- หน้าแรก
- กำเนิดเจดีย์กลืนเทพ สังหารล้างโคตรตระกูลทรยศ
- บทที่ 42 - สวนเกษตรสุดพิศวง
บทที่ 42 - สวนเกษตรสุดพิศวง
บทที่ 42 - สวนเกษตรสุดพิศวง
บทที่ 42 - สวนเกษตรสุดพิศวง
เมื่อมองดูสีหน้าของเด็กน้อย ก็ไม่คล้ายกับว่ากำลังพูดปดเลย
ฉินอี้จึงลองเอ่ยถามดู "สหายตัวน้อย เจ้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผักป่างั้นหรือ?"
เด็กน้อยยกมือขึ้นเท้าสะเอว แล้วกล่าวว่า "หาไม่แล้วจะเป็นสิ่งใดเล่า เจ้าเก็บผักป่าไร้ค่าที่สุดไป คนเขายังไม่กินกันเลยนะ เอาไว้ให้ไก่กินต่างหาก"
ฉินอี้ถึงกับเซถลา
ไก่อันใดกัน ถึงกับกินหญ้าชิงเฟิงเชียวหรือ นี่มันเอาสมุนไพรล้ำค่ามาทิ้งขว้างชัดๆ
ทว่า เมื่อมองตามปลายนิ้วของเด็กน้อย ไปยังไก่หลายตัวที่อยู่หลังกระท่อมฟาง ฉินอี้ก็ตกตะลึงจนตาค้าง
นั่นมันไก่ที่ใดกัน?
นั่นมันนกฟีนิกซ์ชัดๆ!
ฉินอี้สับสนวุ่นวายใจไปหมดแล้ว ลานรบโบราณแห่งนี้ แท้จริงแล้วคือสถานที่ใดกันแน่?
เหตุใดของล้ำค่าในโลกภายนอก เมื่อมาอยู่ที่นี่ จึงกลายเป็นราวกับขยะไปเสียได้
"ตกลงว่าเจ้าจะเอาหรือไม่เอาเล่า" เด็กน้อยเอ่ยถาม
"เอาสิ ข้าย่อมต้องเอาอยู่แล้ว"
ฉินอี้พยักหน้ารัวราวกับไก่จิกข้าวสาร ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในสวนเกษตร แล้วเริ่มลงมือเก็บเกี่ยวหญ้าชิงเฟิงอย่างรวดเร็ว
เด็กน้อยเอ่ยว่า "เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ดี เก็บไปเยอะๆ หน่อยเถิด ไม่เป็นไรหรอก"
กล่าวจบ เขากก็เด็ดหญ้าชิงเฟิงขึ้นมาต้นหนึ่ง เดินไปที่หลังกระท่อมฟาง แล้วโยนให้ไก่พวกนั้นกิน
ภายในใจของฉินอี้บังเกิดคลื่นลมถาโถมอย่างรุนแรง
สัญชาตญาณบอกเขาว่า เด็กน้อยผู้นี้ ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หรือไม่ก็ ท่านอาจารย์ที่เขากำลังเฝ้ารออยู่นั้น ต้องไม่ธรรมดา
สุดท้าย
ฉินอี้ก็เก็บหญ้าชิงเฟิงไปถึงหนึ่งหมื่นต้น ก่อนจะกล่าวขอบคุณเด็กน้อย
"ขอบใจมากนะสหายตัวน้อย" ฉินอี้ไม่อยากเอาเปรียบเด็กน้อย จึงค้นหาของในอกเสื้อ สุดท้ายก็หยิบศิลาวิญญาณระดับล่างจำนวนหนึ่งออกมา หมายจะมอบให้เด็กน้อยเป็นการตอบแทน
ทว่า
ทันทีที่เขาหยิบมันออกมา ศิลาวิญญาณระดับล่างกลับแปรเปลี่ยนเป็นก้อนหินธรรมดาไปเสียแล้ว
"เจ้าคนนี้นี่แปลกคนเสียจริง พกหินตั้งมากมายติดตัวไว้ทำไมกัน?" เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความงุนงง
วิ้ง!
