เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 218 กะโหลกหวงเฉวียน อานุภาพระดับแก่นทองคำ!

บทที่ 218 กะโหลกหวงเฉวียน อานุภาพระดับแก่นทองคำ!

บทที่ 218 กะโหลกหวงเฉวียน อานุภาพระดับแก่นทองคำ!


บทที่ 218 กะโหลกหวงเฉวียน อานุภาพระดับแก่นทองคำ!

ภายใต้การจู่โจมทางจิตใจอย่างรุนแรง สัมผัสเทวะของพวกมันดูเหมือนจะดิ้นหลุดจากการควบคุมของเสียงมารบงการจิตได้เล็กน้อย ทว่ายังไม่ทันได้สติโดยสมบูรณ์ ก็กลับกลายเป็นตาแดงก่ำแล้วหันมาเข่นฆ่ากันเองกะทันหัน

ไม่... ใช้คำว่าเข่นฆ่าคงไม่ถูกนัก

ต้องเรียกว่าข้าปาดคอเจ้า เจ้าแทงหัวใจข้า โดยปราศจากการต่อต้านใดๆ แค่แลกชีวิตกันไปดื้อๆ แบบนั้นเลย

เสียงมารบงการจิตสำหรับตัวตนที่มีสัมผัสเทวะต่ำกว่าผู้ใช้อย่างมากแล้วถือว่าน่ากลัวสุดขีด ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกบงการโดยสมบูรณ์ ซึ่งหวังอี้เองก็อาศัยช่องว่างของระดับสัมผัสเทวะที่ห่างชั้นกันมากถึงทำแบบนี้ได้

แต่พอถึงระดับแก่นทองคำ วิชาลับระดับสองนี้ก็เริ่มจะไม่พอใช้เสียแล้ว เว้นเสียแต่ว่าเขาจะสามารถยกระดับมันให้ถึงระดับสามได้

หากเทียบกับมรดกตกทอดของนิกายวิญญาณสวรรค์โบราณแล้ว หวังอี้กลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็นถึงที่มาของวิชาจากนักพรตอีกาหยินมากกว่า ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้

ในตอนนั้นเอง การต่อสู้กวาดล้างก็จบลง

หวังอี้จึงรีบพุ่งตัวมา ดูดกลืนวิญญาณดิบทั้งหมดเข้าไปในขลุ่ยผีคร่ำครวญ เพื่อรอให้อาวุธวิเศษเปลี่ยนวัตถุดิบเหล่านี้เป็นอีกาผีกลืนวิญญาณโดยสมบูรณ์

หลังจากรวบรวมถุงเก็บของและศพทั้งหมดแล้ว เขาก็พึมพำเบาๆ ว่า “ทั้งเกราะมารกับอาวุธวิเศษต่างก็ต้องกลืนกินวิญญาณทั้งนั้น ของแค่นี้จะไปพอยาไส้อะไรล่ะเนี่ย~”

พูดจบ เขาก็เบนความสนใจไปยังสนามรบระดับแก่นทองคำทั้งสองแห่ง

สนามรบระหว่างหุ่นเชิดเหล็กระดับสามกับศพอาฆาตไท่หยิน ทั้งสองฝ่ายต่างแข็งแกร่งพอกัน ฝืนรักษาสถานการณ์ให้สูสีไว้ได้ แม้จะเสียเปรียบอยู่เล็กน้อยก็ตาม

ส่วนฝั่งชิงหยางนั้นเรียกได้ว่าอนาถสุดๆ

เขาเพิ่งอยู่ระดับแก่นทองคำขั้นหนึ่ง อาวุธวิเศษประจำตัวก็เพิ่งหลอมเสร็จได้ไม่นาน ยิ่งอิทธิฤทธิ์ประจำตัวก็ยังสลักไม่สำเร็จ แถมยังต้องแบ่งสมาธิมาปิดกั้นสนามรบและควบคุมหุ่นเชิดเหล็กอีก จึงแทบจะถูกกดหัวตีอยู่ฝ่ายเดียว

