เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 : ถูกชมกะทันหันจนใบหูขึ้นสีแดงระเรื่อ

บทที่ 12 : ถูกชมกะทันหันจนใบหูขึ้นสีแดงระเรื่อ

บทที่ 12 : ถูกชมกะทันหันจนใบหูขึ้นสีแดงระเรื่อ


ใบหน้าของจ้าวเหม่ยเหรินซีดเผือดลงในพริบตา นางแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ซีเอ๋อร์นางกำนัลคนสนิทไหวตัวทันรีบเข้ามาประคองผู้เป็นนายที่กำลังโงนเงนเอาไว้

การถูกกักบริเวณในตำหนักอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ ถือเป็นคราวเคราะห์ที่คาดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิงสำหรับจ้าวเหม่ยเหริน นางมึนงงเป็นไก่ตาแตก ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนระคนไม่เข้าใจ เอ่ยถามออกไปว่า "ฝ่าบาท... กักบริเวณหม่อมฉันหรือเพคะ? เหตุใด... เหตุใดกัน? หม่อมฉันทำสิ่งใดผิดไปหรือเพคะ?"

ฮ่องเต้เซียวอวี้หาข้ออ้างส่งเดชไปที "เจิ้นไม่ชอบสีฟ้า แต่เจ้ากลับบังอาจสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนมาเดินอวดโฉมอยู่ต่อหน้าเจิ้น"

จ้าวเหม่ยเหริน: "?"

นางไม่มีเวลาให้ขบคิด รีบคุกเข่าลงทันที "...ฝ่าบาท หม่อมฉันสามารถไปผลัดเปลี่ยนชุดออกได้เดี๋ยวนี้เลยเพคะ โปรดทรงระงับพระโทสะด้วยเถิด"

ฮ่องเต้เซียวอวี้กล่าวเสียงเรียบ "คิดจะผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ต่อหน้าธารกำนัล ช่างไร้ซึ่งยางอายสิ้นดี เช่นนั้นก็กักบริเวณเพิ่มเป็นเวลาหนึ่งปี"

จากครึ่งปีกลายเป็นหนึ่งปี จ้าวเหม่ยเหรินเบิกตาค้างด้วยความตกตะลึงจนหน้าถอดสี นางทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างหมดแรง ไม่รู้ว่าจะหาทางแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรดี ซีเอ๋อร์นางกำนัลของนางลอบส่ายหน้าให้น้อยๆ เป็นสัญญาณเตือน

ยิ่งพูดก็ยิ่งพลาด สู้ไม่พูดอะไรเลยจะดีกว่า!

คำเตือนของซีเอ๋อร์ช่วยให้จ้าวเหม่ยเหรินสงบสติอารมณ์ลงได้ชั่วคราว อย่างไรเสียหากนางยังมีไทเฮาหนุนหลังอยู่ แล้วเหตุใดต้องกังวลถึงอนาคตเล่า? ยอดคนย่อมรู้จักรุกรับและผ่อนปรน!

นางหลุบตาลง กล้ำกลืนความอัปยศอดสูเอาไว้ ก่อนจะโขกศีรษะยอมรับความผิด "หม่อมฉันมีความผิดจริงเพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชา"

ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่: 【เสียงในใจ: จดลงสมุดบันทึกเล่มเล็กแป๊บ: ทรราชเกลียดสีฟ้า ใครใส่มาจะโดนกักบริเวณหกเดือน และถ้าดันทะลึ่งจะแก้ผ้าเปลี่ยนชุดต่อหน้าคนอื่น ก็จะโดนแบนเพิ่มเป็นหนึ่งปี】

【เสียงในใจ: น่าเสียดายจังที่ฉันโดนกักบริเวณแค่ในตำหนักตัวเอง ถ้าเปลี่ยนเป็นโดนเนรเทศไปตำหนักเย็นได้ล่ะก็ พรุ่งนี้ฉันจะจัดชุดสีเขียวทั้งชุดเดินเฉิดฉายตัดหน้าทรราชแน่นอน】

ในขณะเดียวกัน จังหวะที่เซวียนเฟยกำลังจะอ้าปากเอ่ยบางอย่าง สวีเฟยก็รีบดึงรั้งแขนของนางเอาไว้ทันควัน พร้อมกับกระซิบบอกเบาๆ "พี่หญิง ฝ่าบาทดูเหมือนจะทรงอารมณ์ไม่ดี เหตุใดต้องหาเรื่องทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคืองพระทัยอีกเล่าเพคะ?"

