เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9: ความปรารถนาที่จะครอบครอง

บทที่ 9: ความปรารถนาที่จะครอบครอง

บทที่ 9: ความปรารถนาที่จะครอบครอง


กลิ่นอายและเศษเสี้ยวข้อมูลเปรียบดั่งหยาดพิรุณชโลมใจที่โปรยปรายลงมาถูกกาลเทศะ นางค่อยๆ ซึมซับและกลั่นกรองมันอย่างช้าๆ แม้มิอาจช่วงชิงขุมพลังหรือความทรงจำของอีกฝ่ายมาได้ ทว่าความรู้แจ้งของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่มีต่อพลังลมปราณธาตุไม้ ตลอดจนความเข้าใจอันลึกซึ้งใน "คัมภีร์ปฐมบทแห่งพฤกษา" และวิชาพื้นฐานอื่นๆ กำลังแปรสภาพเป็น "หยาดน้ำทิพย์" ไร้รูป คอยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของนทีและพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของเรือนร่างนี้

นางสัมผัสได้ชัดเจนว่าการควบคุมกระแสลมปราณของตนเองดูลื่นไหลไร้รอยตะเข็บยิ่งขึ้น ทั้งยังบรรลุความเข้าใจใหม่ๆ ในจุดที่เคยคลุมเครือจากการสดับฟังธรรมเมื่อคราก่อน

ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือนางได้พิสูจน์ข้อสมมติฐานอันน่าสะพรึงกลัวประการหนึ่ง—เงื่อนไขกระตุ้นพรสวรรค์ 'พรสวรรค์สวมรอย' อาจมิได้มีเพียง 'ความอ่อนแอ' และ 'ความยินยอมพร้อมใจ' เท่านั้น ทว่า 'การชี้นำทางจิต' อันแรงกล้า และ 'ความปรารถนาในการสัมผัสเรือนร่าง' ในระยะประชิดยามที่อีกฝ่ายไร้ซึ่งการระแวดระวัง ก็สามารถก่อกำเนิดช่องโหว่ได้ในชั่วพริบตาเช่นกัน!

ความรู้สึกหวั่นระทึกที่เจือปนด้วยความหวาดกลัวและสิ่งเย้ายวนใจอันมหาศาล แล่นปราดขึ้นมาตามแนวสันหลัง

นางก้มหน้าลงพินิจมองสองมือของตน—สองมืออันเรียวบางของอิสตรีที่นางเริ่มจะคุ้นชินมากขึ้นทุกขณะ—แล้วมุมปากก็พลันหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ อันเร้นลับอย่างไม่อาจห้ามใจ

ในรอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นและความเจ้าเล่ห์เพทุบายอันเป็นสัญชาตญาณของนักล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่นทีผู้ขลาดเขลาไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต

"ขุมพลัง... ภูมิปัญญา... ที่แท้ก็สามารถช่วงชิงมาได้ด้วยวิธีนี้เองหรือ..." นางพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินเพียงผู้เดียว นัยน์ตาทั้งสองข้างค่อยๆ ทอประกายลึกล้ำยากจะหยั่งถึง

เมื่อกลับมาถึงเรือนพักศิษย์อันเรียบง่ายที่ได้รับจัดสรร 'ชิงจือ' ก็ลงดาลประตูแล้วเร่งบำเพ็ญเพียรในทันที 'หยาดน้ำทิพย์' เพียงน้อยนิดที่ซึมซับมาจากผู้อาวุโสซุนกลับสำแดงสรรพคุณอย่างใหญ่หลวง ระดับการบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมรวมลมปราณระดับสองที่เคยติดขัดหยุดนิ่งมาเนิ่นนาน บัดนี้กลับปรากฏเค้าลางของการทะลวงผ่าน

นางดำดิ่งสู่ห้วงแห่งการหลอมรวมพลังจนกระทั่งรัตติกาลล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัด

จู่ๆ เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังแว่วขึ้น

'ชิงจือ' รีบเก็บซ่อนกลิ่นอายพลังอย่างรวดเร็ว สีหน้าแววตากลับคืนสู่ความสงบนิ่งดังเช่นปกติ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นไปเปิดประตู

ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องนอกคือศิลา ใบหน้าของเขาฉายแววอิดโรยเล็กน้อย ทว่านัยน์ตากลับทอประกายเจิดจ้า

"พี่ศิลา" 'ชิงจือ' เอี้ยวตัวหลีกทางให้เขาก้าวเข้ามา อากัปกิริยาของนางนั้นดูเป็นธรรมชาติและพลิ้วไหว แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนละมุนละไมอันเป็นเอกลักษณ์ของอิสตรี

ศิลาเดินเข้ามาภายในห้องแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียงหินทันที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เริ่มมีความคืบหน้าบ้างแล้ว" เขาล้วงเอา 'แผ่นยันต์สัมผัสพลังวิญญาณ' แบบหยาบๆ พร้อมกับชิ้นส่วนกระจุ๊กกระจิ๊กหลายชิ้นที่ดูคล้ายกลไกกับดักออกมา "หากมีของพวกนี้ เราอาจจะสามารถรู้ล่วงหน้าถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาได้ แล้วทางฝั่งเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

