- หน้าแรก
- อย่าดิ้นรนหาที่ตายเลยฮองเฮา ทรราชเขารู้ทันทุกความคิด
- บทที่ 30 : ทรราชผู้โปรดปรานการลูบไล้เรียวขา...
บทที่ 30 : ทรราชผู้โปรดปรานการลูบไล้เรียวขา...
บทที่ 30 : ทรราชผู้โปรดปรานการลูบไล้เรียวขา...
ในเมื่อยามนี้ฮ่องเต้เซียวอวี้เสด็จมาถึงแล้ว นางก็สามารถลงมือรังแกแม่นางเอกได้อย่างย่ามใจเสียที
...
เยี่ยหว่านเหยียนรู้สึกต่อต้านน้ำนมมะละกอถ้วยนั้นโดยสัญชาตญาณ นางกลั้นหายใจ ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อย ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ขอบถ้วยกระเบื้องด้วยสีหน้ายอมรับชะตากรรม
ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่สวมบทบาทในทันที นางสะบัดมือปัดถ้วยน้ำนมมะละกอร่วงลงไปแตกกระจายบนพื้น ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนฉับพลัน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นถมึงทึง
นางจงใจเลียนแบบน้ำเสียงจองหองของตัวอิจฉาในงิ้ว แค่นเสียงหยันว่า "คิดจะดื่มอันใด? คนชั้นต่ำเช่นเจ้ามิคู่ควรด้วยซ้ำ!"
"?"
เยี่ยหว่านเหยียนอยู่ในมุมอับสายตาจึงยังมิทันสังเกตเห็นฮ่องเต้เซียวอวี้ แม้ว่านางจะมิต่างจากคนอื่นที่เกลียดชังน้ำมะละกอ ทว่าการเปลี่ยนสีหน้าอย่างกะทันหันของฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่ก็ทำให้นางตั้งรับไม่ทัน
เหตุใดฮองเฮาองค์น้อยถึงได้พลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้รวดเร็วถึงเพียงนี้?
หรือว่านางไม่คิดจะร่วมมือกันแล้ว?
...
อวี๋เชี่ยนเยว่ยืนกอดอกอย่างเกียจคร้าน แววตาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสโอหัง แตกต่างจากท่าทางนอบน้อมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง: "อย่าคิดว่าตนเองมีรูปโฉมงดงามอยู่บ้างแล้วจะสามารถอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ได้นะ ฝ่าบาทมิทรงโปรดปรานนังจิ้งจอกจอมยั่วสวาทเช่นเจ้าหรอก"
เยี่ยหว่านเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วเรียวขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม หรือว่าเมื่อครู่นี้นางจะถูกฮองเฮาปั่นหัวเข้าเสียแล้ว?
คำพูดดีๆ ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพงั้นหรือ?
เยี่ยหว่านเหยียนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจึงผุดลุกขึ้นยืนบ้าง ทว่าด้วยส่วนสูงที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก อวี๋เชี่ยนเยว่จึงต้องแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางกระทืบเท้าขู่ฟ่อ
"จ้องหน้าเปิ่นกงทำไม? หากยังกล้าจ้องอีก เปิ่นกงจะควักลูกตาของเจ้าออกมาทำเป็นกระดองลูกวอลนัทเสียเลย หึ! กลัวแล้วหรือยังเล่า?"
เยี่ยหว่านเหยียน: "..."
บางทีอาจเป็นเพราะฮองเฮาองค์น้อยทรงพระวรกายค่อนข้างเตี้ยเตาะแตะ คำขู่เข็ญที่พ่นออกมาจากปากนางจึงมิได้มีความน่าเกรงขามเลยสักนิด
【เสียงในใจ: ทรราชนี่ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง! ฉันขู่จะควักลูกตาแม่นางเอกขนาดนี้แล้ว ทำไมเขายังไม่โผล่หัวมาอีก? หรือว่า... แค่ด่าทอมันยังรุนแรงไม่พอ?】
อวี๋เชี่ยนเยว่เขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นมือชี้หน้าแสร้งทำเป็นดุร้าย: "นังจิ้งจอกแพศยา เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าเปิ่นกงจะสั่งโบยเจ้าให้ตัวหมุนติ้วประหนึ่งลูกข่างเลยเชียว!"