"แต่ว่า..."

ทว่าก่อนที่คำพูดจะทันจบลง กลับมีผู้ที่ไม่กลัวตายและอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเบื้องหลังของเยี่ยหว่านเหยียนเอ่ยแทรกขึ้นมา "ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินมาว่า... มีพระสนมใหม่เข้าวังมาหรือเพคะ?"

"หม่อมฉันมิอาจทราบได้ว่า... แม่นางคนใหม่ผู้นั้นทำความผิดอันใดให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ถึงได้ถูกส่งตัวไปไว้ที่คุกหลวงเช่นนั้น?"

ฮ่องเต้เซียวอวี้ปรายตามอง "แล้วเจ้ามาจากตำหนักใด?"

"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันคือจางกุ้ยเหรินแห่งตำหนักฉินเสียเพคะ"

ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง: 【เสียงในใจ: จางกุ้ยเหรินเหรอ? จำไม่ได้แฮะ น่าจะเป็นพวกตัวประกอบชอบหาเรื่องที่ไม่มีปูมหลังสลักสำคัญอะไร เป็นแค่ตัวเกะกะสมองนิ่มเหมือนฉันนี่แหละ】

【เสียงในใจ: ไม่ใช่สิๆ ฉันไม่ใช่คนโง่สักหน่อย...】

ฮ่องเต้เซียวอวี้คิดในใจ: นางนั่นแหละใช่เลย!

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกซักไซ้ไล่เลียงไม่รู้จบ ฮ่องเต้เซียวอวี้ไม่อยากเสียเวลาเอ่ยปากอีกต่อไป จึงเอ่ยปากข่มขู่ตรงๆ "หากผู้ใดบังอาจปริปากพูดอีกแม้แต่คำเดียว เจิ้นจะส่งไปนอนเป็นเพื่อนนาในคุกหลวง!"

สิ้นกระแสรับสั่ง เหล่าพระสนมต่างพากันตื่นตระหนกตกใจจนตัวสั่น ขวัญหนีดีฝ่อรีบคุกเข่าลงกับพื้นโดยพร้อมเพรียงกัน "ฝ่าบาท หม่อมฉันมิกล้าแล้วเพคะ โปรดทรงพระกรุณาด้วยเถิด"

ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่ตอบสนองช้าไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะจำใจคุกเข่าลงตามน้ำไปด้วยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

【เสียงในใจ: เฮ้อ! เอะอะก็คุกเข่า! พวกเธอไม่เจ็บเข่ากันบ้างหรือไงนะ?!】

ฮ่องเต้เซียวอวี้เห็นคนคุกเข่าสลอนอยู่เต็มพื้นก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจยิ่งนัก

สตรีพวกนี้สติฟั่นเฟือนกันไปหมดแล้วหรือไร เจิ้นบอกให้ไสหัวไปตั้งนานแล้ว พวกนางก็ควรจะรีบไปเสีย แต่กลับต้องสรรหาคำพูดมาต่อปากต่อคำอีกสองสามประโยค จนสุดท้ายก็ต้องมาคุกเข่าปักหลักไม่ยอมลุกไปไหนเช่นนี้

ความอดทนอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ของฮ่องเต้เซียวอวี้เหือดหายไปจนหมดสิ้น น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก รังสีรอบกายคมปราบประดุจใบมีด: "ไสหัวออกไปให้หมดเดี๋ยวนี้!"

"เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันทูลลา" หลังจากถวายบังคมเสร็จ พวกนางก็รีบเร่งฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว ฝ่าบาททรงกริ้วอีกแล้ว ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะอยู่ต่อเลยสักนิด!

ฮ่องเต้เซียวอวี้ลอบถอนหายใจ มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ หากเจิ้นทำตัวดีด้วยนิดหน่อย พวกนางก็จะกำเริบเสิบสานและซักไซ้ไล่เลียงสารพัดเรื่อง แต่พอเจิ้นบันดาลโทสะขึ้นมา พวกนางกลับสงบเสงี่ยมเจียมตัวกันขึ้นมาทันที

...

ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่ลุกขึ้นยืนพลางมองดูเหล่าพระสนมที่พากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงด้วยความตื่นตระหนก นางมิได้รีบร้อนอันใด ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างเชื่องช้า

【เสียงในใจ: เห็นไหมล่ะ? เห็นหรือยัง? พอมีใครพูดถึงผู้หญิงที่รักของทรราชเข้าหน่อย เขาก็หน้าเปลี่ยนสีทันที หวงแหนปานดวงใจขนาดนั้น ถึงกับส่งคนสนิทที่ไว้ใจได้ไปคอยคุ้มกันด้วยตัวเองเพราะกลัวว่านางจะได้รับบาดเจ็บ โชคดีนะที่พวกเธอชิ่งหนีกันเร็ว ไม่อย่างนั้นทรราชคงได้กางปีกปกป้องเมียรักอย่างบ้าคลั่งแน่ๆ】

เมื่อได้ยินคำศัพท์แสลงหูอย่างคำว่า "ผู้หญิงที่รัก" "เมียรัก" และ "ปกป้องเมีย" ฮ่องเต้เซียวอวี้ก็มิอาจสะกดกลั้นเพลิงโทสะได้อีกต่อไป: "ฮองเฮา หยุดอยู่ตรงนั้นแล้วกลับมาหาเจิ้นเดี๋ยวนี้!"

ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่ชะงักกึก ฝีเท้าหยุดลงทันควัน

【เสียงในใจ: อะไรของเขาอีกล่ะเนี่ย? ตะโกนโหวกเหวกโวยวายแบบนั้นช่างไม่สำรวมเอาเสียเลย ฉันอยากรีบกลับตำหนักไปเยี่ยมเจ้าเต่าสายฟ้าจะตายอยู่แล้ว มันเพิ่งจะชนะเต่าตัวอื่นๆ มาได้ แถมยังคลานไวที่สุดอีกต่างหาก ไม่ได้เจอมันตั้งนาน พูดตามตรงเลยนะ ฉันคิดถึงมันจะแย่...】

นางขมวดคิ้ว ใบหน้าแสดงออกถึงความไม่เต็มใจอย่างปิดไม่มิด: 【เสียงในใจ: ทรราชจะเรียกฉันทำไมไม่มีปี่มีขลุ่ย ดุดันปานนั้น ฉันไม่อยากเสวนาด้วยหรอกนะ】

วินาทีที่ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่หมุนตัวกลับมา นางก็เห็นว่าใบหน้าของฮ่องเต้เซียวอวี้มืดมนจนดูน่ากลัว และดูเหมือนจะมีเปลวไฟดวงเล็กๆ ลุกโชนอยู่ในส่วนลึกของนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้น

นางอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงน: 【เสียงในใจ: แม่เจ้าโว้ย! นี่เขาใกล้จะระเบิดแล้วใช่ไหมเนี่ย?】

ฮ่องเต้เซียวอวี้รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาทันที สตรีผู้นี้มีคลังคำศัพท์ที่สรรหามากวนโทสะเขาได้ไม่ซ้ำคำจริงๆ เขา สาวเท้าเข้าไปหาฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่ เชยคางของนางขึ้นบังคับให้สบตาและก้มลงมองนางจากมุมที่เหนือกว่า

เมื่อได้ยลโฉมใบหน้าหล่อเหลาราวกับประติมากรรมของฮ่องเต้เซียวอวี้ในระยะประชิดเป็นครั้งแรก ลมหายใจของอวี๋เชี่ยนเยว่ก็พลันสะดุด ม่านตาขยายกว้างด้วยความตกตะลึง: 【เสียงในใจ: เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทั้งที่ทรราชก็น่ากลัวช่างน่าขนลุกแทบตาย แต่มุมนี้เขากลับหล่อเหลากระชากใจชะมัด...】

ฮ่องเต้เซียวอวี้: "?"

เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตนเอง อวี๋เชี่ยนเยว่จึงหลุบสายตาลงต่ำ ทว่าม่านตาของนางกลับต้องขยายกว้างขึ้นอีกครั้ง เมื่อสายตาไปตกอยู่ที่กล้ามแผงอกอันบึกบึนทรงพลังของฮ่องเต้เซียวอวี้เข้าอย่างจัง ทำเอานางตกอยู่ในภวังค์ความหลงใหลโดยสมบูรณ์

【เสียงในใจ: ช่างเป็นอาหารตาที่เลิศรสอะไรขนาดนี้! ต่อให้มีฉลองพระองค์ชุดมังกรบดบังอยู่ ก็ยังสัมผัสได้รำไรเลยว่า... มันช่างใหญ่โตมโหฬารอะไรปานนั้น!!】

ฮ่องเต้เซียวอวี้: "..."

【เสียงในใจ: บ้าจริง! กลิ่นอายความเป็นบุรุษเพศที่อบอวลอย่างรุนแรงนี่ทำเอาหน้าฉันร้อนผ่าวไปหมดเลย ทรราชคนนี้สมกับเป็นพระเอกของเรื่องจริงๆ หน้าตาและรูปร่างนี่ถือว่าอยู่ในระดับท็อปคลาส แย่แล้วสิ เหมือนฉันเริ่มจะอยากกินตับไตไส้พุง ร้องแรกแหกกระเฌอโหยหาร่างกายของเขาขึ้นมาซะแล้ว...】

เมื่อถูกชมเชยอย่างกะทันหัน ติ่งหูของฮ่องเต้เซียวอวี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ แรงบีบที่เชยคางนางอยู่ก็ผ่อนปรนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

การที่ถูกนางด่าทอวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดสลับกับการถูกชมเชยอย่างกะทันหันเช่นนี้ เอาเข้าจริงฮ่องเต้เซียวอวี้กลับรู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง และดูเหมือนจะทำตัวไม่ค่อยถูกอยู่รำไร

ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่ผู้นี้ด่าทอเจิ้นอย่างดุเดือดปานนั้น แต่สุดท้ายแล้ว... นางกลับกำลังเสน่หาในร่างกายของเจิ้นงั้นหรือ?

【เสียงในใจ: ไม่ได้การๆ! แบบนี้มันบาปหนาเกินไปแล้ว! ทรราชเป็นบุรุษที่มีเจ้าของแล้ว บุรุษในใต้หล้ามีตั้งมากมาย ฉันจะไปเกิดตัณหาหยาดเยิ้มกับเขาไม่ได้เด็ดขาด】

ฮ่องเต้เซียวอวี้ขมวดคิ้วแน่น มุมปากเหยียดลงเล็กน้อย บุรุษที่มีเจ้าของแล้วงั้นหรือ? ฮองเฮาอวี๋เชี่ยนเยว่มิใช่ภรรยาตบแต่งอย่างถูกต้องตามกฎหมายของเจิ้นหรอกหรืออย่างไร?

เหตุใดนางถึงจะเกิดความปรารถนาในตัวเจิ้นมิได้?

หากนางมิได้โหยหาเจิ้น แล้วนางยังจะไปโหยหาผู้ใดได้อีก?

จบบทที่ บทที่ 12 : ถูกชมกะทันหันจนใบหูขึ้นสีแดงระเรื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว