- หน้าแรก
- กำเนิดเจดีย์กลืนเทพ สังหารล้างโคตรตระกูลทรยศ
- บทที่ 17 - โกงงั้นหรือ?
บทที่ 17 - โกงงั้นหรือ?
บทที่ 17 - โกงงั้นหรือ?
บทที่ 17 - โกงงั้นหรือ?
ในยามที่เจ้าสำนักไม่อยู่ รองเจ้าสำนักจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลกิจการทั้งหมดของสำนักกระบี่สวรรค์
เขาถึงกับปริปากเอง ว่าฉินอี้อาศัยกระบี่ไม้ที่ดูคล้ายกับอาวุธระดับปฐพีในการตุกติก เพื่อป้องกันแรงกระแทกจากปราณกระบี่บนบันไดสวรรค์วิถีกระบี่ จึงทำให้สามารถก้าวขึ้นสู่ขั้นที่เก้าสิบเก้าได้อย่างง่ายดาย
ผู้คนต่างก็กระจ่างแจ้ง พากันก่นด่าฉินอี้ ทั้งยังเอ่ยเยาะเย้ยผู้อาวุโสเจ็ดอีกด้วย
ผู้อาวุโสหกและผู้อาวุโสสามที่มักจะไม่ลงรอยกับผู้อาวุโสเจ็ดอยู่เสมอ ยิ่งฉวยโอกาสนี้ เรียกร้องให้รองเจ้าสำนัก ยกเลิกสิทธิ์ในการรับศิษย์ของผู้อาวุโสเจ็ดเสีย
"พวกเจ้า... มีหลักฐานอันใด?"
ใบหน้าของผู้อาวุโสเจ็ดบิดเบี้ยว ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เชื่อมั่น ว่าฉินอี้ไม่มีทางทุจริตอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ว่าการใช้อาวุธร้ายกาจ จะสามารถป้องกันแรงกระแทกจากปราณกระบี่บนบันไดสวรรค์วิถีกระบี่ได้
นี่มันตรรกะอันใดกัน?
"ผู้อาวุโสเจ็ด เจ้ายังจะปากแข็งอยู่อีกหรือ? กระบี่ไม้เล่มนั้น ต้องเป็นอาวุธระดับปฐพีอย่างแน่นอน" ผู้อาวุโสหกกล่าว "เจ้าคงไม่รู้กระมัง ว่าอาวุธระดับปฐพีนั้น แข็งแกร่งเพียงใด?"
ระดับของอาวุธนั้น แบ่งออกเป็น สวรรค์ ปฐพี เสวียน และเหลือง
ระดับต่ำที่สุดคืออาวุธระดับเหลือง รองลงมาคือระดับเสวียน จากนั้นก็คือระดับปฐพีและระดับสวรรค์
ขุมกำลังในโลกมนุษย์ทั่วไป โดยพื้นฐานแล้วมักจะใช้อาวุธระดับเหลือง ส่วนสำนักเซียนในแคว้นเจียงโจวอย่างสำนักกระบี่สวรรค์ บรรดาศิษย์มักจะใช้อาวุธระดับเสวียน
สำหรับอาวุธระดับปฐพีนั้น ทั่วทั้งสำนักกระบี่สวรรค์ ก็มีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
กระทั่งมีผู้ตั้งข้อสงสัย ว่ากระบี่ไม้ระดับปฐพีในมือของฉินอี้ อาจจะเป็นของที่ผู้อาวุโสเจ็ดมอบให้ เพื่อจุดประสงค์ให้เขาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของบันไดสวรรค์วิถีกระบี่
"นี่คือความอัปยศของสำนักกระบี่สวรรค์ของเรา"
ผู้อาวุโสสามส่ายหน้า
ผู้อาวุโสเจ็ดมีร้อยปากก็มิอาจแก้ตัวได้ สุดท้ายเขาก็มองไปยังรองเจ้าสำนักด้วยความสิ้นหวัง
รองเจ้าสำนักสะบัดแขนเสื้อ หันหลังเดินจากไป