'ชิงจือ' รับแผ่นยันต์ชิ้นนั้นมาถือไว้ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความผันผวนของคลื่นพลังลมปราณอันแผ่วเบา ประกายแห่งความประหลาดใจพาดผ่านนัยน์ตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกพึ่งพิงอันลึกซึ้ง และ... ร่องรอยแห่งความพึงพอใจอันยากจะอธิบาย เห็นไหมล่ะ พี่ศิลามักจะมีหนทางรับมืออยู่เสมอ

นางถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ลานบรรยายธรรมเมื่อช่วงกลางวันให้เขาฟัง โดยจงใจละเว้นช่วงเวลาอันตรายที่นางเสี่ยงใช้ 'คมมีดสลัดคราบ' เพื่อหยั่งเชิงอีกฝ่าย นางอ้างเพียงว่าได้รับคำชี้แนะจากผู้อาวุโสซุนจนระดับการบำเพ็ญเพียรก้าวหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงนั้นช่างอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความปีติที่อยากจะแบ่งปัน

ศิลามิได้เคลือบแคลงสงสัยสิ่งใด เขาพยักหน้าอย่างโล่งใจ "เช่นนั้นก็ดีแล้ว อีกสิบวันจะถึงวาระการประลองย่อยของสำนัก นี่แหละคือโอกาสทองของพวกเรา เราต้องเร่งเตรียมตัวให้พร้อม"

"อื้ม ฉันเชื่อฟังคำของพี่ศิลาทุกอย่าง" 'ชิงจือ' รับคำอย่างว่าง่าย นางเดินอ้อมไปเบื้องหลังของศิลา เอื้อมมือออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ อาศัยเรียวนิ้วที่ครอบครองความอ่อนนุ่มละมุนละไมอันเป็นเอกลักษณ์ของอิสตรี ผสานกับไอเย็นเยียบจากกระแสลมปราณ คลึงนวดคลายความตึงเครียดบริเวณขมับให้แก่ชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา หลังจากที่เขาต้องตรากตรำทำงานหนักและเค้นสมองคิดคำนวณมาอย่างยาวนาน

เรือนร่างของศิลาเกร็งสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย การกระทำเช่นนี้... ออกจะใกล้ชิดสนิทสนมจนเกินพอดี

ทว่าความผ่อนคลายที่ส่งผ่านปลายนิ้ว ประกอบกับฤทธิ์ของลมปราณที่ช่วยปลอบประโลมให้ชุ่มชื่นหัวใจ ทำให้เขามิอาจเอ่ยปฏิเสธออกไปได้ในทันที ชายหนุ่มหลับตาลงและเอ่ยเสียงแผ่ว "เจ้านที... ไม่เห็นต้องลำบาก..."

"พี่ศิลาเหนื่อยมามากแล้ว" 'ชิงจือ' เอ่ยขัดจังหวะ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความดื้อดึงที่ไม่อาจขัดขืน "เมื่อก่อน... ฉันช่วยเหลืออะไรพี่ไม่ได้เลย ตอนนี้ อย่างน้อยก็ขอให้ฉันได้ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้เถอะนะ"

ท่วงท่าการนวดของนางนั้นขาดความชำนาญทว่าเปี่ยมไปด้วยความใส่ใจ พลังลมปราณธาตุไม้ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณอันเหนื่อยล้าของศิลาอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางความมืดมิด นางจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของศิลาที่กำลังหลับตาพริ้มอย่างผ่อนคลายด้วยแววตาอันซับซ้อนสุดแสน ในนั้นอัดแน่นไปด้วยความห่วงใย ความปรารถนาที่จะพึ่งพิง ความหวงแหนปกป้องจนแทบจะกลายเป็นความหวาดระแวง ซ้ำยังเจือปนไปด้วยร่องรอยแห่ง... ความอ่อนโยนและความปรารถนาที่จะครอบครองเยี่ยงสตรีเพศที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ซึ่งแม้แต่ตัวนางเองก็ยังมิอาจทำความเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้

ศิลานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะครางรับในลำคอเบาๆ "อืม" ถือเป็นการยอมรับน้ำใจในครั้งนี้

ห้องหินแคบๆ ตกสู่ความเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบาของคนทั้งสอง ฝ่ายหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับห้วงเวลาแห่งความผ่อนคลายที่หาได้ยากยิ่ง ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังลิ้มรสชาติอันหอมหวานของความใกล้ชิดและการเป็น "ผู้ให้"

ภายใต้เรือนร่างและรูปโฉมของ 'ชิงจือ' ตัวตนของนทีกำลังเติบโตและแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคาดคิด เขากำลังลื่นไถลลงสู่วิถีทางอันเร้นลับที่ซึ่งแสงสว่างและความมืดมิดร้อยรัดพันเกี่ยวเข้าด้วยกันอย่างเงียบเชียบ และที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนของเขาก็คือ... ชายหนุ่มเบื้องหน้าที่ไร้ซึ่งการระแวดระวังภัยจากเขาโดยสิ้นเชิงผู้นี้

เรียวนิ้วของนางนวดคลึงด้วยน้ำหนักที่อ่อนโยนลงยิ่งกว่าเดิม คล้ายกับปรารถนาจะหลอมรวมทุกหยาดหยดของตนเองให้ซึมซาบเข้าไปในกายของเขา...

จบบทที่ บทที่ 9: ความปรารถนาที่จะครอบครอง

คัดลอกลิงก์แล้ว