หลังจากนั้น ก้อนหินเหล่านั้นก็ดูดซับกลิ่นอายของลานรบโบราณเข้าไป แล้วแตกสลายกลายเป็นผุยผง ปลิวว่อนไปตามสายลม
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้ฉินอี้ถึงกับตกตะลึง
เขาสะบัดศีรษะอย่างแรง นึกว่าตนเองตาฝาดไป
ทว่า ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเกิดขึ้นจริง
ฟู่!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก สัมผัสได้ว่าสิ่งที่ได้พบเจอในวันนี้ มันเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก
"เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว" เด็กน้อยเอ่ยเร่ง
ฉินอี้บอกลาเด็กน้อย เพิ่งจะเดินพ้นเขตสวนเกษตรออกมา
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนเหยียบโดนสิ่งใดบางอย่างที่แข็งๆ
เขาก้มหน้าลงมอง ก็พบก้อนกลมๆ สีดำขลับ เมื่อหยิบขึ้นมาดู ก็รู้สึกคล้ายกับเป็นเม็ดยา
"หืม?"
ฉินอี้ขมวดคิ้ว "นี่คือเม็ดยางั้นหรือ?"
เสียงของเด็กน้อยดังมาจากด้านหลัง "เจ้าคนนี้นี่แปลกคนเสียจริง นี่มันมูลวัวของบ้านข้าชัดๆ เจ้ากลับเอามาดมเสียได้"
ฉินอี้หัวเราะแห้งๆ เอ่ยถามว่า "ข้าขอเก็บไปศึกษาสักสองสามก้อนได้หรือไม่?"
เด็กน้อยโบกมือ "รีบเก็บแล้วรีบไปเสียเถอะ"
ฉินอี้รีบกอบโกยเม็ดยาสีดำขลับบนพื้นขึ้นมาเป็นกองพะเนิน ก่อนจะเดินลงจากเทือกเขาไป
วิ้ง!
ในเวลานั้นเอง จิตของเขาก็ถูกดึงกลับมายังเจดีย์กลืนเทพ
เวลาที่กำหนดไว้สำหรับลานรบโบราณหมดลงแล้ว
ฟู่!
ฉินอี้สูดลมหายใจเข้าลึก รีบนำหญ้าชิงเฟิงออกมาตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบว่ามันคือหญ้าชิงเฟิงจริงๆ
หลังจากนั้น เขาก็นำมูลวัวที่เก็บมาได้ ออกมาให้จิตวิญญาณเจดีย์ดู
"นี่คือยาทะลวงจุดชีพจร" จิตวิญญาณเจดีย์กล่าว
อันใดกัน?
ฉินอี้ขมวดคิ้ว เด็กน้อยบอกว่ามันคือมูลวัวของบ้านเขานี่นา
"ยาทะลวงจุดชีพจร คือเม็ดยาที่สามารถช่วยผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมชีพจร ในการทะลวงจุดชีพจรได้ บัดนี้ในโลกภายนอก คงจะสูญหายไปหมดแล้วกระมัง" จิตวิญญาณเจดีย์เอ่ย "เจ้าโชคดีไม่น้อย ที่เก็บมาได้มากมายถึงเพียงนี้ ประจวบเหมาะเอาไว้ใช้ทะลวงจุดชีพจรที่เหลือพอดีเลย"
ฉินอี้ถึงกับอึ้งไป
เด็กน้อยบนยอดเขาผู้นั้น แท้จริงแล้วมีภูมิหลังเช่นไรกันแน่
ผักป่าที่ปลูกไว้ส่งเดช กลับกลายเป็นหญ้าชิงเฟิงที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วจักรวรรดิหลัวอวิ๋นต่างแย่งชิงกัน
ไก่ที่เลี้ยงไว้ กลับกลายเป็นนกฟีนิกซ์ซึ่งเป็นสัตว์เทพ
มูลที่วัวถ่ายออกมา กลับกลายเป็นยาทะลวงจุดชีพจรที่สูญหายไปจากโลกแล้ว
เขาสับสนวุ่นวายใจไปหมดแล้ว
จิตวิญญาณเจดีย์มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในลานรบโบราณได้อย่างชัดเจน เขาแย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า "นายท่าน นี่ก็คือความอัศจรรย์ของเจดีย์กลืนเทพ สิ่งที่ตาเห็น อาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป..."