ท่าทีของเขาบ่งบอกทุกอย่างแล้ว บรรดาผู้บริหารระดับสูงในสายของผู้อาวุโสสาม ต่างทิ้งคำพูดเย้ยหยันเอาไว้ ก่อนจะเดินจากไป
ส่วนบรรดาศิษย์ที่มุงดูอยู่ ก็พากันส่ายหน้า
เดิมทีคิดว่าจะปรากฏอัจฉริยะปีศาจขึ้นมาจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะทุจริต ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
ยอดเขากระบี่สวรรค์ที่เคยคึกคัก กลับกลายเป็นเงียบเหงาลงในทันตา
ผู้อาวุโสเจ็ดยืนนิ่งงันอยู่บนยอดเขา ภายในใจเต็มไปด้วยความเดือดดาล
และในขณะนั้นเอง
ฉินอี้ก็เดินลงมาจากบันไดสวรรค์วิถีกระบี่
ยังพอมองเห็นได้ลางๆ ว่าบนร่างของเขา มีอักขระวิถีกระบี่กะพริบไหวอยู่ชั้นหนึ่ง
ในพริบตาที่เขาเดินลงมาจากบันไดสวรรค์วิถีกระบี่
แสงสว่างบนบันไดสวรรค์วิถีกระบี่ ก็ค่อยๆ เลือนหายไป จนกระทั่งดับวูบลงอย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุด
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า
นี่คือความเคารพที่บันไดสวรรค์วิถีกระบี่ มีต่อเมล็ดพันธุ์กระบี่ก่อกำเนิด
นับจากนี้เป็นต้นไป
จะไม่มีผู้ใด สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อีกแล้ว!
"ผู้อาวุโสเจ็ด ท่านเป็นอันใดไปหรือ?" ฉินอี้เห็นท่าทีของผู้อาวุโสเจ็ด จึงรีบเอ่ยถาม
ผู้อาวุโสเจ็ดจ้องมองฉินอี้เขม็ง แล้วเอ่ยถาม "พวกเขากล่าวหาว่าเจ้าทุจริต อาศัยกระบี่ไม้ระดับปฐพี จึงสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของบันไดสวรรค์วิถีกระบี่ได้ เจ้าคิดเห็นเช่นไร?"
เมื่อฉินอี้ได้ยินดังนั้น ก็อึ้งไปเล็กน้อย
"ทุจริตงั้นหรือ?"
เขานึกขบขันยิ่งนัก
ทว่า เมื่อเห็นสีหน้าของผู้อาวุโสเจ็ด เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ข้าฉินอี้ ไม่เคยทุจริตผู้ใด"
"ดี มีคำพูดของเจ้าประโยคนี้ ก็เพียงพอแล้ว"
ผู้อาวุโสเจ็ดตบไหล่เขาเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "พวกเขาปักใจเชื่อว่าเจ้าทุจริต ดังนั้นสถิติของเจ้าจึงถูกยกเลิก รางวัลจากการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ไม่มีแล้วเช่นกัน แต่ไม่เป็นไร ข้าจะหาทางทวงคืนทรัพยากรการฝึกตนมาให้เจ้าเอง เจ้าจงตั้งใจฝึกฝนให้ดีก็พอ"
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสเจ็ดขอรับ"
ฉินอี้อ้าปากค้าง หลายครั้งที่เขาอยากจะบอกเรื่องที่ตนครอบครองเมล็ดพันธุ์กระบี่ก่อกำเนิดให้ผู้อาวุโสเจ็ดได้รับรู้
แต่สุดท้าย เขาก็เลือกที่จะไม่ปริปาก
