- หน้าแรก
- ลิขิตรักมารดา ยุค เจ็ดศูนย์
- บทที่ 15 : ไอ้แก่ตัณหากลับ
บทที่ 15 : ไอ้แก่ตัณหากลับ
บทที่ 15 : ไอ้แก่ตัณหากลับ
เวินหนวนทำอาหารสี่อย่าง และทุกอย่างก็ถูกกินจนเกลี้ยงเกลา ไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำแกงสักหยด จานชามทุกใบสะอาดสะอ้านยิ่งกว่าผิวหน้าเสียอีก พอทานข้าวเสร็จ เสียงระฆังส่งสัญญาณเริ่มงานภาคบ่ายก็ดังขึ้นทันที เวินหนวนค่อนข้างนึกอยากรู้อยากเห็นว่าการทำงานในระบบนารวมของส่วนรวมนั้นเป็นอย่างไร ทว่าเหมียวชุนหลานกลับเอ่ยปากห้ามหล่อนไว้ทันทีที่เห็นหล่อนขยับตัว
“หนวนหนวน ลูกพักผ่อนให้เต็มที่อยู่ที่บ้านเถอะ แม่จะให้ชิงเหออยู่เป็นเพื่อนลูก มีเรื่องอะไรขึ้นมาเขาจะได้วิ่งเร็ว ๆ ไปบอกแม่กับพี่ชายลูกได้ แล้วก็ช่วยดูแลพ่อเขาด้วยนะลูก” หลังจากเหมียวชุนหลานสั่งความเสร็จ เวินเส้าหนิงก็สะพายจอบออกไปทำงานพร้อมกับมารดา
"ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนแม่กับพี่รองด้วยนะจ๊ะ เย็นนี้ฉันจะทำซุปปลาให้ทานกัน" เมื่อได้ยินคำสัญญาของเวินหนวน เวินเส้าหนิงก็ยิ่งมีกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที พอคิดว่าวันพรุ่งนี้กู้เหยียนโจวจะมารับตัวน้องสาวไป เขาก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน น้องสาวของเขายังเด็กนัก แต่งงานออกเรือนไปตอนนี้จะไปมีอะไรดี?
หลังจากส่งเหมียวชุนหลานและเวินเส้าหนิงออกไปแล้ว เวินหนวนก็ไม่ได้อยู่เฉย หล่อนวางแผนไว้ตอนแรกว่าจะทำถั่วเหลืองคั่วกับถั่วลิสงคั่วพริกเกลือ แต่ในเมื่อตอนนี้ห้องครัวแห่งดวงดาวเปิดใช้งานแล้ว และมีเครื่องมือในครัวที่ทันสมัยครบครัน หล่อนจึงคิดว่าจะใช้เครื่องบดมาบดผงถั่วเหลืองเสียหน่อย ผงถั่วเหลืองที่ผ่านการคั่วสุกแล้วจะไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวของถั่ว และยังมีคุณค่าทางอาหารสูงมากอีกด้วย
"พี่สาว ให้ฉันช่วยล้างนะ" เวินชิงเหอกับเวินหนวนช่วยกันล้างทำความสะอาดเมล็ดถั่วเหลือง จากนั้นก็นำไปเกลี่ยใส่กระด้งเพื่อตากแดดให้แห้ง แม้ว่าในห้องครัวแห่งดวงดาวจะมีโถบดไฟฟ้า แต่เรื่องบางเรื่องก็จำเป็นต้องทำบังหน้าให้คนภายนอกเห็น "ชิงเหอ เธอรู้ไหมว่าบ้านไหนมีครกหินบ้าง? เดี๋ยวพี่อยากจะยืมมาตำผงถั่วเหลืองหน่อย"