ถ้อยคำของจิตวิญญาณเจดีย์ดูลึกล้ำยิ่งนัก ฉินอี้มึนงงไปหมด ไม่เข้าใจความหมายเลยแม้แต่น้อย
"เจ้ารู้จักเด็กน้อยผู้นั้นหรือไม่?" ฉินอี้เอ่ยถาม
จิตวิญญาณเจดีย์ส่ายหน้า "พูดไปตอนนี้ ก็ไม่มีประโยชน์อันใด นายท่านเพียงแค่รู้เอาไว้ว่า ภายในลานรบโบราณมีของวิเศษซุกซ่อนอยู่มากมาย รอให้ท่านไปค้นพบก็พอแล้ว"
จริงสิ ยอดฝีมือระดับหยวนตานผู้นั้น ก่อนตายได้มอบกริชให้เขานี่นา
ฉินอี้รีบล้วงมันออกมาดู
เมื่อเห็นดังนั้น เขาก็ถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเพียงกริชธรรมดา ทว่าเมื่อกลับมาถึงเจดีย์กลืนเทพ มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นยอดศัสตราวุธไปเสียแล้ว ฉินอี้ลองนำกระบี่หลีหั่วมาฟันดู ก็พบว่าไม่อาจฟันให้ขาดได้
บนกริชสลักอักษรไว้สามตัว กริชกลืนวิญญาณ
"นี่มัน..." ฉินอี้เบิกตากว้าง
เรื่องบ้าอันใดกันเนี่ย
ฟู่!
ฉินอี้สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความตื่นตระหนกในใจเอาไว้
เรื่องราวทั้งหมดที่ได้พบเจอในวันนี้ ทำให้ทัศนคติของเขาปั่นป่วนไปหมดแล้ว
ในขณะเดียวกัน เขาก็ตระหนักได้อย่างลึกซึ้ง ว่าลานรบโบราณนั้นมีความพิเศษยิ่งนัก ชวนให้ผู้คนรู้สึกเหลือเชื่อ
จิตวิญญาณเจดีย์ไม่ได้อธิบายรายละเอียดใดๆ ฉินอี้ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขารู้ดีว่าบัดนี้ตนเองยังอ่อนแอเกินไป แม้แต่เจดีย์กลืนเทพชั้นที่สองก็ยังไม่อาจเปิดออกได้ การรู้เรื่องราวมากเกินไป กลับจะไม่เป็นผลดีต่อตนเอง
"สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องค้นหาความจริงให้จงได้" ฉินอี้ลอบสาบานในใจ
หลังจากนั้น
ภายใต้การชี้แนะของจิตวิญญาณเจดีย์ เขาก็เริ่มกลืนกินยาทะลวงจุดชีพจร
ทีละเม็ด ทีละเม็ด กลืนกินเข้าไปราวกับของไร้ราคา
ชั่วพริบตา
ฉินอี้ก็สามารถทะลวงจุดชีพจรไปได้ถึงหกร้อยจุด ซึ่งถือว่าเกินขีดจำกัดของระดับหลอมชีพจรไปแล้ว
ทว่า สำหรับเขาแล้ว จำเป็นต้องทะลวงให้ได้ถึงเจ็ดร้อยยี่สิบจุด
"กลืนกินต่อไป"
วิ้ง!
ยาทะลวงจุดชีพจรแต่ละเม็ด เมื่อกลืนกินเข้าไป ฤทธิ์ยาก็จะแผ่ซ่าน หลังจากผ่านการสกัดกรองจากสายเลือดกลืนเทพบรรพกาลแล้ว ก็จะหลั่งไหลไปรวมตัวกันที่บริเวณจุดชีพจรคู่ขนาน ตู้ม! จุดชีพจรก็จะถูกทะลวงในทันที
เป็นเช่นนี้ต่อไป
ใช้เวลาไปถึงสามวันเต็ม กลืนกินยาทะลวงจุดชีพจรไปนับหมื่นเม็ด ในที่สุดฉินอี้ก็สามารถทะลวงจุดชีพจรได้ครบเจ็ดร้อยยี่สิบจุด
ตู้ม!
