เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 219 ใช้ไออสนีชุบกาย ระดับหลอมกายาขั้นสองช่วงปลาย

บทที่ 219 ใช้ไออสนีชุบกาย ระดับหลอมกายาขั้นสองช่วงปลาย

บทที่ 219 ใช้ไออสนีชุบกาย ระดับหลอมกายาขั้นสองช่วงปลาย


บทที่ 219 ใช้ไออสนีชุบกาย ระดับหลอมกายาขั้นสองช่วงปลาย

ต่อให้ห่างไกลแค่ไหน เขาก็ยังได้ยินเสียงระเบิดจากตรงนี้ได้

พริบตาต่อมา

ฉีเซิง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นสาม ร่อนลงสู่ก้นหลุมลึกอสนีบาตจุติได้อย่างราบรื่น สภาพแวดล้อมที่มืดมิดสนิททำให้การมองเห็นของมันมีปัญหาเล็กน้อย

มันสะบัดมือเรียกก้อนไฟหลายลูกออกมาลอยวนรอบตัวในรัศมีสิบกว่าเมตรเพื่อให้แสงสว่าง ที่นี่ไม่เพียงแต่ลึก ทว่ายังกว้างขวาง ก้นหลุมมีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบร้อยลี้

จะบอกว่าเป็นโลกใต้ดินอีกใบก็คงไม่เกินจริงนัก

มันไม่แน่ใจว่าหวังอี้จะหนีไปทางไหน แต่ดูจากตำแหน่งที่กระโดดลงมา น่าจะอยู่ไม่ไกลจากถ้ำบนกำแพงที่ใกล้ที่สุด

"ค้างคาวเซียงหลัว"

"จี๊ดๆๆ"

ไม่ผิดคาด สัตว์วิญญาณตัวนี้สามารถระบุตำแหน่งได้อย่างไร้การรบกวน มันเมินร่างจำแลงทั้งเก้าที่หวังอี้ปล่อยออกมา แล้วบินตรงดิ่งไปยังทิศทางของร่างจริงทันที

เห็นดังนั้นฉีเซิงก็รีบตามไปติดๆ แต่มันยังหยิบยันต์สีดำลายทองหลายแผ่นออกมาแปะบนร่างอย่างระมัดระวัง นี่คือยันต์ต้านอสนี

เมื่อเผชิญกับการโจมตีฉับพลันของพลังอสนีบาต มันจะสร้างม่านป้องกันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสายฟ้าฟาดอย่างต่อเนื่องจนร่างกายชาดิกและตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะดิ้นหลุด นี่คือสิ่งที่ประสบการณ์สั่งสอนมา

แม้ตอนลงมาจะไม่มีวี่แววของพายุฝนฟ้าคะนอง แต่ผีสางที่ไหนจะรู้ล่ะว่าฝนจะตกลงมาตอนไหน ฝนแดดช่วงฤดูร้อนก็มักจะตกเป็นพักๆ

หากเผลอไปกระตุ้นกลไกพิเศษของที่นี่เข้า ก็ยังพอรับมือได้ทันท่วงที

เวลาผ่านไปไม่นาน

ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ฉีเซิงก็พบความผิดปกติเบื้องหน้า ค้างคาวเซียงหลัวบินวนเวียนอยู่บริเวณนี้พร้อมส่งเสียงเตือนไม่หยุด

"ค่ายกลพรางตัวงั้นหรือ? หึ! อ่อนหัด!"

ฉีเซิงสะบัดแขนเสื้อตามสัญชาตญาณ พลังเวทพัดพาพายุหมุนออกไป คมมีดวายุสีเขียวอ่อนก่อตัวเป็นตาข่ายฟาดฟันค่ายกลพรางตัวจนแตกกระจายในพริบตา

สัญชาตญาณบอกมันว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จังหวะที่กำลังจะถอยหลังนั้นเอง

ยันต์จำนวนมากที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าก็ระเบิดดังตูมตาม ในนั้นปะปนไปด้วยยันต์ระดับสองจำนวนไม่น้อย ซ้ำมันยังเห็นยันต์ที่ศิษย์อารามหวงเฉวียนมักใช้กันอีกด้วย

"ยันต์เก้าคมมีดปรโลก, ยันต์คาถาหอกน้ำแข็ง, ยันต์พายุทราย, ยันต์พิษควันกัดกร่อน..."