ชุดบัณฑิตบนร่างขาดวิ่น หัวไหล่ถูกโจมตีจนเป็นรูเลือดไหลทะลัก ซ้ำยังถูกหมอกผีหวงเฉวียนกัดกร่อน ร่างกายซีกหนึ่งถูกน้ำค้างแข็งปกคลุม อีกไม่นานคงพ่ายแพ้แน่

สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต ต่อให้เขาร่วมวงด้วย โอกาสชนะก็มีไม่มาก

ต้องพลิกสถานการณ์ที่เสียเปรียบนี้กลับมาให้ได้

เวลาแบบนี้ ไม่ต้องมัวคิดจะเก็บไพ่ตายไว้ตัดสินผลแพ้ชนะแล้ว รักษาชีวิตชิงหยางไว้ก่อนค่อยว่ากัน พวกเขาสองคนร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายครั้ง เข้าขากันได้เป็นอย่างดี

เรียกได้ว่า ชิงหยางคือคนที่หวังอี้ไว้ใจที่สุดในช่วงเวลาที่อยู่เมืองหยกวิญญาณ

เพียงแค่ความคิดขยับ

ศพอาฆาตไท่หยินที่อยู่ไกลออกไปก็เมินเฉยต่อการโจมตีของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ แล้วหันไปโค้งคำนับให้สนามรบอีกแห่ง

คำสาปศพหยินจุติอาฆาต!

วัฏจักรไท่หยิน เจียงซือไหว้พระจันทร์ คาถาวิถีศพสุดสยองขวัญจุติลงมาจากกลางอากาศ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำแห่งอารามหวงเฉวียนที่กำลังจะเผด็จศึกชิงหยางในดาบเดียว พลันร่างกายแข็งทื่อ

ปราณอาฆาตไท่หยินเกาะกินร่าง พลังกาย พลังปราณ และพลังวิญญาณถูกบั่นทอนลงไปถึงห้าส่วนในทันที

จังหวะการบุกอันหนักหน่วงชะงักงัน ส่วนชิงหยางที่เคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับหวังอี้มานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมตระหนักได้ทันทีว่านี่คือโอกาสทอง เขากัดฟันพ่นโลหิตแก่นแท้ออกมาคำหนึ่ง

สังเวยโลหิตแก่อาวุธอาวุธวิเศษประจำตัว [พู่กันกวาดสีชาด] ปลดปล่อยอานุภาพไร้ขีดจำกัด ใช้ความว่างเปล่าต่างผืนผ้าใบ พยายามวาดรอยน้ำหมึกตวัดลงบนร่างศัตรู

เขาไม่มีเวลารวบรวมพลังเพื่อใช้สมบัติตกทอดของปรมาจารย์ จึงทำได้เพียงลองใช้อิทธิฤทธิ์ประจำตัวที่ยังฝึกไม่สำเร็จ...[วิชาสาดสีเทวะ]!

ตวัดพู่กันดุจหงส์เหิน เขาพยายามลบรอยต่อระหว่างศีรษะและร่างกายของเป้าหมายโดยตรง ความสามารถระดับนี้น่าทึ่งยิ่งนัก สมแล้วที่เป็นมรดกตกทอดจากราชวงศ์เซียนโบราณกาล

ทว่าศัตรูผู้นั้นก็เป็นถึงระดับแก่นทองคำของอารามหวงเฉวียน

มันได้รับวิชาสืบทอดที่แท้จริงจากขุมกำลังระดับเจ้าผู้ครองแคว้นมาบ้าง แถมยังมีระดับแก่นทองคำขั้นสาม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ชิงหยางจะสั่นคลอนได้ หมอกผีหวงเฉวียนทะลักออกจากร่างของมันอย่างต่อเนื่อง

ต้านทานการขีดเขียนของรอยน้ำหมึกไว้ได้ทั้งหมด มันคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด

“ไอ้สวะผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร! วันนี้ข้าจะให้แกได้ลิ้มรสอิทธิฤทธิ์ระดับสูงของจริง!”