“พี่สาว ที่บ้านเราก็มีแป้งถั่วเหลืองนะ บางทีแม่ก็เอามานวดทำบะหมี่ แต่รสชาติมันเหม็นเขียวถั่วดิบ ไม่อร่อยเลยสักนิด พี่จะลำบากบดไอ้ของพรรค์นั้นไปทำไมกัน?” ทันทีที่เวินชิ่งเหอพูดจบ เขาก็เห็นเวินหนวนหัวเราะออกมา เวินหนวนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวล้านเลี่ยนของเวินชิงเหอเบา ๆ "ชิงเหอ ที่เธอพูดถึงน่ะมันแป้งถั่วดิบ ไม่เหมือนกับผงถั่วเหลืองที่พี่กำลังจะทำหรอกนะ ผงถั่วเหลืองของพี่ต้องเอาถั่วไปคั่วให้สุกจนหอมก่อนแล้วค่อยเอามาบดเป็นผง เวลาจะกินก็แค่ชงกับน้ำเดือด รสชาติจะไม่เหม็นเขียวเลยสักนิด แต่จะมีกลิ่นหอมหวนของถั่วเหลืองโชยมาแทน" และที่สำคัญที่สุดคือมันมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ถั่วเหลืองก็ราคาไม่แพง ทุกคนในบ้านจะได้มีดื่มกัน
"มันชงน้ำดื่มได้จริงๆ เหรอพี่? แล้วไม่เหม็นเขียวจริงใช่ไหม? แถวบ้านหัวหน้าหมู่บ้านมีครกหินตั้งอยู่ตัวหนึ่งครับพี่สาว พวกเราจะไปตำถั่วกันตอนไหนดี?" เวินชิงเหอแทบจะรอไม่ไหวแล้ว! เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเวินชิงเหอ เวินหนวนก็ยิ้มพลางเย้า "มีส่วนของเธออยู่แล้วล่ะ เดี๋ยวพี่จะเปิดอาหารกระป๋องให้กินด้วยดีไหม?"
"ไม่เอาหรอก!" เขาอยากลิ้มรสผงถั่วเหลืองชงมากกว่ากินอาหารกระป๋องเสียอีก เวินหนวนยิ้มอย่างอ่อนใจ หล่อนมัวแต่ยุ่งจนเกือบจะลืมเรื่องสำคัญที่ตั้งใจไว้ไปเสียสนิท
"ชิงเหอ ในหมู่บ้านของเรามีพวกยุวปัญญาชนมาอยู่เยอะไหม? พี่ได้ยินมาว่ายุวปัญญาชนพวกนั้นมาจากในเมืองและมีความรู้กันทั้งนั้นเลย พวกเขาอัธยาศัยดีคบหาง่ายไหม? ถ้าพี่อยากจะไปขอยืมหนังสือมาอ่านสักเล่ม พวกเขาจะยอมให้ยืมไหมนะ?" เวินหนวนไม่รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของต้วนฟางหงเป็นอย่างไรบ้าง และหล่อนก็ไม่อยากเอ่ยชื่อถามตรง ๆ การอ้างเรื่องขอยืมหนังสือมาเรียนต่อจึงเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด เวินชิงเหอขมวดคิ้วมุ่นทันที
"พี่สาว ถ้าพี่อยากเรียนหนังสือก็ให้พี่รองสอนสิ ถ้าปีก่อนนู้นมีการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา พี่รองก็ได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยไปแล้ว ยุวปัญญาชนในหมู่บ้านเรามีแต่ผู้ชายทั้งนั้น ถ้าพี่ข้ามหน้าข้ามตาไปขอยืมหนังสือจากพวกเขา พวกผู้หญิงขี้ปากจัดในหมู่บ้านได้เอาพี่ไปนินทาจนสนุกปากแน่"
เวินหนวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ทำไมถึงมีแต่ยุวปัญญาชนชายล่ะ? ไม่มีผู้หญิงเลยเหรอ?" หรือว่าต้วนฟางหงจะถูกหร่วนเฉียงลงมือฆ่าปิดปากไปแล้วจริงๆ?