ไม่ต้องเดาก็รู้ ว่าหวังอี้เป็นคนวางเอาไว้แน่

เพียงแค่กางปราณพิทักษ์คุ้มกาย ฉีเซิงก็ต้านทานพลังระเบิดของยันต์ส่วนใหญ่ไว้ได้ เมื่อปราณพิทักษ์คุ้มกายถึงขีดจำกัด อานุภาพที่เหลือก็แค่ปัดป้องสบายๆ

"หวังอี้!!!"

ตอนนี้ฉีเซิงเริ่มมีน้ำโหแล้ว สายลมพัดโหมอยู่ใต้ฝ่าเท้า เสริมพลังให้กับค้างคาวเซียงหลัวและผิวกายของตัวเอง มันจะเร่งความเร็วแล้ว!

…………

…………

ในถ้ำนิรนามอันห่างไกล

หวังอี้ได้ยินเสียงระเบิดดังแว่วมา เขาลอบคำนวณเวลาเงียบๆ เพื่อคาดเดาความคืบหน้าของผู้ที่ไล่ล่าตามมา แต่ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย

"เรียกใช้กับดักที่ข้าทิ้งไว้เร็วขนาดนี้ หมายความว่าตั้งแต่ลงมาถึงก้นหลุม เจ้านั่นก็ไม่ลังเลเลยสักนิด แล้วมุ่งหน้าตามมาในทิศทางที่ถูกต้องทันที"

เขาพึมพำกับตัวเองในใจ ขณะที่ฝีเท้าของหวังอี้เร่งความเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน ถึงขั้นยอมใช้ปีกจันทร์น้ำค้างแข็ง ซึ่งเป็นวิชาหลบหนีระดับสมบูรณ์มาช่วยเร่งความเร็ว

ไม่ต้องสงสัยเลย

ความสามารถในการสะกดรอยอันแข็งแกร่งของศัตรู ทำให้เขาเหมือนถูกทุบหัวเข้าอย่างจัง

ตอนนี้พลังสัมผัสเทวะของเขากำลังแผ่กระจายออกไป อาศัยความสามารถในการรับรู้ของวิชาลับค้นเขาตามล่ามาร ประทับภูมิประเทศของถ้ำอันมืดมิดไว้ในหัวอย่างต่อเนื่อง

ผ่านการคำนวณจุดตัดของเส้นทางต่างๆ อย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อมุดเข้าไปในโพรงถ้ำเล็กๆ ที่คล้ายกับจุดแวะพัก หวังอี้ก็ลงมือระเบิดสถานที่นี้ทิ้งอย่างไม่ลังเล

เขาโคจรวิชาพสุธาซ่อนเร้นมังกรม่วงระดับความสำเร็จขั้นต้น เพื่อกระโดดข้ามระยะทางช่วงนี้ไปโดยตรง สร้างการรบกวนจนอีกฝ่ายสูญเสียข้อมูลไปชั่วขณะ

ทว่า…

ความคิดน่ะดี แต่ตอนลงมือทำกลับเกิดปัญหา

สภาพแวดล้อมของหลุมลึกอสนีบาตจุตินั้นพิเศษเกินไป หลายปีมานี้เกิดพายุสายฟ้าอยู่บ่อยครั้ง กอปรกับเจอพายุฝนฟ้าคะนองเป็นระยะ จึงถูกสายฟ้าจากธรรมชาติผ่าใส่ไม่หยุดหย่อน

หินและดินของที่นี่จึงแฝงไปด้วยไออสนีปริมาณมหาศาล

ตอนที่หวังอี้ใช้วิชาพสุธาซ่อนเร้นมังกรม่วงมุดลงไป ก็ราวกับว่าตัวเองกำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรสายฟ้า ขยับไปก้าวเดียวก็โดนไฟช็อต ทำเอาวิชาพสุธาซ่อนเร้นเกือบจะสะดุด