ฉับพลัน ฟ้าดินมืดมิดลง

เมฆดำที่จิ้งจอกหิมะสามหางรวบรวมไว้ถูกวังวนที่ใหญ่กว่าเข้าปกคลุม ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำผู้นั้นกางแขนออก เปลวเพลิงสีขาวโพลนร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเข้าห่อหุ้มร่างมันไว้

กะโหลกสีเหลืองหม่นสูงนับพันเมตร ขนาดราวกับภูเขาลูกย่อมๆ โผล่พรวดขึ้นมากลางอากาศ

หวังอี้จำอิทธิฤทธิ์นี้ได้ทันที

[กะโหลกหวงเฉวียน]!

นี่คือหนึ่งในวิชาสายรองของร่างเนรมิตเทพอสูรกระดูกขาว และพลังแห่งร่างเนรมิตก็เป็นวิชาบังคับของผู้ยิ่งใหญ่ระดับแปลงวิญญาณ การอยู่ในขุมกำลังระดับเจ้าครองแคว้น คนผู้นี้จึงเดินบนเส้นทางที่คล้ายคลึงกับหวังอี้

ต่อให้ไม่ได้เป็นศิษย์สายตรง แต่เมื่อทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำได้แล้ว ก็ยังสามารถเลือกศึกษาวิชาระดับสูงต่างๆ ในนิกายได้ แม้จะไม่ใช่วิชาระดับสูงสุดก็ตาม

แต่นั่นก็มากพอที่จะบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรได้อย่างราบคาบ และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

วิชานี้ร้ายกาจกว่าสามโอสถพ่นเพลิงเป็นไหนๆ ทั้งสองคนต่างก็อยู่ระดับแก่นทองคำขั้นสาม แต่พลังฝีมือกลับห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ในวินาทีนี้หวังอี้ได้ตระหนักถึงความห่างชั้นของความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

เขาและชิงหยางร่วมกันสังหารระดับแก่นทองคำมาแล้วสามคนติดต่อกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นยังมีผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นลายครามอย่างเฒ่ามารตี้ขุยอยู่ด้วย ทำให้เขาหลงผิดคิดไปว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำนั้นรับมือได้ง่าย

ที่แท้ ความคิดนั้นก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากการสู้กับพวกผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรและขุมกำลังชั้นรองอย่างหุบเขามารปฐพีเท่านั้น

เพียงแค่ระดับแก่นทองคำไร้ชื่อคนหนึ่งจากอารามหวงเฉวียน ก็สร้างแรงกดดันให้เขาได้ถึงขนาดนี้

“ชิงหยางงง หนี!!!”

เมื่อทำอะไรไม่ได้ หวังอี้ก็ไม่คิดที่จะฆ่าล้างบางศัตรูอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาคิดว่าจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร

“หนี? แกคิดว่าจะหนีพ้นหรือไง!!!”

ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง กะโหลกหวงเฉวียนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของมันพ่นเพลิงมารกระดูกขาวออกมา ชิงหยางที่บาดเจ็บสาหัสและฝืนโจมตีไปแล้วรอบหนึ่ง จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อต้านได้อีก

ในจังหวะที่เขากำลังสิ้นหวัง จนถึงขั้นคิดว่าตัวเองเลือกทางเดินผิดไปหรือไม่ หุ่นเชิดระยะประชิดระดับสามของหวังอี้ก็โผล่พรวดเข้ามา แล้วเหวี่ยงร่างชิงหยางกระเด็นออกไปอย่างแรง

ในความตกตะลึง เขาก็เข้าใจเจตนาของหวังอี้ได้ทันที

เขาจึงรีบพุ่งหนีไปไกลโดยไม่พูดอะไรสักคำ ในใจรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่หุ่นเชิดนั้นถูกเพลิงมารกระดูกขาวแผดเผาจนแทบจะหลอมละลายในพริบตา

ดังคำกล่าวที่ว่า ลูกหลานขายที่ดินบรรพบุรุษย่อมไม่นึกเสียดาย หุ่นเชิดระยะประชิดระดับสามตัวนี้ไม่ใช่สิ่งที่หวังอี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจหลอมขึ้นมา แถมตอนใช้งานก็ไม่คล่องมือเท่าศพอาฆาตไท่หยิน

เขาจึงตัดสินใจกระตุ้นการทำงานระบบระเบิดตัวเองของหุ่นเชิดอย่างเด็ดขาด

หุ่นเชิดก็เป็นแบบนี้แหละ มันต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรที่มีเลือดเนื้อ ระบบระเบิดตัวเองถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่หุ่นแทบทุกตัวต้องมี ภายใต้การควบคุมของหวังอี้ มันพุ่งทะยานไปข้างหน้าฝ่าเพลิงมารกระดูกขาวอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อเข้าใกล้กะโหลกหวงเฉวียน มันก็ระเบิดดังตูมสนั่น

รัศมีสิบลี้ถูกครอบคลุมไปด้วยแรงระเบิด หวังอี้ที่เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ ได้ใช้พลังของโลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยินดูดเอาศพอาฆาตกลับมาเรียบร้อยแล้ว

จิ้งจอกหิมะสามหางที่เฉลียวฉลาด แม้จะคอยป่วนอยู่แค่รอบนอก แต่ก็อยู่ใกล้หวังอี้มาก ตอนนี้มันจึงมุดเข้าไปหลบในถุงสัตว์วิญญาณ การเตรียมพร้อมหลบหนีจึงสมบูรณ์

หวังอี้พลิกตัวหลบเข้าไปในโลงศพ แล้วทิ้งตัวดิ่งลงสู่ก้นหลุมลึกอสนีบาตจุติ

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำคนที่สองเห็นดังนั้นก็ไม่มีความคิดที่จะเข้าไปขัดขวางแม้แต่น้อย มันคว้าเอาหุ่นเชิดเหล็กระดับสามของชิงหยางมา แล้วรีบพุ่งหนีออกนอกระยะระเบิดทันที

กำไรจากการต่อสู้ครั้งนี้ของมันนับว่าคุ้มค่ามากแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรต้องเข้าไปรับแรงระเบิดให้เจ็บตัว

หลังจากนั้น...

เสียงระเบิดดังกึกก้องจนได้ยินไปถึงเมืองหยกวิญญาณ พื้นปฐพีถูกไถคราดลอกออกเป็นชั้นๆ พริบตาเดียวก็แหว่งเว้ากลายเป็นทะเลสาบขนาดย่อม เมื่อแสงสีขาวและฝุ่นควันจางหายไป

ใจกลางหลุมระเบิดก็มีเสียงไอคอกแคกดังขึ้น

ผู้บำเพ็ญเพียรที่ร่ายวิชากะโหลกหวงเฉวียนมีเลือดไหลซึมที่มุมปาก เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บไม่เบา ผลของคำสาปศพหยินจุติอาฆาตบนร่างก็ยังไม่คลาย มันจึงปรายตามองไปยังสหายที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้

เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสีหน้าหงุดหงิด

“ฉีเซิง ข้าจะไปตามล่าชิงหยาง แกตามลงไปในหลุมลึกอสนีบาตจุติแล้วจับตัวหวังอี้มาให้ได้ เอาเป็นๆ นะ”

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำที่ชื่อฉีเซิงเห็นทีจะปฏิเสธไม่ได้ หลุมลึกอสนีบาตจุติแม้จะอันตราย แต่สำหรับระดับแก่นทองคำจากอารามหวงเฉวียนอย่างมันแล้ว ก็ยังถือว่าอยู่ในวิสัยที่รับมือไหว

หากเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรทั่วไปแล้ว มันรู้ตื้นลึกหนาบางของสถานที่แห่งนี้มากกว่า

ที่ต้องจับเป็น ก็เพราะหวังอี้รู้เรื่องของผู้อาวุโสตี้จ้าง จำเป็นต้องลากคอกลับไปรีดเค้นความจริงให้กระจ่าง

มันจึงเออออตามอีกฝ่ายไปว่า “เข้าใจแล้ว แกรีบจัดการให้ไวหน่อยล่ะกัน ที่นี่เอิกเกริกเกินไปแล้ว รอบๆ ก็มีแต่เมืองของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ขืนโดนจับได้ล่ะก็...”