【เสียงในใจ: ฉันยกมือค้างจนเมื่อยแล้วนะ! ไอ้ทรราช รีบโผล่หัวมาช่วยชีวิตเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นฉันได้ซวยขนานแท้แน่】
ฮ่องเต้เซียวอวี้ยังคงประทับนิ่งเฉย มิตรงไหวติง ทำเพียงลอบมองการแสดงงิ้วของอวี๋เชี่ยนเยว่ด้วยความขบขัน มันน่าตลกถึงเพียงนี้เชียวหรือ? นางถึงกับต้องเขย่งปลายเท้าเพื่อข่มขู่ผู้อื่น
มีดีแค่นี้งั้นหรือ? เหตุใดจึงหยุดเล่า?
หากเจ้ามีความสามารถจริง ก็เลิกแกล้งทำเป็นบ้าแล้วลงมือตบตีจริงไปเลยสิ
...
เยี่ยหว่านเหยียนสังเกตเห็นว่าอวี๋เชี่ยนเยว่คอยลอบปรายตามองไปรอบๆ โดยไม่รู้ตัว เพียงพริบตานางก็เข้าใจแจ้งแล้วว่าเหตุใดนิสัยของฮองเฮาองค์น้อยถึงได้แปรเปลี่ยนไปกะทันหันเช่นนี้
ฮ่องเต้สุนัขนั่นเสด็จมาแล้วนี่เอง!
นางกำลังสวมบทบาทเป็นตัวร้ายอยู่สินะ...
มือของอวี๋เชี่ยนเยว่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ มิอาจทุบตีลงไปได้จริงๆ นางทำได้เพียงขยิบตาให้เยี่ยหว่านเหยียนถี่ๆ พลางกระซิบกระซาบเสียงเบา "รีบหน่อยสิ... แสดงความกล้าหาญยามเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจบาตรใหญ่หน่อย"
เยี่ยหว่านเหยียนรีบตั้งสติและเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังวิงวอน "ทูลฮองเฮา หม่อมฉันมิคู่ควรกับคำด่าว่าจิ้งจอกแพศยาหรอกเพคะ พระองค์จะทรงลงทัณฑ์อย่างไรก็สุดแท้แต่พระบัญชา ทว่าโปรดอย่าเหยียดหยามศักดิ์ศรีของหม่อมชนเช่นนี้เลย"
อวี๋เชี่ยนเยว่ชักมือกลับ จุดรอยยิ้มเย้ยหยันบนเรียวปาก จ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาประหนึ่งน้ำแข็ง: "ตายจริง ช่างเป็นคนหยิ่งยโสโอหังเด็ดเดี่ยวเสียจริงนะ! เจ้า... คุกเข่าลงไป!"
"ทูลฮองเฮา หม่อมฉันทำความผิดอันใดหรือเพคะ พระองค์ถึงได้ทรงเหยียดหยามและรังแกหม่อมฉันถึงเพียงนี้?"
เมื่อมิได้มีการซักซ้อมบทล่วงหน้า อวี๋เชี่ยนเยว่จึงถูกคำถามตอกกลับของเยี่ยหว่านเหยียนทำเอาตั้งรับไม่ทัน หลังจากความเงียบงันพ้นผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็เริ่มพ่นคำพูดจืดชืดไร้สาระออกมา
"คนที่มีฐานะต่ำต้อยเช่นเจ้าก็ควรจะเจียมเนื้อเจียมตัว... แล้วจมปลักอยู่ในโคลนตมของชนชั้นล่างไปตลอดกาลเสียสิ ผู้ใดประทานสิทธิ์ให้เจ้าทำตัวสะอาดบริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนเศษโคลนกัน? ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าทำตัวหยิ่งผยองเช่นนี้?!"