"พี่สาว ฉันแอบได้ยินชาวบ้านคุยกันว่า เมื่อสี่ปีก่อนมียุวปัญญาชนหญิงหน้าตาสะสวยสองคนพากันขึ้นเขาไปเก็บเห็ด แล้วก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ลุงหัวหน้าหมู่บ้านเกณฑ์คนทั้งหมู่บ้านพลิกแผ่นดินหาบนเขาก็ไม่เจออะไรเลย เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบใหญ่หลวงมากในตอนนั้น ถึงขั้นทำให้พวกผู้นำในตัวเมืองเต้นผาง ครอบครัวของยุวปัญญาชนหญิงทั้งสองคนก็เดินทางมาตามหาที่หมู่บ้านของเราด้วย เห็นว่าในเวลาต่อมามีการพบเศษกระดูกมนุษย์บนเขา คาดว่าเป็นร่องรอยที่ฝูงหมาป่ารุมทึ้งหลงเหลือไว้ ทว่ากลับไม่พบเสื้อผ้าของยุวปัญญาชนหญิงทั้งสองคนเลย จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นพวกเธอจริงหรือไม่ หลังจากนั้นทางคอมมูนจึงสั่งย้ายยุวปัญญาชนหญิงที่เหลือไปอยู่หมู่บ้านอื่นจนหมด และไม่มีส่งยุวปัญญาชนมาที่หมู่บ้านเราอีกเลย ทุกวันนี้ก็ยังหาตัวยุวปัญญาชนหญิงสองคนนั้นไม่พบ ชาวบ้านหลายคนต่างพากันพูดว่า พวกหล่อนคงจะหนีตามผู้ชายไปแล้วมากกว่า..."
เมื่อได้ยินดังนั้น เวินหนวนก็ขมวดคิ้วแน่น "ชิงเหอ เธอรู้ไหมว่ายุวปัญญาชนหญิงสองคนนั้นชื่ออะไรกันบ้าง? พี่ไม่คิดว่าพวกเธอจะหนีตามใครไปหรอกนะ ถ้าไม่มีหนังสือรับรองจากหัวหน้าหมู่บ้าน พวกเธอจะไปขึ้นรถหรือเข้าพักที่ไหนได้ มันก็เหมือนคนเถื่อนหลบหนีเมืองนั่นแหละ อีกอย่างพวกเธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สองคนเองนะ" หล่อนต้องการจะพิสูจน์ให้แน่ใจว่าหนึ่งในสองคนนั้นมีชื่อของต้วนฟางหงอยู่หรือไม่
เวินชิงเหอคิดตามแล้วรู้สึกว่าพี่สาวพูดมีเหตุผล "ฉันรู้! คนหนึ่งชื่อต้วนฟางหง ส่วนอีกคนชื่อเหอลี่เจวียน"
เวินหนวนผุดลุกขึ้นยืนขวับทันที! ต้วนฟางหงก็คือยุวปัญญาชนหญิงคนที่ร่างเดิมบังเอิญไปเห็นตอนที่ถูกหร่วนเฉียงล่วงละเมิดทางเพศนั่นเอง เวลาล่วงเลยผ่านไปตั้งสี่ปีแล้ว ไม่รู้ว่ายุวปัญญาชนหญิงสองคนนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ต่อให้ยังไม่ตาย สภาพความเป็นอยู่ก็คงจะเหมือนตายทั้งเป็น หร่วนเฉียง ไอ้แก่ตัณหากลับนั่น! หล่อนต้องลากคอไอ้แก่ตัณหากลับนี่มารับโทษตามกฎหมายให้ได้ การปล่อยให้มีงูพิษร้ายกาจเช่นนี้คอยจับตาดูพวกหล่อนอยู่รอบตัวมันไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด! หล่อนทุบกำปั้นลงบนโต๊ะดังปัง
"พี่สาว เป็นอะไรไปน่ะ? เจ็บมือไหม?" เวินชิงเหอเอ่ยถามด้วยความตกใจ พลางรีบคว้ามือของเวินหนวนมาตรวจดูด้วยความเป็นห่วง
เวินหนวนถอนหายใจยาว: "พี่โกรธน่ะ! ต้วนฟางหงคนนั้น..." ยุวปัญญาชนต้วนเป็นสหายที่ดีมาก ตอนที่พี่ร่างกายอ่อนแอไม่มีแรง เธอยังเคยช่วยพี่แบกฟางข้าวไปให้วัวกินอยู่เลย พอมาได้ยินข่าวว่าเธอหายตัวไปกะทันหันแบบนี้พี่เลยใจหาย แล้วยิ่งได้ยินเธอพูดว่าชาวบ้านเอาเรื่องเธอไปพูดจาเข้าใจผิด ๆ แย่ ๆ แบบนั้น พี่ก็ยิ่งโกรธ!