“ไม่ต้องมาเตือน ข้าว่าแกเอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าจะจับหวังอี้ในหลุมที่มีภูมิประเทศซับซ้อนแบบนั้นได้ยังไง”

พูดจบ...

หมอกผีหวงเฉวียนก็กลืนกินร่างของมันจนหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

ส่วนฉีเซิงตบถุงสัตว์วิญญาณที่เอว ค้างคาวตัวใหญ่ที่มีจมูกสีชมพูอ่อนเหมือนหมูก็ปรากฏตัวขึ้น

“ค้างคาวเซียงหลัว จงตามหาเจ้าของกลิ่นอายนี้”

กลิ่นอายที่มันเก็บรวบรวมมาได้ไม่ใช่ของหวังอี้ แต่เป็นของศพอาฆาตไท่หยิน

สำหรับสัตว์วิญญาณอย่างค้างคาวเซียงหลัว ประสาทการรับกลิ่นของมันดีกว่าสัตว์วิญญาณประเภทสุนัขถึงพันเท่า ต่อให้อยู่ห่างกันหลายพันลี้ก็ยังค่อยๆ แกะรอยตามเป้าหมายได้ทัน ยิ่งความสามารถในการรับรู้ก็ยังเหนือกว่าค้างคาวทั่วไปถึงร้อยเท่า

ต่อให้ดำดิ่งลงไปในหลุมลึกอสนีบาตจุติ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทางจนหาทางออกไม่เจอ

ดังนั้น เมื่อมีสัตว์วิเศษตัวนี้คอยช่วย ฉีเซิงจึงไม่กังวลเลยว่าจะหาหวังอี้ไม่พบ

…………

ณ ก้นหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง

หลังจากหวังอี้กระโดดลงมา เขาก็หลบคลื่นกระแทกจากการระเบิดตัวเองของหุ่นเชิด แล้วพลิกตัวออกมาจากโลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยิน กางปีกจันทร์น้ำค้างแข็งพุ่งดิ่งลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว เพราะท้ายที่สุดเขาก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย

ตอนที่เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือชิงหยาง เขาก็คิดแผนรับมือในขั้นต่อไปไว้แล้ว

ไม่ว่าผลของการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

จวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณจะต้องถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำของอารามหวงเฉวียนที่กำลังเดือดดาล กวาดล้างจนราบเป็นหน้ากลองอย่างแน่นอน!

ในเมื่อเขาถูกค่ายกลกักขังไว้ ก็ย่อมต้องหาทางหนีออกไปให้ได้

พอเรื่องแดงขึ้นมาจนครึกโครม ทั้งเมืองก็ต้องแตกตื่น ในสภาพที่ซากปรักหักพังย่านใจกลางเมืองเหลือเพียงหอเทียนเป่า ไม่ว่าหานเจียจะเต็มใจหรือไม่ เขาก็ต้องแจ้งให้คนของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันรับรู้

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนก็ไม่ใช่ธรรมดา

ขอแค่หานเจียส่งคนไปแจ้งสถานการณ์ที่เมืองหลวงแคว้นสันเขาเมฆา ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่หวังอี้ส่งจดหมายไปเป็นครั้งแรกพอดี ไม่แน่ว่าอาจจะล่อตัวตนระดับวิญญาณแรกกำเนิดมาได้ด้วยซ้ำ ถึงตอนนั้นวิกฤตก็จะคลี่คลายไปเอง

ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิสูงปรี๊ด พายุฝนฟ้าคะนองมีน้อย ไม่ใช่ฤดูที่หลุมลึกอสนีบาตจุติจะเกิดพายุสายฟ้าบ่อยครั้ง ความอันตรายของสภาพแวดล้อมจึงต่ำลงมาหน่อย

ประกอบกับเขารู้ดีว่าก้นหลุมลึกอสนีบาตจุตินั้น เป็นสภาพแวดล้อมแบบเขาวงกตที่เกิดจากถ้ำน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน เหมาะแก่การซ่อนตัว เขาถึงได้ยอมกระโดดลงมาแต่โดยดี

ขอแค่อดทนรอสักสองสามวัน ด้วยความเร็วระดับวิญญาณแรกกำเนิดย่อมมาถึงหยกวิญญาณได้ทันแน่นอน แต่ถ้าหากส่งมาแค่ระดับแก่นทองคำ... เขาจะหลบซ่อนตัวสักครึ่งเดือนถึงหลายเดือนก็ยังไม่ใช่ปัญหา

กล่าวโดยสรุป ความเสี่ยงที่เขาต้องเผชิญนั้นถือว่าไม่มากนัก

นับตั้งแต่หวังอี้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร เขาก็หลงใหลในวิชาพรางตัวมาโดยตลอด เรื่องเล่นซ่อนหาเนี่ยเขาถนัดนักล่ะ

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้

ท่ามกลางความมืดมิดไร้ขอบเขต มีเพียงดวงตาสองข้างของหวังอี้ที่ทอแสงจันทร์จางๆ ดูเหมือนว่าด้วยอิทธิพลของไออสนีบาตที่อัดแน่นอยู่ในสถานที่แห่งนี้ จะทำให้เนตรทมิฬไท่หยินถูกกดข่มอยู่บ้าง เขาจึงมองเห็นทัศนียภาพรอบตัวได้ในระยะแค่ร้อยเมตรเท่านั้น

ระหว่างที่ทิ้งตัวดิ่งลงไปเรื่อยๆ เขาก็มองเห็นถ้ำรูปทรงบิดเบี้ยวเรียงรายอัดแน่นกันจนชวนขนลุก ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่ถูกสายฟ้าหลอมละลายอย่างรุนแรง ช่างน่าสะพรึงกลัวเสียจริง

สายลมแผ่วเบาที่พัดมาจากหนใดไม่อาจทราบได้ เมื่อพัดเข้าไปในถ้ำ

ก็คล้ายกับเสียงหวีดร้องของวิญญาณอาฆาต ยิ่งเพิ่มบรรยากาศวังเวงชวนขนหัวลุกให้กับสถานที่แห่งนี้

และในที่สุด...

เท้าของหวังอี้ก็สัมผัสพื้นดิน

เขาใช้วิชาพรางตัวควบคู่กับคาถาไร้ลมหายใจอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ใช้วิชาย่างก้าวลวงตาแยกเงาร่างออกมาถึงเก้าสาย หวังอี้อัดฉีดกลิ่นอายเข้าไปในเงาร่างแต่ละสายเข้มข้นกว่าปกติ

เขาควบคุมพวกมันให้หนีไปในเก้าทิศทาง ส่วนร่างต้นก็อาศัยของที่ยึดมาได้ในช่วงหลายปีนี้ วางค่ายกลพรางตัวชุดหนึ่งไว้ที่เดิม พร้อมกับแปะยันต์สารพัดชนิดเพื่อทำเป็นกับดัก

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาถึงได้รีบจากไป

การทำเช่นนี้ จะช่วยให้เขายืนยันได้ว่ามีคนตามมาหรือไม่ แถมยังแยกแยะได้ว่าวิชาสะกดรอยของอีกฝ่ายร้ายกาจแค่ไหน แม้ในก้นหลุมจะมีเสียงลมรบกวน แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าเงียบสงบเอามากๆ

จบบทที่ บทที่ 218 กะโหลกหวงเฉวียน อานุภาพระดับแก่นทองคำ!

คัดลอกลิงก์แล้ว