นางแสร้งหรี่ตาลงต่ำ แสดงสีหน้าร้ายกาจทว่ากลับดูมีความชอบธรรมอย่างไร้เหตุผล: "เมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าแล้ว เปิ่นกงก็เป็นได้เพียงแค่สตรีใจแคบและโหดเหี้ยมที่คอยคลานอยู่ในเงามืดเท่านั้น หากเปิ่นกงไม่รังแกเจ้า แล้วจะให้ไปรังแกผู้ใดกัน?"
"?" เปลือกตาของเยี่ยหว่านเหยียนกระตุกรัวๆ คนเราเขาด่าทอกันเช่นนี้หรือ?
ฟังจบแล้ว นอกจากจะไม่รู้สึกโศกเศร้าเสียใจเลยสักนิด
กลับรู้สึกสะใจและสบายหูพิลึก...
เยี่ยหว่านเหยียนถึงกับน้ำท่วมปาก พูดอันใดไม่ออกไปชั่วขณะ
ฮ่องเต้เซียวอวี้ยังเสด็จมาไม่ถึงเสียที ทำเอาอวี๋เชี่ยนเยว่เริ่มลนลานและร้อนใจทวีคูณ "เปิ่นกงบอกให้เจ้าถอยไป เจ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไร!"
"ถอย?... จะให้หม่อมฉันถอยไปที่ใดเพคะ?" เยี่ยหว่านเหยียนทำสีหน้ามึนงง ฮ่องเต้เซียวอวี้ยังมิได้มีพระบัญชาอันใดลงมา แล้วนางจะกล้าก้าวเท้าออกจากคุกหลวงได้อย่างไร? พวกผู้คุมขังด้านนอกใช่ว่าจะตอแยได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่
เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองพ่นวาจาผิดบท อวี๋เชี่ยนเยว่จึงแสร้งยกมือขึ้นปัดปอยผมบนหน้าผากแก้เก้อพลางกระแอมไอเบาๆ "อะแฮ่ม เจ้าหูฝาดไปแล้ว... เปิ่นกงบอกให้เจ้าคุกเข่าลงต่างหาก!"
"คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ รีบหน่อย! ความอดทนของเปิ่นกงกำลังจะหมดลงแล้วนะ"
เยี่ยหว่านเหยียนย่อเข่าคุกเข่าลงทว่ายังคงเหยียดหลังตรง "ดูท่าฮองเฮาแห่งแคว้นต้าเหยียนจะทรงพระปรีชาสามารถแค่เรื่องการใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกสามัญชนผู้ไร้ทางสู้เท่านั้นสินะเพคะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว งานอดิเรกของเปิ่นกงคือการรังแกพวกชาวบ้านร้านตลาด โดยเฉพาะพวกที่มีหน้าตาสะสวยงดงามอย่างไรเล่า"
เยี่ยหว่านเหยียนกัดฟันแน่น เกรงว่าตนเองจะหลุดขบขันออกเสียง "ฮองเฮา โปรดอย่าทรงลืมนะเพคะว่าครั้งหนึ่งพระองค์เองก็เคยเป็นสามัญชนคนธรรมดามาก่อน เหตุใดจึงต้องมาราวีเข่นฆ่าพวกเดียวกันเองถึงเพียงนี้?"
"อะไรกัน? เจ้าอยากจะเจริญรอยตามเส้นทางที่เปิ่นกงเคยเดินงั้นหรือ? หากเจ้ามีความคิดพรรค์นั้นอยู่ล่ะก็ เจ้าคิดผิดแล้วล่ะ เส้นทางของเปิ่นกงมันช่างยากลำบากแสนสาหัสยิ่งนัก! เป็นเพราะเปิ่นกงเคยต้องยืนตากฝนจนเปียกปอนมาก่อน เปิ่นกงจึงเคยสาบานเอาไว้... ว่าจะฉีกกระชากร่มกระดาษน้ำมันทั้งหมดในแคว้นต้าเหยียนให้เป็นชิ้นๆ!"
