที่เพิ่งแต่งงานใหม่ ผ่านพี่ฟางเอ๋อร์...
ผู้คนที่เขาคุ้นเคยเหล่านี้ เริ่มดูเลือนลางและว่างเปล่า เมื่อสายตาของเขาผ่านไป ก็เห็นร่างที่คุ้นเคยบิดเบี้ยว ขยายใหญ่ และดูดุร้ายขึ้นในม่านหมอก
ใบหน้าที่คุ้นเคยของพวกเขา กลับดูแปลกหน้าไป ราวกับภูตผีเทพเจ้าในศาลเจ้า!
พวกเขาคือภูตผีเทพเจ้าจริงๆ ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางม่านหมอกของเมืองเทียนเหมิน
ท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวซั่วฟางดังแว่วมาจากม่านหมอกที่เริ่มหนาทึบขึ้น แฝงไปด้วยความอ้างว้างของดินเหลืองและความยิ่งใหญ่ของขุนเขา ประสานไปกับเสียงกลองเชียง "บ้านชาวเขาตำรากองพะเนิน ตงตง! นอกหน้าต่างกิ่งสนแขวนขวาง เฟิร์นหญ้าดาดดื่นเต็มพื้น ตงตง!"
น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินจากดวงตาของซูอวิ๋น ภูตผีเทพเจ้าในม่านหมอกหันกลับมา สายตาแต่ละคู่ล้วนให้ความรู้สึกที่คุ้นเคย
พวกเขาตายไปตั้งนานแล้ว
ชาวเมืองเทียนเหมินทุกคน ตายไปในเหตุการณ์วิปโยคเมื่อหกปีก่อนนู้นแล้ว
พวกเขาอยู่ที่นี่ สร้างภาพลวงตาของเมืองเทียนเหมินขึ้นมา ก็เพื่อดูแลเขานั่นเอง!
"จวนขุนนางลึกล้ำไยต้องไปเยือน? ตงตง! เมฆขาวลอยล่องสุขใจได้เอง! มาบัดนี้ เรื่องราวทางโลกยากจะเอื้อนเอ่ย!"
ซูอวิ๋นมองตามเสียงไป ลุงชวีนั่งอยู่บนประตูสวรรค์ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น นัยน์ตาฝ้าฟาง วางกลองเชียงไว้บนเข่า ใช้มือตีกลอง
น้ำเสียงของเขาที่แฝงความหนักแน่น กว้างใหญ่ และยิ่งใหญ่ของซั่วฟาง จู่ๆ ก็เข้มข้นขึ้นมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!
"ท่ามกลางฟ้าดินไร้ซึ่งวีรบุรุษ—— ไร้ซึ่งผู้กล้า! ตงตง!"
เสียงกลองสองจังหวะสุดท้ายตีจนเลือดลมของซูอวิ๋นเดือดพล่าน เลือดลมของเขาปะทุขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ส่งเสียงมังกรคำรามดังกังวาน เลือดลมที่พรั่งพรูราวกับเกลียวคลื่นทะลักออกจากร่างกาย ก่อรูปร่างเป็นเจียวหลงสีเลือด พันรอบตัวซูอวิ๋นสองรอบ
หัวมังกรยื่นมาข้างหน้าจากไหล่ขวาด้านหลังของเขา หนวดมังกรพลิ้วไหว
"โฮกกก——"
เจียวหลงคำราม ต่อต้านแรงกดดันจากเสียงกลอง
"ไอ้เด็กบ้า เจ้าโตแล้วนะ!"
ลุงชวีบนประตูสวรรค์หัวเราะลั่น ลุกขึ้นยืน สะพายกลองเชียง
ร่างกายของเขาพลันดูยิ่งใหญ่มหาศาลขึ้นมาทันที นั่นคือภูตผีเทพเจ้าหลายกร เป็นจิตวิญญาณของผู้แข็งแกร่งหลังจากตายไป!
