- หน้าแรก
- โดนแก้ใบสมัครเรียนจนได้ งั้นผมขอพลิกวิกฤตไปสร้างแฮปปี้ฟาร์ม
- บทที่ 7 - ชาวบ้านยังรู้ว่าต้องไปทำงานแดนใต้ แล้วผมจะไปเรียนที่อื่นทำไม
บทที่ 7 - ชาวบ้านยังรู้ว่าต้องไปทำงานแดนใต้ แล้วผมจะไปเรียนที่อื่นทำไม
บทที่ 7 - ชาวบ้านยังรู้ว่าต้องไปทำงานแดนใต้ แล้วผมจะไปเรียนที่อื่นทำไม
บรรยากาศในห้องโถงตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
หวังซิ่วหลานเห็นท่าไม่ดี จึงเดินเข้าไปหาฉินต้าซาน "ต้าซาน คุณทำอะไรน่ะ ลูกตากแดดร้อนๆ เดินทางกลับมา น้ำสักอึกก็ยังไม่ได้กิน อีกอย่าง ครั้งนี้เสี่ยวเหลยสอบได้ไม่ดีตรงไหนกัน?"
"คะแนนเลยเส้นมหาวิทยาลัยระดับหนึ่งมาตั้งยี่สิบกว่าคะแนน สองปีมานี้ในหมู่บ้านเรามีลูกบ้านไหนสอบได้คะแนนขนาดนี้บ้างล่ะ มีอะไรก็ค่อยๆ นั่งคุยกันดีๆ สิ ทำไมต้องตะเบ็งเสียงใส่ลูกด้วย?"
แม่ยังคงความอ่อนโยนไว้เช่นเคย
ฉินเฟิ่นมองใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธของพ่อ
อันที่จริง พ่อไม่ใช่คนอารมณ์ร้อนอะไร ในความทรงจำของฉินเฟิ่น ฉินต้าซานคือชาวนาผู้ซื่อสัตย์แบบฉบับดั้งเดิม หัวรั้น ยึดติดกับเหตุผลและน้ำใสใจจริง
งานบุญงานบวชในหมู่บ้าน พ่อมักจะเป็นคนแรกที่วิ่งวุ่นช่วยงานหน้าตั้งเสมอ ใครมีเรื่องเดือดร้อน ขอแค่มาบอก พ่อก็พร้อมยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ด้วยค่านิยมที่เรียบง่ายและซื่อตรงแบบนี้เอง ในสายตาของฉินต้าซาน ครูจึงเปรียบเสมือน 'ปราชญ์' ผู้คอยสั่งสอนและชี้ทางสว่างให้กับผู้คน
การที่จูกวงหมิง ครูประจำชั้นโทรมาฟ้องด้วยตัวเอง ว่าฉินเฟิ่นขัดคำสั่งและทำลายอนาคตของตัวเอง สำหรับฉินต้าซานแล้ว มันคือการกระทำที่อกตัญญูและเลวร้ายราวกับฟ้าถล่มดินทลาย
ฉินเฟิ่นไม่ได้ถอยหนี และไม่ได้เชิดหน้าเถียงกลับ เขาเพียงแค่เดินไปที่โต๊ะแปดเซียน ลากม้านั่งยาวออกมาก่อนจะนั่งลงอย่างไม่รีบร้อน
พอเห็นฉินเฟิ่นทำตัวทองไม่รู้ร้อนแบบนี้ ความโกรธของฉินต้าซานที่เพิ่งจะลดลงไปนิดหน่อยก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีก
"แกจะนั่งทำไม ฉันถามแกอยู่นะ! ที่โรงเรียนแกไปเถียงอะไรครูจูเขาฮะ ครูเขาหวังดีเลือกมหาวิทยาลัย 211 ระดับประเทศให้แท้ๆ แกกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง ดึงดันจะเรียนมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ ในมณฑลให้ได้ สมองแกมีปัญหาหรือไง!"