"เจ้าไม่มีโอกาสนั้นหรอก เจ้าไม่มีวันได้กลายมาเป็นเปิ่นกงคนต่อไป และไม่มีวันที่จะขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งของเปิ่นกงได้เด็ดขาด"
ริมฝีปากของเยี่ยหว่านเหยียนกระตุกยิบๆ นางอยากจะหัวเราะใจจะขาดทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสม จึงได้แต่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสะกดกลั้นรอยยิ้มเอาไว้
"..."
"คอยดูเถอะ เปิ่นกงไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่ ตราบใดที่ฝ่าบาทยังมิทรงปล่อยตัวเจ้าออกไป เปิ่นกงจะมากดขี่ข่มเหงและเหยียดหยามเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน!"
【เสียงในใจ: เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว เหตุใดฮ่องเต้สุนัขทรราชถึงยังไม่โผล่หัวมาช่วยแม่นางเอกอีกนะ? หรือว่าการด่าทอด้วยวาจามันมิอาจกระตุ้นความสงสารเวทนาในใจของเขาได้เลยรึไงกัน?】
ดูท่าฉันคงจำเป็นต้องงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้เสียแล้ว
"เยี่ยหว่านเหยียน มีดีแค่นี้งั้นหรือ? ประเดี๋ยวเปิ่นกงจะออกคำสั่งให้พวกผู้คุม... มาจั๊กจี้ฝ่าเท้าของเจ้าอยู่ทุกวัน หากเจ้ากล้าหลุดหัวเราะออกมาแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าจะถูกอดอาหารเป็นเวลาหนึ่งวันเต็มๆ เอาให้เจ้าอดอยากจนผอมแห้งตายคากรงขังไปเลย!"
เยี่ยหว่านเหยียนแทบจะบดเคี้ยวฟันกรามจนแหลกเป็นผง ยามที่นางต้องสะกดกลั้นความขบขัน ร่างกายส่วนหัวไหล่จึงสั่นระริกน้อยๆ นางจะหลุดขำไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยก็มิใช่ในยามนี้
"กลัวแล้วใช่หรือไม่? หากเจ้ายอมส่ายหางคลานเข้ามาคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเปิ่นกงในยามนี้ เปิ่นกงอาจจะพิจารณา... จัดหาอาหารมื้อดึกมาประทานให้เจ้าก็เป็นได้นะ"
เยี่ยหว่านเหยียนพยายามกลั้นหัวเราะจนใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะเอ่ยปากปฏิเสธเสียงแข็ง: "หม่อมฉันผู้ต่ำต้อยไม่มีวันทำเด็ดขาดเพคะ! เชิญพระองค์เก็บอาหารมื้อดึกของพระองค์ไปให้ไกลๆ เถอะเพคะ"
ฮ่องเต้เซียวอวี้: "..."
คนโง่หนึ่งคนปะทะคนเบาปัญญาอีกหนึ่งคน พวกนางจะร่วมมือกันก่อเรื่องไร้สาระไปถึงเมื่อใดกัน?
เขาตั้งท่าจะเสด็จกลับ ทว่าในใจกลับรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ...