"พี่สาว อย่าเสียใจไปเลยนะ" เวินชิงเหอไม่รู้ว่าจะปลอบใจเวินหนวนอย่างไรดี
เวินหนวนพยักหน้ารับและพยายามนึกทบทวนถึงข้อมูลในอดีตที่หล่อนเคยอ่านผ่านตา พวกแก่ตัณหากลับโรคจิตมักจะชอบกักขังคนไว้ในห้องใต้ดินที่มืดมิดหรือห้องลับใต้บ้าน การจะลากตัวหร่วนเฉียงมาลงโทษได้ หล่อนจำเป็นต้องหาหลักฐานให้แน่ชัด หากยุวปัญญาชนหญิงสองคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ พวกเธอก็คือพยานบุคคลที่สำคัญที่สุด
"ชิงเหอ พี่เคยอ่านเจอในหนังสือว่าพวกคนรวยในสมัยก่อนชอบสร้างห้องใต้ดินไว้ในบ้าน โดยเฉพาะในหน้าหนาวจะเอาไว้เก็บพวกผักสดตั้งเยอะแยะ ว่าแต่ในหมู่บ้านของเรามีบ้านไหนที่มีห้องใต้ดินบ้างไหม?"
เวินชิงเหอคิดว่าพี่สาวของตนช่างนึกสงสัยไปเสียทุกเรื่อง ครอบครัวชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ไหนจะมีปัญญาเงินทองไปสร้างห้องใต้ดินกัน "พี่สาว บ้านของท่านเศรษฐีเฉินในหมู่บ้านเรามีห้องใต้ดินนะพี่! แต่บ้านหลังนั้นผีดุจะตาย ชาวบ้านล่ำลือกันว่าเมียกับแม่ของท่านเศรษฐีเฉินผูกคอตายในบ้านหลังนั้น ลิ้นงี้ยาวจุกปากเลยล่ะ! ข้าวของในบ้านก็ถูกทุบทำลายจนพังยับเยิน ตอนนี้ทั้งทรุดโทรมทั้งร้าง แล้วทุก ๆ คืนก็จะมีเสียงผู้หญิงร้องไห้โหยหวนดังออกมาโหย ๆ น่ากลัวจะตายไป!"
เวินหนวนรู้สึกว่าหล่อนต้องหาโอกาสไปสืบดูที่บ้านหลังนั้นให้ได้ ทันใดนั้น เวินหนวนก็แว่วเสียงความเคลื่อนไหวขยับตัวดังมาจากในห้องนอน หล่อนจึงรีบสาวเท้าวิ่งเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วที่สุด เวินเจี้ยนเฉิงฟื้นแล้ว! "พ่อคะ อย่าเพิ่งรีบลุกขึ้นมาเลยค่ะ เดี๋ยวหนูไปชงนมมอลต์ร้อน ๆ มาให้ดื่มสักชามนะคะ!"
เวินหนวนพูดพลางรีบเดินไปประคองชามนมมอลต์สกัดรสเข้มข้นที่เตรียมไว้เข้ามาทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เวินเจี้ยนเฉิงได้เอ่ยปากปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย
“หนวนหนวน ลูกดื่มนมมอลต์นี่เถอะ พ่อดื่มน้ำเปล่าก็พอแล้ว” เวินเจี้ยนเฉิงรู้ดีว่านมมอลต์นี่เป็นของขวัญที่ตระกูลกู้มอบให้ และการที่คนแก่อย่างเขาจะดื่มมันเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด คำพูดของโจวฉิ่นนั้นแม้จะทิ่มแทงใจดำแต่ก็เป็นความจริงทุกประการ ตัวเขาไม่มีปัญญาทำอะไรได้นอกจากอยู่บ้านกินข้าวไปวัน ๆ สู้ปล่อยให้ตัวเองตาย ๆ ไปเสียยังจะดีกว่า เวินหนวนสังเกตเห็นแววตาของเวินเจี้ยนเฉิงที่ดูหม่นแสงและไร้ชีวิตชีวา หล่อนนึกเกลียดชังโจวฉิ่นจนเข้ากระดูกดำ เวินเจี้ยนเฉิงเก็บเอาคำพูดร้ายกาจของโจวฉิ่นมาคิดมากจนฝังใจอย่างเห็นได้ชัด หรือว่าเขาคิดอยากจะจบชีวิตตัวเองประชดโชคชะตาจริงๆ?