เมล็ดพันธุ์กระบี่ก่อกำเนิดคือของวิเศษศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีกระบี่
หากแพร่งพรายออกไป ทั่วทั้งทวีปซีหยางจะต้องเกิดพายุเลือดคาวปลาเป็นแน่
ผู้อาวุโสเจ็ดพาฉินอี้ มายังเขตที่พักของศิษย์สายนอก
"ศิษย์สายนอกไม่มีเรือนพักส่วนตัว ต้องพักร่วมกันสองคน" ขณะที่ผู้อาวุโสเจ็ดกำลังเอ่ยอยู่นั้น บุรุษร่างอ้วนตุ๊ต๊ะผู้หนึ่ง ก็เดินยิ้มร่าเข้ามา
"เสี่ยวผัง เขาชื่อฉินอี้ ต่อไปจะพักอยู่เรือนเดียวกับเจ้า ฝากเจ้าดูแลเขาด้วย" ผู้อาวุโสเจ็ดแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน
บุรุษอ้วนผู้นี้มีนามว่าเซียวผัง ผู้คนมักจะเรียกเขาตามเสียงพ้อง
เรียกไปเรียกมา กลับลืมเลือนชื่อจริงของเขาไปเสียสนิท เรียกเขาว่าเสี่ยวผังแทน
"ยินดีต้อนรับ" เสี่ยวผังเป็นคนอัธยาศัยดี เขาพาฉินอี้ไปแนะนำสถานที่ต่างๆ อย่างกระตือรือร้น
หลังจากผู้อาวุโสเจ็ดจัดการเรื่องที่พักให้ฉินอี้เรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบจากไปอย่างฉับไว
"น้องฉินอี้ เจ้าเพิ่งมาใหม่ อาจจะยังไม่รู้กฎระเบียบของสำนักกระบี่สวรรค์ ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังเอง"
เสี่ยวผังเอ่ยอย่างมีน้ำใจ
สำนักกระบี่สวรรค์ในฐานะหนึ่งในสองสำนักเซียนแห่งแคว้นเจียงโจว มีศิษย์นับหมื่นคน
แค่ศิษย์สายนอก ก็มีมากกว่าเก้าพันคนแล้ว การแข่งขันจึงดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง
ในการประลองศิษย์สายนอกประจำปี จะมีเพียงสามอันดับแรกเท่านั้น ที่จะได้เลื่อนขั้นเข้าสู่ฝ่ายใน
ทรัพยากรการฝึกตนของฝ่ายใน มีมากกว่าฝ่ายนอกหลายเท่านัก
สายนอกมีสถานที่ฝึกฝนหลักอยู่สามแห่ง ได้แก่ เจดีย์กระบี่ เจดีย์โลหิต และเจดีย์สงคราม
เจดีย์กระบี่ เป็นสถานที่สำหรับควบแน่นเจตจำนงกระบี่โดยเฉพาะ ใช้เจตจำนงกระบี่นับหมื่นสายเพื่อขัดเกลาตนเอง บ่อยครั้งที่มักจะมีศิษย์สามารถรู้แจ้งเจตจำนงกระบี่ได้จากที่นั่น
เจดีย์โลหิต เป็นสถานที่สำหรับยกระดับสายเลือด แม้ว่าสำนักกระบี่สวรรค์จะเป็นสำนักวิถีกระบี่ เน้นการฝึกฝนวิถีกระบี่เป็นหลัก ทว่าสายเลือดก็มีความสำคัญเช่นกัน
สายเลือดที่แข็งแกร่ง มักจะช่วยยกระดับขีดจำกัดของผู้ฝึกกระบี่ได้
ส่วนสถานที่แห่งสุดท้าย เจดีย์สงคราม เป็นสถานที่สำหรับขัดเกลาทักษะการต่อสู้ของบรรดาศิษย์โดยเฉพาะ
"เจดีย์ทั้งสามแห่งงั้นหรือ?" ฉินอี้เอ่ยถามอย่างสนใจ
เสี่ยวผังตอบว่า "น้องฉินอี้ เจ้าเพิ่งมาใหม่ อย่าเพิ่งคิดจะไปเจดีย์ทั้งสามแห่งเลย เป้าหมายแรกของเจ้าคือการหาเงิน..."