—
ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่เกิดความฉงนฉงาย: 【เสียงในใจ: มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย? การจั๊กจี้ฝ่าเท้ามันจำเป็นต้องถอดรองเท้าออกไม่ใช่เหรอ ทว่าทรราชกลับยังคงนิ่งเฉยไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ หรือว่าเขาไม่ได้เป็นพวกคลั่งไคล้เรียวขาขั้นรุนแรงหรอกเหรอ? ในหนังสือบรรยายไว้ชัดๆ ว่า... ทรราชผู้โหดเหี้ยมโปรดปรานการลูบไล้เรียวขาอันยาวเหยียดเป็นที่สุด...】
ยามที่ได้ยินถ้อยคำจาบจ้วงล่วงเกินเหล่านั้น ฮ่องเต้เซียวอวี้ก็รู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ เขาไม่ได้มีความสนใจในตัวยัยตั๊กแตนตำข้าวนั่นเลยสักนิด!
【เสียงในใจ: มิใช่เพียงแค่นั้นนะ เขายังหยาบคายป่าเถื่อนยิ่งนัก ดึงดันจะมัดนางไว้กับแท่นบรรทม ฉีกกระชากกระโปรงของนางออกแล้วลงมือลูบคลำอย่างหิวกระหาย... ในระหว่างที่ลูบไล้ไปทั่วร่าง...】
ใบหน้าของเซียวอวี้ดำทะมึนจนถึงขีดสุด เขาไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป ตวาดลั่น "ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่ หุบปากเน่าๆ ของเจ้าเสีย!"
ยามเมื่อได้ยินเสียงตวาดติติงที่มาล่าช้าทว่าถูกจังหวะเวลา อวี๋เชี่ยนเยว่ก็แย้มยิ้มออกมาด้วยความปรีดา พอฉันเอ่ยถึงเรื่องการจั๊กจี้ฝ่าเท้าของแม่นางเอก พระเอกก็รีบกระโดดตัวลอยออกมาขัดขวางในทันควัน
ดูท่าการคาดเดาของฉันจะถูกต้องไร้ที่ติ!
ทรราชก็เป็นเพียงแค่พวกปากแข็งประชดประชัน มีความรักท่วมท้นในใจทว่ากลับไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง
...
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อต้องแสดงงิ้วให้สมบทบาท อวี๋เชี่ยนเยว่จึงรีบหมุนตัวกลับมาทันควัน แสร้งทำสีหน้าลนลานตื่นตระหนกตกใจ และพยายามแสดงท่าทางหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
"ฝ่าบาท? พระองค์... พระองค์เสด็จมาได้อย่างไรเพคะ!"
"..."
เซียวอวี้ลอบถอนหายใจยาวในใจ ทักษะการแสดงงิ้วอันย่ำแย่ถึงเพียงนี้ ช่างดูจงใจขัดหูขัดตาจนมิอาจทนดูได้จริงๆ นางยังจะกล้าแสดงได้ปลอมกว่านี้อีกหรือไม่?
ยามเมื่อเยี่ยหว่านเหยียนได้เห็นใบหน้าของฮ่องเต้เซียวอวี้ เพลิงแค้นก็พวยพุ่งขึ้นมาในดวงตาคู่สวย เพื่อมิให้ผู้ใดจับสังเกตได้ นางจึงรีบสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่าถวายบังคม
"หม่อมฉันผู้ต่ำต้อย ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ"
อวี๋เชี่ยนเยว่จ้องมองเยี่ยหว่านเหยียนที่กำลังก้มศีรษะคุกเข่าด้วยท่าทางนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือระคนหวาดหวั่น "ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันมิได้ลงทัณฑ์ทรมานแม่นางเยี่ยเช่นนี้เพราะความริษยานางนะเพคะ"
【เสียงในใจ: ยามที่ได้เห็นใบหน้าของแม่นางเอกเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ทรราชย่อมต้องรู้สึกปวดใจจนแทบขาดใจตายแน่ๆ】
ฮ่องเต้เซียวอวี้: "..."
【เสียงในใจ: เอ๊ะ? เหตุใดทรราชถึงไม่สั่งให้แม่นางเอกลุกขึ้นยืนตอบคำถามล่ะ? ฉันอุตส่าห์คิดหาข้ออ้างปัดความผิดเตรียมไว้ในหัวตั้งมากมายแล้วเชียวนะ】