โชคดีที่ร่างกายของเขาแข็งแกร่งพอจะเมินเฉยต่อสายฟ้าที่มีอานุภาพต่ำได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแขนทั้งสองข้างที่สลักอักขระวิญญาณวายุอสนีเอาไว้ เรียกได้ว่าปรับตัวเข้ากับไออสนีได้เป็นอย่างดีทีเดียว

หลังจากฝืนมุดหนีไปได้ประมาณหนึ่งพันเมตร ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว ต้องโผล่พรวดขึ้นมาจากใต้ดิน

"เชี่ยเอ๊ย!"

เขาสบถออกมาคำหนึ่ง หวังอี้ลูบคลำร่างกายที่ชาดิก ทันใดนั้นการเคลื่อนไหวก็ชะงักงัน

"เอ๊ะ!"

เขาพบว่ายาลับโลหิตมังกรที่ตกค้างอยู่ในร่าง เริ่มเร่งการดูดซึมอีกครั้ง ความเร็วในการควบแน่นโลหิตแก่นแท้ในกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

"จริงด้วย ตั้งแต่โบราณกาลก็มีคำกล่าวเรื่องการใช้อสนีชุบกาย การเผชิญหน้ากับอสนีสวรรค์โดยตรงอาจจะดูไม่เจียมตัวไปหน่อย ส่วนการรวบรวมไออสนีที่ล่องลอยอยู่ตามธรรมชาติก็ช้าเกินไป"

"พลังอสนีบาตที่อัดแน่นอยู่ในหลุมลึกอสนีบาตจุตินั้นกำลังพอดี ไม่เพียงส่งผลต่อร่างกาย ทว่าก็ไม่ได้รุนแรงเกินไปจนทำลายรากฐานและชีวิต"

พอนึกถึงผู้ไล่ล่าที่ตามมาข้างหลัง หวังอี้ก็แอบเสียดาย

เจอโอกาสแบบนี้แล้วไม่คว้าไว้ ในใจก็เหมือนมีแมวมาข่วน คันยุบยิบไปหมด

"เสวี่ยอวี้!"

ร่างที่กำลังวิ่งห้อตะบึงชะงักงัน หวังอี้ปล่อยจิ้งจอกหิมะสามหางออกมา ขณะที่อีกฝ่ายกำลังมองเขาด้วยสีหน้างุนงง

หวังอี้ก็ถอดปิ่นปักผมออก โลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยินที่ประดับอยู่บนนั้นพร้อมกับศพอาฆาตถูกยัดเข้าปากเสวี่ยอวี้ไปพร้อมกัน เขาถอดเสื้อคลุมออกแล้วห่มให้มัน พลางกำชับว่า

"แกมีหน้าที่แค่วิ่งไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด! ถ้ารู้สึกหมดแรงเมื่อไหร่ก็กินโอสถระดับสุดยอดในกระเป๋าเสื้อนี่ซะ ถ้าบังเอิญโดนตามทันก็โยนศพอาฆาตออกมาถ่วงเวลาไว้"

เอิ่ม นี่มัน…

สัตว์วิญญาณนั้นแสนรู้ ยิ่งเป็นเผ่าจิ้งจอกที่เฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์มาแต่กำเนิด มันรู้สึกเหมือนโดนเจ้านายหลอกใช้ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน

สิ่งที่รอเสวี่ยอวี้อยู่ คือการวิ่งมาราธอนที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

"จริงสิ รอก่อน"

หวังอี้ล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ ควานหาถุงเก็บของเก่าๆ ใบหนึ่งออกมา นี่คือถุงเก็บของมาตรฐานของศิษย์สายนอกแห่งนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ซึ่งอาบชโลมไปด้วยกลิ่นอายของเขาอย่างเข้มข้น