ต้องเผชิญกับคำถามของพ่อ แต่ความคิดของฉินเฟิ่นกลับล่องลอยไปถึงอดีตชาติ
ตอนนั้น เขาหลงเชื่อคำพูดชักแม่น้ำทั้งห้าของจูกวงหมิง ไปเรียนคณะที่ชื่อว่า 'บริหารธุรกิจ' ในต่างมณฑล วันที่จดหมายตอบรับเข้าเรียนส่งมาถึงบ้าน ถึงฉินต้าซานจะไม่เข้าใจว่าไอ้คณะนี้มันเรียนเกี่ยวกับอะไร แต่พอรู้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยระดับประเทศ ก็ยิ้มแก้มแทบปริ
คืนนั้น เป็นครั้งแรกที่สองพ่อลูกนั่งดื่มเหล้าด้วยกันในห้องโถง
ฉินต้าซานถือจอกเหล้า ตาแดงก่ำ พูดด้วยความภาคภูมิใจว่า ลูกชายทำให้เขามีหน้ามีตาในหมู่บ้าน เขาบอกว่าชาตินี้ตัวเองมันไร้ความสามารถ ต้องก้มหน้าหากินกับดินกับหญ้า แต่ลูกชายจะได้ไปทำงานนั่งโต๊ะในเมืองใหญ่ ไม่ต้องมาทนลำบากตากแดดตากลมอีกแล้ว
จนกระทั่งต่อมา เมื่อฉินเฟิ่นเรียนจบแต่กลับตกงาน ต้องออกไปปากกัดตีนถีบในสังคมจนหัวร้างข้างแตก ฉินต้าซานก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ เอาแต่โทษตัวเองว่าไม่มีปัญญาช่วยเหลือลูก
ความอบอุ่นในอดีตกับความโกรธเกรี้ยวตรงหน้าผสมปนเปกัน ทำให้แววตาของฉินเฟิ่นอ่อนโยนลงอย่างมาก
"พ่อครับ" ฉินเฟิ่นเอ่ยเสียงเรียบ "ตอนที่ครูจูโทรมา เขาบอกพ่อใช่ไหมว่า ถ้าผมไม่เดินตามทางที่เขาวางไว้ ชีวิตผมจะต้องจบเห่แน่ๆ?"
ฉินต้าซานตบโต๊ะปัง "แล้วมันไม่จริงหรือไง! ครูจูเขาส่งเด็กม.6 จบมาตั้งกี่รุ่น เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน จะรู้เรื่องน้อยกว่าไอ้เด็กเพิ่งจบอย่างแกได้ยังไง! ครูเขาอุตส่าห์อดหลับอดนอนหาข้อมูล เลือกที่เรียนให้แก เพื่อหวังให้แกมีอนาคตที่ดี แล้วแกตอบแทนเขาแบบนี้เหรอ เสี่ยวเหลยเอ๊ย คนเราเกิดมาต้องมีจิตสำนึกนะ!"
ฉินต้าซานยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง
ฉินเฟิ่นยกกระติกน้ำร้อนบนโต๊ะขึ้นมา หยิบแก้วน้ำสะอาดใบหนึ่ง รินน้ำอุ่นลงไปครึ่งแก้ว แล้วเลื่อนไปตรงหน้าพ่อเบาๆ "พ่อครับ ดื่มน้ำก่อนเถอะ พ่อพูดถูกแล้ว คนเราต้องมีจิตสำนึก ครูจูเหนื่อยผมรู้ดีครับ แต่พ่อลองคิดดูสิ มหาวิทยาลัยที่เขาอุตส่าห์ไปค้นคว้าหามาให้ผมเนี่ย มันตั้งอยู่ที่ไหนกันบ้าง?"
ฉินต้าซานเหลือบมองแก้วน้ำ แต่ไม่ได้หยิบขึ้นมา ตอบเสียงห้วนๆ "ที่ไหนน่ะเหรอ ครูเขาบอกว่าอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วก็ตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงมันจะไกลไปหน่อย แต่นั่นมันมหาวิทยาลัยชั้นนำนะเว้ย!"
"พ่อนั่งลงก่อนเถอะ เรามาคุยกันดีๆ อย่างคนกันเองดีกว่า" ฉินเฟิ่นชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
ฉินต้าซานพ่นลมออกจมูกอย่างขัดใจ แต่ก็ยอมนั่งลง อยากจะรู้เหมือนกันว่าลูกชายจะสรรหาคำพูดสวยหรูอะไรมาแก้ตัว
"ที่ผมไม่ยอมกรอกใบสมัครตามที่เขาเลือกให้ ผมมีเหตุผลของผมครับ" ฉินเฟิ่นประสานมือวางไว้บนโต๊ะ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย "พ่อครับ ผมขอถามอะไรหน่อย คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านละแวกนี้ เวลาออกไปทำงานต่างถิ่น ส่วนใหญ่เขาไปที่ไหนกันครับ?"
ฉินต้าซานขมวดคิ้ว รู้สึกว่าคำถามนี้มันช่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาเสียเลย "จะไปไหนได้ล่ะ ก็ต้องไปซูหนาน ไปจินหลิงสิ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่แกจะไปเรียนมหาวิทยาลัยฮะ?"