ท่ามกลางม่านหมอกของเมืองเทียนเหมิน สายตาของภูตผีเทพเจ้าเหล่านั้นจับจ้องมาที่ใบหน้าของซูอวิ๋น เผยแววตาปลาบปลื้มใจ
"หลังจากพวกเราตาย ก็มีความปรารถนามากมายที่ยังไม่เป็นจริง เลยต้องฝากฝังไว้ที่เทียนซื่อหยวน แต่พวกเรามีความปรารถนาเดียวกัน นั่นคือขอให้เจ้าเติบโตอย่างปลอดภัย"
ร่างกายของลุงชวีดูล่ำสันราวกับเทพสงคราม สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สูงใหญ่ทว่าเลือนลาง ดูมัวๆ ราวกับจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ
บ้านเรือนในเมืองเทียนเหมินก็ถูกยืดออกไปจนยาวเหยียด กลายเป็นเหมือนความฝันและฟองสบู่
"ความปรารถนานี้ลุงเฉินเป็นคนมอบให้พวกเรา ลุงเฉินไปแล้ว ตอนนี้เจ้าก็โตแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องไปแล้ว"
ภูตผีเทพเจ้าในม่านหมอกพากันพูดขึ้น "เจ้าไปแล้ว พวกเราก็หมดภาระไปเปราะหนึ่ง หมดห่วงไปหนึ่งเรื่อง ไอ้เด็กบ้า รีบไปเถอะ!"
ฟิ้ว——
ลมเหนือพัดกรรโชก เมืองเทียนเหมินดูกว้างใหญ่และเลือนลาง ซูอวิ๋นยกมือขึ้น ราวกับอยากจะคว้าพวกเขาไว้ คว้าเมืองเทียนเหมินไว้ คว้าความทรงจำในวัยเด็กไว้
ทว่าเมืองเทียนเหมินก็หายไปแล้ว
สิ่งที่มาแทนที่คือหลุมศพร้างเรียงราย หญ้าบนหลุมศพแห้งเหี่ยว ป้ายหลุมศพเปื้อนโคลน ซากปรักหักพังรอบๆ บ่งบอกว่าที่นี่เคยเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก
ที่นี่ไม่มีใครมากราบไหว้ ไม่มีใครมาดูแล ท่ามกลางหมู่หลุมศพ มีเพียงกระท่อมหลังหนึ่ง นั่นคือบ้านที่ซูอวิ๋นอาศัยอยู่
"ลุงชวี ป้าหลัว... พวกท่านไปไหนกันหมด? พวกท่านยังอยู่แถวนี้ใช่ไหม..."
ซูอวิ๋นก้าวเดินอย่างหนักอึ้ง ท่ามกลางหมู่หลุมศพของเมืองเทียนเหมิน
หลุมศพหลี่เสี้ยวอี้ แม่ทัพแคว้นหยวนซั่ว
เขายืนอยู่หน้าป้ายหลุมศพหนึ่ง ตัวอักษรบนป้ายทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ความทรงจำ ชื่อหลี่เสี้ยวอี้ฟังหวังดูแปลกหู แต่เขารู้ว่านั่นคือมู่จื่อ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่พี่ฟางเอ๋อร์แอบชอบ
หลุมศพนักพรตสวี สำนักเทียนเต้าแคว้นหยวนซั่ว
เขาไม่รู้จักนักพรตสวี เขารู้จักแต่ลุงสวีขี้เมา
หลุมศพประมุขหอเหลยอีนแคว้นหยวนซั่ว
เขาไม่รู้จักประมุขหอเหลยอีน แต่เขารู้จักหลวงจีนล่ายที่มักจะโผล่มาจากไหนไม่รู้มาขอทานในเมือง
หลุมศพจางเฟิ่นเทา แคว้นหยวนซั่ว
จางเฟิ่นเทาคือเถ้าแก่จางร้านซาลาเปาใช่ไหม?
หลุมศพเยว่ซือเฉิง แคว้นหยวนซั่ว
เยว่ ออกเสียงเหมือนกับ เล่อ งั้นเยว่ซือเฉิงก็คือย่าเล่อหรือปู่เล่อล่ะ?
...
เขาเดินไปจนถึงป้ายหลุมศพแถวแรกของเขตเมืองเก่าเทียนเหมินโดยไม่รู้ตัว บนป้ายสลักว่า หลุมศพขุนนางไท่ฉางชวีจิ้น แคว้นหยวนซั่ว ชวีจิ้น ชวีไท่ฉางคนนี้ คือลุงชวีหรือเปล่า?