เมื่อจุดชีพจรจุดสุดท้ายถูกทะลวง ฟ้าดินก็สั่นสะเทือน บนร่างของเขาเปล่งประกายแสงสีรุ้งเจิดจรัส
นับแต่โบราณกาลมา มีเพียงผู้ครอบครองสายเลือดกลืนเทพบรรพกาลเท่านั้น ที่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้
บนสายนภา ถึงกับบังเกิดนิมิตฟ้าดินขึ้นมา
ทว่า เจดีย์กลืนเทพได้ตัดขาดจากฟ้าดินภายนอก ผู้คนทั่วทั้งจักรวรรดิหลัวอวิ๋น แม้จะตื่นตะลึง ทว่าก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น จึงเป็นเหตุให้บังเกิดนิมิตฟ้าดินเช่นนี้
บรรดาขุมกำลังระดับสูงสุด ต่างพากันแหงนหน้ามองขึ้นไปบนสายนภา
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดจู่ๆ จึงบังเกิดนิมิตฟ้าดินขึ้นมาโดยไร้ลางบอกเหตุ?"
"หรือว่า สวรรค์ของจักรวรรดิหลัวอวิ๋นกำลังจะแปรเปลี่ยนไปแล้ว?"
"นิมิตปรากฏ อัจฉริยะวิถีกระบี่ระดับปีศาจถือกำเนิด จักรวรรดิหลัวอวิ๋นของเรา ปรากฏบุตรแห่งสวรรค์ขึ้นมาแล้ว"
"รีบไปตามหา ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด ก็ต้องหาบุตรแห่งสวรรค์ให้พบจงได้"
โลกของผู้ฝึกตนทั่วทั้งจักรวรรดิหลัวอวิ๋น เดือดพล่านขึ้นมาในฉับพลัน
ส่วนภายในเจดีย์กลืนเทพ ฉินอี้กลับมีท่าทีค่อนข้างสงบนิ่ง
ด้วยเหตุว่า เขาได้รับรู้มานานแล้ว ว่าสายเลือดของตน สามารถหล่อเลี้ยงจุดชีพจรคู่ขนานขึ้นมาได้
ฟู่!
จุดชีพจรทั้งเจ็ดร้อยยี่สิบจุดถูกเปิดออกทั้งหมด พลังการต่อสู้ของเขาเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยเท่า
ตู้ม!
เขาปล่อยหมัดออกไปหนึ่งหมัด ก็สามารถกระแทกพื้นจนเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ได้โดยตรง
พลังอันมหาศาลนี้ ทำให้แม้แต่ฉินอี้ก็ยังต้องตกตะลึง
"แข็งแกร่งยิ่งนัก!"
ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างกระบวนการทะลวงจุดชีพจร ระดับพลังของเขา ก็ได้บรรลุถึงระดับหลอมชีพจรระดับหกแล้วด้วย
ความเร็วในการฝึกฝนระดับนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
สำนักกระบี่สวรรค์
บรรดายอดฝีมือระดับสูง ต่างพากันแหงนหน้ามองขึ้นไปบนสายนภา
"ต้องเป็นหลิวเสวียนแน่ๆ เขาคือบุตรแห่งสวรรค์"
"ฮ่าฮ่าฮ่า สวรรค์คุ้มครองสำนักกระบี่สวรรค์ของเราแล้ว"
"นิมิตฟ้าดินบังเกิด ข้ามองเห็นกระบี่เล่มหนึ่งซ่อนอยู่ในนิมิตนั้นอย่างลางๆ นั่นหมายความว่า สำนักกระบี่สวรรค์ของเรา จะต้องมีอัจฉริยะวิถีกระบี่ระดับปีศาจถือกำเนิดขึ้นมาเป็นแน่"
บางคนก็เชื่อว่าเป็นหลิวเสวียนที่ก่อให้เกิดนิมิต บางคนก็เชื่อว่าเป็นสือลั่ว
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดนึกถึงฉินอี้เลยแม้แต่คนเดียว
(จบแล้ว)