"ใช่ไหมล่ะครับ ทุกคนก็ต้องไปทางชายฝั่งตะวันออก ไปทางใต้กันทั้งนั้น" ฉินเฟิ่นพยักหน้า "แล้วพ่อลองนึกดูสิครับ มีใครถ่อไปทำงานถึงตะวันตกเฉียงเหนือ หรือตะวันออกเฉียงเหนือบ้างไหม?"
ฉินต้าซานชะงักไป
"ไม่มีใช่ไหมล่ะครับ?" น้ำเสียงของฉินเฟิ่นยังคงราบเรียบ "ก็เพราะที่นั่นเศรษฐกิจโตช้า โรงงานน้อย โอกาสก็น้อยตามไปด้วย การไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่การไปเที่ยวพักผ่อนนะครับ สี่ปีเต็มๆ ผมไม่ได้ไปแค่เรียนหนังสือจากตำรา แต่ผมต้องไปฝึกงานในบริษัท ต้องออกไปเจอสังคมจริงๆ ด้วย"
"ถ้าผมอยู่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง อยู่จินหลิง พอเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ผมก็จะเห็นเรื่องแปลกใหม่เต็มถนนไปหมด มีบริษัทห้างร้านตั้งอยู่ทุกซอกทุกมุม แต่ถ้าผมไปหมกตัวอยู่ในเมืองเหมืองแร่แถบตะวันตกเฉียงเหนือ สี่ปีผ่านไป เรียนจบออกมาแล้วผมจะเจออะไรบ้างล่ะครับ?"
ฉินต้าซานอ้าปากค้าง พยายามเถียง "ก็ครูเขาให้แกไปเรียน ไม่ได้ให้ไปทำงานสักหน่อย! ได้ใบปริญญา 211 กลับมา จะกลัวอะไรกับเรื่องหางาน!"
"พ่อครับ นี่แหละที่เรียกว่าช่องว่างของข้อมูล" ฉินเฟิ่นยิ้มบางๆ "ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยท็อปๆ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ หรืออย่างสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน ผมก็จะไปครับ แต่ครูจูแกเลือกอะไรมาให้ผมบ้างล่ะ?"
"มีแต่คณะที่คนไม่นิยมเรียนทั้งนั้น ไม่เรียนหลอมโลหะ ก็เรียนสร้างสะพาน หรือไม่ก็ให้ผมไปเรียนบริหารธุรกิจในมหา'ลัย 211 ปลายแถวของต่างมณฑล ผมต้องทนอยู่ที่นั่นสี่ปี แล้วหอบเอาวุฒิมหาวิทยาลัยชั้นนำจอมปลอมกลับมาหางานแถวภาคใต้ พอเจ้าของบริษัทเห็นว่าผมจบมาไม่ตรงสาย ใครจะรับผมล่ะครับ?"
หวังซิ่วหลานที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ "ต้าซาน ฉันว่าที่เสี่ยวเหลยพูดก็มีเหตุผลนะ ญาติพี่น้องทางโน้นก็ไม่มี ไปอยู่ในที่หนาวๆ แบบนั้น ขืนหนาวตายขึ้นมาจะทำยังไง? ลูกสาวเราตั้งหลายคนก็ทำงานอยู่ที่จินหลิง ถ้าเสี่ยวเหลยไปจินหลิง อย่างน้อยพี่น้องก็ยังได้ดูแลกันนะ"
ฉินต้าซานหันขวับไปถลึงตาใส่ภรรยา "พวกผู้หญิงจะไปรู้อะไร ผมยาวแต่ความคิดสั้น ครูเขาจะมาหลอกลูกหรือไง!"
ถึงปากจะพ่นคำด่าออกมา แต่ความเกรี้ยวกราดของฉินต้าซานก็ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเฟิ่นรู้ดีว่า ความเชิดชูคนมีความรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของชาวนา ไม่ใช่สิ่งที่จะพังทลายลงได้ด้วยคำพูดแค่ไม่กี่ประโยค
"พ่อครับ ผมรู้ว่าพ่อมองว่าครูเป็นคนมีการศึกษา คงไม่มานั่งคิดคำนวณเอาเปรียบนักเรียนหรอก" ฉินเฟิ่นไม่ได้แฉพฤติกรรมน่ารังเกียจของจูกวงหมิง ที่เอาอนาคตของเด็กมาเป็นบันไดเหยียบเพื่อเลื่อนตำแหน่ง เพราะมันจะขัดแย้งกับความเชื่อของฉินต้าซานมากเกินไป รังแต่จะทำให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรงขึ้น
เขาต้องเปลี่ยนวิธีพูดให้พ่อรับฟังได้ง่ายขึ้น
"ครูไม่ได้ตั้งใจจะหลอกผมหรอกครับ แต่ความคิดของครูก็ล้าหลังได้เหมือนกัน" ฉินเฟิ่นชี้ไปที่โทรศัพท์บ้านบนตู้ในห้องโถง "พ่อจำตอนที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเพิ่งติดโทรศัพท์เมื่อแปดปีก่อนได้ไหมครับ คนแห่ไปดูกันทั้งหมู่บ้าน รู้สึกว่ามันเป็นของวิเศษสุดๆ ไปเลย"
"แล้วตอนนี้ล่ะครับ? คนที่ออกไปทำงานต่างถิ่น ในกระเป๋าก็มีโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็โทรศัพท์เสี่ยวหลิงทงกันทั้งนั้น อีกไม่กี่ปี โทรศัพท์มือถือจะไม่ใช่แค่เอาไว้โทรคุยนะครับ แต่มันจะใช้ดูทีวี ใช้ซื้อของได้ด้วย นี่แหละครับที่เรียกว่าการพัฒนาของสังคม"
ฉินต้าซานทำหน้าฉงน "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องกรอกใบสมัครของแกล่ะ?"