ท่ามกลางหิมะตก ซูอวิ๋นคุกเข่าคำนับป้ายหลุมศพของลุงชวี จากนั้นก็ไปคุกเข่าคำนับที่หลุมศพของป้าหลัว
ฤดูหนาวปีนี้ เขามาบอกลาชาวเมืองเทียนเหมินทีละคน ขอบคุณบุญคุณที่พวกเขาช่วยเลี้ยงดูเขามาตลอดหกเจ็ดปีนี้
เขากลับไปเก็บของที่กระท่อม ส่วนใหญ่ก็มีแต่เสื้อผ้าใหม่กับเหรียญห้าจูที่เก็บหอมรอมริบมาได้ช่วงนี้ แล้วก็ยังมีตำราเก่าๆ สองสามเล่มที่ซินแสจิ้งจอกป่าให้เขามา
เขาเก็บของเสร็จ ก็เดินออกจากบ้านเกิดที่เขาสร้างขึ้นมาในจินตนาการ เขาตาบอดมาหกปี จินตนาการมาหกปี เมืองเทียนเหมินก็มีอยู่ในจินตนาการของเขามาหกปีเช่นกัน
จิ้งจอกฮวาและลูกจิ้งจอกอีกสามตัวนั่งรอเขาอยู่นอกหมู่หลุมศพอย่างเงียบๆ ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะมาถึง
ซูอวิ๋นหันกลับไปมอง ประตูสวรรค์ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น ผุพัง ทรุดโทรม ไม่มีใครซ่อมแซม
ประตูบานนั้น คือประตูที่ลุงชวีซ่อมไม่เสร็จมาตลอดหกปี
ซูอวิ๋นดึงสายตากลับมา หยิบห่อผ้าเล็กๆ สี่ห่อโยนไปให้ "พี่รองฮวา ในนี้มีเสื้อผ้ากับรองเท้าของพวกเจ้า ข้าไม่รู้ว่าจะใส่พอดีไหม ลองใส่ดูนะ เราจะไปที่จุดพักม้าเทียนซื่อหยวน เตรียมตัวเข้าเมืองกัน"
พวกลูกจิ้งจอกรับห่อผ้าไป แล้วก็พากันมุดหายเข้าไปในกองหิมะ ใต้กองหิมะนูนขึ้นมาเป็นก้อนสี่ก้อน มีเสียงดังกุกกักๆ ดังออกมา
ผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กน้อยตัวอ้วนป้อมน่ารักก็โผล่พรวดขึ้นมาจากกองหิมะพร้อมรอยยิ้มแป้น บนหัวสวมหมวกหูหมา ใส่เสื้อกั๊กบุนวมสีแดง ใส่กางเกงบุฝ้ายสีแดงเข้ม ใส่รองเท้าหัวเสือ
มันกระโดดดึ๋งขึ้นมาจากหิมะ แต่เพราะตัวเตี้ย ก็เลยตกลงไปในหิมะอีกรอบ โผล่มาแค่หมวกหูหมา
ซูอวิ๋นยื่นมือไปหิ้วมันขึ้นมา มองดูตั้งแต่หัวจรดเท้า สงสัยว่า "เสี่ยวฝานเหรอ? หรือพู่ผิง?"
"ข้าพี่รองเจ้าเว้ย!"
เด็กน้อยโวยวาย ก่อนจะถอดหมวกออก "ดูสิ ดูสิ! ผมข้าสีลาย!"
ซูอวิ๋นทำเสียงอือออ ขอโทษขอโพย "พี่รอง พี่ยังสูงไม่ถึงเอวข้าเลย ข้าก็นึกว่าพู่ผิง..."
"ข้าโตช้าเว้ย ตัวข้าตันต่างหากเล่า อย่ายุ่งน่า!" เด็กน้อยผมลายพูดอย่างอารมณ์เสีย
ซูอวิ๋นลูบหัวมัน จิ้งจอกฮวาแยกเขี้ยวขู่ โชว์เขี้ยวเล็กๆ สองคู่บนล่าง
ซูอวิ๋นกดมันลงไปในหิมะอีกรอบ คราวนี้จิ้งจอกฮวาก็โผล่มาแค่หมวกเหมือนเดิม
หลีเสี่ยวฝานและหูพู่ผิงก็มุดออกมา ตัวเตี้ยกว่าจิ้งจอกฮวาซะอีก
ลูกจิ้งจอกสองตัวนี้เหมือนโตมาแบบสมมาตรกันเป๊ะ ใส่เสื้อผ้าเหมือนกันเด๊ะ เป็นเสื้อกั๊กลายดอกบุนวม ข้างในเย็บขนสัตว์ราคาถูกไว้กันหนาว ใส่กางเกงผ้าฝ้ายลายดอกที่ดูยาวไปนิด บนหัวสวมหมวกหูหมาเหมือนจิ้งจอกฮวา
ลูกจิ้งจอกทั้งสองขนาบซ้ายขวา จ้องมองซูอวิ๋นด้วยความสงสัย
ซูอวิ๋นหน้าตาย โดนจ้องอยู่พักใหญ่ถึงพูดว่า "เสื้อผ้าพวกเจ้าซื้อมาพร้อมกัน มันก็เลยคล้ายกันไปหน่อย แต่ทนทานแถมยังถูกด้วย ใส่แล้วดูดีจริงๆ..."