ด้วยเหตุว่า หากต้องการจะเข้าไปฝึกฝนในเจดีย์ทั้งสามแห่ง จำเป็นต้องจ่ายศิลาวิญญาณจำนวนมาก
ศิลาวิญญาณคือสิ่งแลกเปลี่ยนหลักในโลกของผู้ฝึกตน
"เจ้ามีศิลาวิญญาณหรือไม่?" เสี่ยวผังเอ่ยถาม
ฉินอี้ส่ายหน้า
"ถ้าเช่นนั้น เจ้าสามารถไปรับภารกิจที่หอภารกิจ เพื่อหาศิลาวิญญาณได้ แน่นอนว่าเจ้าสามารถไปประลองบนลานประลองที่เจดีย์สงครามได้เช่นกัน แต่ข้าไม่แนะนำให้เจ้าไปหรอก" เสี่ยวผังอธิบายยืดยาว ก่อนจะโยนคู่มือข้อควรระวังสำหรับศิษย์สายนอกให้ฉินอี้เล่มหนึ่ง แล้วปลีกตัวไปฝึกฝน
ฉินอี้เปิดคู่มือออกอ่าน
"หึ เจ้าพวกโง่เขลา มีเมล็ดพันธุ์กระบี่ก่อกำเนิดอยู่ในครอบครอง แค่ก้าวขึ้นบันไดสวรรค์วิถีกระบี่ขยะๆ นั่น ยังต้องพึ่งพิงการทุจริตอีกหรือ?" จิตวิญญาณเจดีย์เอ่ยอย่างดูแคลน
ฉินอี้ฉีกยิ้ม มิได้กล่าวสิ่งใด
ในพริบตาที่ชีพจรสวรรค์ของเขาถูกควักออกไป เขาก็ตระหนักถึงสัจธรรมข้อหนึ่งได้
นั่นคือ อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ไพ่ตายทั้งหมดของตนเด็ดขาด
หาไม่แล้ว ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่ง อาจจะมีผู้หวังปองร้ายเอาได้
…………
สำนักกระบี่สวรรค์ ฝ่ายใน หอแลกเปลี่ยน
ผู้อาวุโสเจ็ดจ้องมองผู้อาวุโสผู้คุมหอ
ฝ่ายหลังกำลังลูบคลำหยกก้อนหนึ่งในมือ ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ผู้อาวุโสเจ็ด ท่านหมายความว่าเช่นไร?"
"หยกก้อนนี้ สามารถแลกเปลี่ยนเป็นคะแนนสามแสนคะแนนได้หรือไม่?" ผู้อาวุโสเจ็ดเอ่ยถาม
ผู้อาวุโสผู้คุมหอส่ายหน้า "หยกก้อนนี้ แม้จะแฝงไปด้วยเศษเสี้ยวเจตจำนงกระบี่ ทว่ามูลค่าของมันไม่ได้สูงถึงเพียงนั้น อย่างมากก็แลกได้แค่สองแสนคะแนนเท่านั้น"
"ตกลง" ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าว
ผู้อาวุโสผู้คุมหอนึกงุนงงยิ่งนัก "ผู้อาวุโสเจ็ด ก่อนหน้านี้มีคนมากมายมาขอซื้อหยกก้อนนี้จากท่าน แต่ท่านก็ไม่ยอมขาย เหตุใดตอนนี้จึงนำมาแลกเปลี่ยนเป็นคะแนนเล่า?"
แม้ว่าคะแนนสองแสนคะแนนจะมากมาย ทว่าสำหรับบรรดาผู้อาวุโสแล้ว ย่อมสามารถหามาได้อย่างง่ายดาย
ผู้อาวุโสเจ็ดนิ่งเงียบไม่ปริปาก
ผู้อาวุโสผู้คุมหอขมวดคิ้ว คล้ายกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "ท่านคงไม่ได้ตั้งใจจะนำคะแนนเหล่านี้ ไปมอบให้กับศิษย์ที่ท่านเพิ่งรับเข้ามาหรอกนะ?"
"ใช่แล้ว" ผู้อาวุโสเจ็ดตอบ
"ท่าน... ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือไร ทำเพื่อศิษย์ใหม่เพียงคนเดียว มันคุ้มค่าแล้วหรือ? อีกอย่าง ข้าได้ยินมาว่า เขาทุจริตในการทดสอบก้าวขึ้นบันไดสวรรค์วิถีกระบี่ ท่าน..." ผู้อาวุโสผู้คุมหอพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ
ทว่า
ประโยคถัดมาของผู้อาวุโสเจ็ด กลับทำให้ผู้อาวุโสผู้คุมหอถึงกับชะงักงันไป
"เขาคือบุตรชายของฉินเทียนเป้า"
(จบแล้ว)