"เกี่ยวเต็มๆ เลยครับ" ฉินเฟิ่นเคาะนิ้วลงบนโต๊ะสองที "คณะที่ผมเลือกคือวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี พ่ออาจจะคิดว่า อ้าว นี่มันคณะที่จบไปแล้วต้องไปเป็นเด็กเฝ้าร้านเน็ต หรือช่างซ่อมคอมตามตึกคอมนี่หว่า?"
ฉินต้าซานโดนจี้ใจดำ ก็บ่นอุบอิบตอบ "แล้วมันไม่ใช่งั้นหรือไง?"
"ไม่ใช่แน่นอนครับ" ฉินเฟิ่นเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ "คอมพิวเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐานของอนาคต พ่อดูข่าวก็คงเห็นแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะจัดโอลิมปิกแล้ว ต่อไปไม่ว่าคนจะซื้อของ หาหมอ หรือแม้แต่ปลูกผักขายข้าว ก็ต้องพึ่งพาเครือข่ายพวกนี้ทั้งนั้นครับ"
"ถ้าผมเรียนทางนี้ ไม่ว่าจะไปทำงานอุตสาหกรรมไหนก็มีแต่คนแย่งตัว เทคโนโลยีล้ำๆ แบบนี้ ต้องไปเรียนในเมืองใหญ่อย่างจินหลิงถึงจะได้เรียนของจริง ขืนผมไปแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ก็ได้เรียนแต่ความรู้ตกรุ่นที่คนอื่นเขาทิ้งแล้วสิครับ"
คำพูดพวกนี้ ฉินต้าซานฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นในน้ำเสียงของลูกชาย
แววตาที่สงบนิ่งและเหตุผลที่เป็นระบบของฉินเฟิ่น มันช่างไม่เหมือนเด็กที่เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายและไม่เคยออกไปเผชิญโลกกว้างเลยสักนิด ความรู้สึกแปลกหน้านี้ทำให้ฉินต้าซานรู้สึกสับสนอย่างรุนแรง
"ถึงงั้น... แกก็ไม่น่าไปหักหน้าครูจูเขาตรงๆ แบบนั้นนี่หว่า" ฉินต้าซานบ่นพึมพำ ถือโอกาสหาทางลงให้ตัวเอง "เขาถึงกับโทรมาหาฉัน สั่งให้ฉันไปลากตัวแกกลับไปโรงเรียนเพื่อกรอกใบสมัครใหม่เลยนะ"
"เขาให้พ่อไป พ่อก็จะไปเหรอครับ?" ฉินเฟิ่นหลุดหัวเราะ น้ำเสียงแฝงการหยอกล้อ "พ่อครับ ถ้าพ่อไปจริงๆ ก็เท่ากับว่าพ่อกำลังขัดขวางทางรวยของลูกชายพ่อนะครับ"
"รวยบ้าอะไรกัน!" ฉินต้าซานถลึงตาใส่
"ผมกำลังปูทางให้ตัวเองอยู่ครับ" ฉินเฟิ่นลุกขึ้นยืน "ผมอายุสิบแปดแล้ว ผมรู้ดีกว่าใครว่าตัวเองต้องเดินไปทางไหน พ่อวางใจเถอะครับ อย่างมากก็สี่ปี ผมจะไม่ใช่แค่ทำให้พ่อกับแม่ได้อยู่บ้านหลังใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ผมจะทำให้พี่สาวทั้งสี่คนของผมสามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมได้ด้วย ส่วนจูกวงหมิงน่ะ... ความคิดของเขามันตกยุคไปตั้งนานแล้วครับ"