จิ้งจอกฮวาโผล่หัวขึ้นมาจากหิมะ แยกเขี้ยว "เสื้อผ้าข้าก็ซื้อร้านเดียวกันใช่ไหม?"
"อืม พ่อค้าบอกว่าซื้อเยอะมีส่วนลด"
ซูอวิ๋นพูดอย่างเศร้าใจ "พี่รอง พี่ต้องเข้าใจนะว่าข้าเป็นคนตาบอด มองไม่เห็นความสวยความงามหรอก..."
ในหิมะมีอะไรบางอย่างดุ๊กดิ๊กๆ เด็กผู้หญิงสวมหมวกหูกระต่ายสีขาวโผล่ออกมา หูกระต่ายสองข้างบนหมวกยังขยับดุ๊กดิ๊กๆ ได้ด้วย
หลีเสี่ยวฝานและหูพู่ผิงอิจฉาจนตาร้อนผ่าว จ้องมองหูกระต่ายดุ๊กดิ๊กคู่นั้นตาไม่กะพริบ แล้วก็หันขวับมามองซูอวิ๋นพร้อมกัน
"เด็กผู้หญิงก็ต้องแต่งตัวให้น่ารักๆ หน่อยสิ"
ซูอวิ๋นหน้าตายตอบ "นี่พ่อค้าเป็นคนบอกข้าเองนะ"
ใต้หมวกหูกระต่ายเป็นผมเปียสีดำขลับสองเส้น ถักจากหลังศีรษะมาไว้ด้านหน้า
ชิงชิวเยว่เดินลุยหิมะออกมาอย่างยากลำบาก ใส่เสื้อคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ เอวคาดเข็มขัดสีแดง เสื้อคลุมมีขนฟูฟ่องอุ่นสบาย ยาวลงมาถึงข้อเท้า
รองเท้าที่ใส่เป็นรองเท้าหนังบุขนสีฟ้า พื้นไม้ลายจิ้งจอกสีฟ้า ปักลายหัวจิ้งจอกไว้ด้านบน
จิ้งจอกฮวาดึงตัวเองขึ้นมาจากหิมะ มองดูรองเท้าหัวเสือที่เท้าตัวเอง แล้วก็มองดูรองเท้าจิ้งจอกสีฟ้าของชิงชิวเยว่ ตาแดงก่ำ "น้องเล็ก รองเท้าเจ้า..."
"ใส่สบายมากเลย!"
ชิงชิวเยว่ดีใจมาก แกว่งผมเปียไปมา เสื้อสีขาวขับให้ผมเปียดูเด่นชัด "แถมยังสวยด้วย! แล้วดูสิ หูในหมวกมันกลวง ข้าซ่อนหูตัวเองไว้ในหูกระต่ายได้ พอข้าขยับหู หูกระต่ายก็จะขยับตาม..."
จิ้งจอกฮวาตาแดงก่ำ หันขวับมาจ้องซูอวิ๋น
"พ่อค้าที่ตลาดฮวงจี๋เป็นคนเลือกให้น่ะ"
ซูอวิ๋นอึกอัก "เสื้อผ้าข้าก็ไม่ค่อยสวยเหมือนกัน พวกเราก็ไม่ได้มีเงินเยอะ... เอาล่ะๆ! พวกเราต้องเดินทางแล้ว!"
เด็กน้อยน่ารักสี่คนเดินตามหลังเขาลุยหิมะไปอย่างทุลักทุเล เดินๆ ไปก็หายไปคนนึง พอเป็นแบบนี้ ซูอวิ๋นก็จะหยุดเดิน ยื่นมือไปหิ้วเด็กน้อยที่ตกหลุมหิมะขึ้นมา
"พี่รอง อย่าวิ่งเพ่นพ่านสิ" ซูอวิ๋นกำชับ
จิ้งจอกฮวาน้อยใจสุดๆ "ข้าไม่ได้..."
(จบแล้ว)