ของที่เก็บไว้ข้างในก็ล้วนเป็นสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งรวมถึงท่อนแขนแห้งๆ ข้างหนึ่ง ที่มีกลิ่นอายของหวังอี้แผ่ซ่านออกมาเข้มข้นที่สุด

นั่นคือแขนศพพลังเทวะที่เขาโละทิ้งไปแล้วนั่นเอง เขาให้เสวี่ยอวี้ใช้หางม้วนมันไว้ แล้วกำชับอีกครั้ง

"ถ้าบังเอิญเจอพายุสายฟ้า ก็มุดเข้าไปหลบในโลงเลี้ยงศพอาฆาตซะ มันทำอะไรแกไม่ได้แน่นอน วิ่งไปเถอะ... สับให้ตีนแตกไปเลย"

จิ้งจอกหิมะสามหางวิ่งไปก็เหลียวหลังมองไป

ตรงหัวมุม ในที่สุดมันก็เหยียบหมอกน้ำแข็ง ทะยานตัววิ่งในระดับต่ำ มันไม่รู้ว่าจะต้องไปไหน ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แค่วิ่งไปข้างหน้าก็พอแล้ว!

หวังอี้เองก็มุดลงไปในหินและดิน สัมผัสได้ถึงไออสนีที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง เขาลงลึกไปรวดเดียวถึงสองพันเมตร พอฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงกระตุ้นอักขระวิญญาณวายุอสนีให้เป็นฝ่ายกลืนกินไออสนีเหล่านี้ซะ

ทำให้อักขระอสนีบนแขนทั้งสองข้างสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งท่อนแขน หลังจากดำดิ่งลงไปอีกสามพันเมตร เคล็ดวิชาลับอักขระวิญญาณวายุอสนีก็ถึงขีดจำกัด หวังอี้จึงรีบหยิบเตาเหมันต์อุกกาบาตออกมา

เขามุดเข้าไปข้างในอย่างว่าง่าย เพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งทะลักออกจากร่าง กลายเป็นโซ่เพลิงหลายเส้นผนึกเตาหลอมไว้แน่นหนา สิ่งที่เขาใช้ก็คือเคล็ดวิชาผนึกโอสถจากวิชาหลอมโอสถมังกรเหมันต์

ยิ่งเป็นโอสถระดับสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้เวลาหลอมนานขึ้นเท่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการบ่มเพาะโอสถ บางครั้งวิธีหลอมด้วยไฟอันรุนแรงก็ไม่อาจทำให้เสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาเช่นนี้จึงจำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชาผนึกโอสถมาปิดผนึกเตาหลอม ค่อยๆ บ่มเพาะโอสถไปช้าๆ

เมื่อถึงขั้นตอนนี้ ต่อให้นักหลอมโอสถจะผละตัวออกไปก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

เคล็ดวิชาผนึกโอสถระดับสูง สามารถทำได้ถึงขั้นไม่ปล่อยให้ปราณโอสถรั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย เมื่อนำมาใช้ในสถานการณ์นี้ จะถือว่าเป็นเคล็ดวิชาเร้นกายชั้นยอดก็คงไม่ผิดนักใช่ไหมล่ะ?

ในฐานะวิชาหลอมโอสถไม่สมบูรณ์ระดับสาม หลังจากวิชาหลอมโอสถมังกรเหมันต์ฟื้นฟูจนถึงระดับสองขั้นสมบูรณ์แล้ว หวังอี้ก็ยังคงใส่มันไว้ใน [ช่องจัดวาง] เพื่อค่อยๆ เติมเต็มและฟื้นฟูมันต่อไป

เคล็ดวิชาผนึกโอสถที่มันมอบให้ถือว่าแตะระดับสามได้ฉิวเฉียด เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับวิชาพรางตัวและคาถาไร้ลมหายใจ บวกกับการเคลื่อนไหวของจิ้งจอกหิมะสามหาง เขาก็มั่นใจว่าจะตบตาผู้ที่ไล่ล่าได้แน่

เมื่อเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งเร้นกาย ทุกสรรพสิ่งก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ หวังอี้กำลังค่อยๆ ย่อยสลายไออสนีที่ทะลักเข้าสู่ร่างกาย โลหิตแก่นแท้แต่ละหยดควบแน่นด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ

ตบะการหลอมกายาเพิ่มพูนขึ้นอย่างฉับไว รวดเร็ว ราวกับไร้ขีดจำกัด

ฉีเซิงยังคงไล่ตามร่องรอยของหวังอี้ต่อไป

เมื่อมันเจอเส้นทางที่ถูกปิดตาย ก็มิได้ใส่ใจ ฝ่ามือพัดออกเพียงครั้งเดียวก็กวาดล้างสิ่งกีดขวางทั้งหมดจนเกลี้ยง

เมื่อมันมาถึงจุดตัดของเส้นทางที่ว่างเปล่าไร้สิ่งใด และสัมผัสได้ว่าปลายทางของกลิ่นอายอยู่ตรงนี้ มันก็ตบค้างคาวเซียงหลัวเบาๆ ระยะทางพันเมตรก็ถูกย่นย่อเข้ามาในพริบตา

ขอแค่ในทางเดินนี้มีลมพัด ต่อให้ห่างไกลแค่ไหนค้างคาวเซียงหลัวก็ยังดมกลิ่นเจอ นับประสาอะไรกับระยะทางแค่พันเมตร

เมื่อมาถึงจุดนี้ ค้างคาวเซียงหลัวก็กระวนกระวายขึ้นมาทันที

"จี๊ด จี๊ดจี๊ด~"

ฉีเซิงสื่อสารทางสัมผัสเทวะกับมันอยู่ครู่หนึ่ง พลางพยักหน้าหงึกหงัก "อืม ข้าเข้าใจแล้ว... พอมาถึงตรงนี้ กลิ่นอายของหวังอี้ก็เข้มข้นขึ้นงั้นสิ"

"กลิ่นอายของศพอาฆาตกับจิ้งจอกก็อยู่ครบเลยใช่ไหม? อืมๆ ดูท่าพวกเราจะอยู่ไม่ไกลจากมันแล้วล่ะ ตามต่อไป!"

หลังจากฉีเซิงจากไป หวังอี้ที่อยู่ใต้ดินก็สัมผัสได้ว่าแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดินค่อยๆ เลือนหายไป เขาจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในเมื่ออีกฝ่ายตามรอยเขาได้ เขาก็ย่อมจับสัมผัสอีกฝ่ายได้เช่นกัน

เมื่อตระหนักได้ว่ามีตามมาแค่คนเดียว ความคิดที่จะหนีไปดื้อๆ ก็มอดดับลง เขาไม่แน่ใจว่าพรรคพวกของอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน ขืนไปดักรออยู่ปากหลุมลึกอสนีบาตจุติล่ะก็ เขาได้ซวยแน่

อีกอย่าง ทั้งจิ้งจอกหิมะสามหาง ศพอาฆาตไท่หยิน โลงเลี้ยงศพอาฆาต ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่เขาตัดใจทิ้งไม่ลง หากหนีไปตอนนี้ ไม่เพียงแต่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่ไม่คาดฝัน ทว่ายังต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างหนักหน่วงอีกด้วย

สู้หมกตัวอยู่ใต้ดิน ดูดซับไออสนีมาชุบกายให้ถึงขีดจำกัดก่อนค่อยว่ากันดีกว่า

ดังนั้น

หวังอี้ที่ถูกคั่นด้วยเตาหลอม ก็เริ่มดูดซับไออสนีที่ซ่อนเร้นอยู่ในผืนปฐพี การย่อยสลายยาลับโลหิตมังกรในร่างเริ่มรวดเร็วขึ้น โลหิตแก่นแท้ถูกสร้างขึ้นในกระดูกสันหลังอย่างไม่ขาดสาย

เมื่อยาลับที่สะสมอยู่ในร่างกายถูกย่อยจนหมด เขาก็หยิบยาลับจากแหวนใจสมุทรออกมากินเพิ่มอีก โอกาสที่จะได้ใช้ไออสนีชุบกายแบบนี้นั้น หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี

โลหิตแก่นแท้ทะลวงคอขวดอย่างรวดเร็ว พุ่งทะยานเข้าสู่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าหยด

แต่สิ่งที่หวังอี้ไม่รู้ก็คือ

ในขณะที่เขาเป็นฝ่ายดูดซับไออสนี อักขระวิญญาณวายุอสนีก็มีผลในการดึงดูดพลังคล้ายๆ กัน ทำให้ภายนอกเตาเหมันต์อุกกาบาต มีสายฟ้าอันหนาแน่นก่อตัวขึ้นชั้นหนึ่ง

เสียงเปรี๊ยะปร๊ะดังกะพริบแปลบปลาบไม่หยุด ส่วนที่ซึมผ่านเข้าเตาหลอมไปได้ ก็มีเพียงส่วนที่สัมผัสเทวะของหวังอี้อนุญาตเท่านั้น เขาเปรียบเสมือนก้อนสายฟ้าลูกหนึ่ง

สะสมพลังอย่างต่อเนื่อง สะสม... แล้วก็สะสมอีก!

จนเมื่อแตะถึงขีดจำกัดจุดหนึ่ง ดังนั้น หลุมลึกอสนีบาตจุติทั้งแห่งก็ถูกกระตุ้น กลไกพายุสายฟ้าทำงานขึ้นมาทันที ในเวลาเดียวกัน กำแพงถ้ำทุกแห่งต่างก็เปล่งประกายสายฟ้าขนาดเท่าท่อนแขนออกมา

พวกมันถักทอและกะพริบแปลบปลาบเข้าหากัน ก่อร่างเป็นตาข่ายสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัว เคลื่อนตัวเข้าหาใจกลางหลุมลึกอสนีบาตจุติอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อพวกมันทะลวงผ่านเส้นทางต่างๆ ไปรวมตัวกันตามจุดตัดแต่ละแห่ง

พลันบังเกิดเป็นพายุสายฟ้าขนาดยักษ์ เมื่อพวกมันไปถึงโพรงกว้างนับร้อยลี้ที่ก้นหลุม ก็จะก่อให้เกิดมหาสมุทรพายุสายฟ้า ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานไม่มีทางรอดชีวิตไปได้เลย

แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำก็ยากจะบอกได้ ว่าจะเอาชีวิตรอดได้แน่นอน จำต้องมีวิธีรับมือที่สูสีกันถึงจะรอด

หลังจากพายุสายฟ้าก่อตัวขึ้น

ไออสนีในหลุมลึกก็ยิ่งพลุ่งพล่าน เมื่อสะท้อนกลับมาที่หวังอี้ ก็คือประสิทธิภาพในการหลอมกายาของเขาพุ่งสูงขึ้นมาอีกระดับ

ในวินาทีที่โลหิตแก่นแท้ควบแน่นถึงเก้าร้อยเก้าสิบเก้าหยด พวกมันก็หลอมรวมกันในชั่วพริบตา แล้วแตกกระจายออกอีกครั้ง วนเวียนอยู่แบบนี้ หลังจากผ่านการควบแน่นสามครั้งแตกกระจายสามครั้ง ท้ายที่สุดก็ควบแน่นกลายเป็นโลหิตแท้จริงผสมผสานหนึ่งหยด

วิชามังกรอสูรหยินมรณะถูกโคจรจนถึงขีดสุด

"สลาย!"

เสียงตวาดแผ่วเบาดังขึ้น มังกรอสูรหยินมรณะที่เกิดจากพลังปราณและเลือดลมแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างก็ปรากฏตัวขึ้นทันใด ขนาดตัวของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีขนาดกว่าสามสิบเมตร พละกำลังทางร่างกายของหวังอี้พุ่งทะยาน

ระดับหลอมกายาขั้นสองช่วงปลาย สำเร็จ!

จบบทที่ บทที่ 219 ใช้ไออสนีชุบกาย ระดับหลอมกายาขั้นสองช่วงปลาย

คัดลอกลิงก์แล้ว