- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 220 อักขระอสนีสมบูรณ์ ศพเกลื่อนกลาด
บทที่ 220 อักขระอสนีสมบูรณ์ ศพเกลื่อนกลาด
บทที่ 220 อักขระอสนีสมบูรณ์ ศพเกลื่อนกลาด
บทที่ 220 อักขระอสนีสมบูรณ์ ศพเกลื่อนกลาด
เมื่อมาถึงขั้นนี้ การเพิ่มพูนตบะหลอมกายาก็เริ่มยากลำบากขึ้น เขาจำเป็นต้องควบแน่นโลหิตแก่นแท้ให้ได้เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าหยด และผ่านการควบแน่นสามครั้งแตกกระจายสามครั้งเป็นครั้งสุดท้าย จึงจะสามารถทะลวงสู่ระดับหลอมกายาขั้นสามได้
ต่อให้มียาลับโลหิตมังกรที่ทำจากแก่นโลหิตมังกรมาช่วยเร่งความเร็ว ก็ยังเร่งไม่ขึ้นอยู่ดี ขั้นตอนการสะสมพลังช่างยาวนานเหลือเกิน กอปรกับที่ผ่านมาก็ใช้ไปเยอะแล้ว
แก่นโลหิตมังกรเหลือเพียงก้อนเท่าไข่นกกระทา ไม่มีทางเพียงพอต่อความต้องการในการทะลวงสู่ระดับหลอมกายาขั้นสามแน่นอน ถึงเวลาต้องหาทรัพยากรณ์ด้านนี้มาเป็นสิ่งทดแทนแล้ว
ภายในเตาเหมันต์อุกกาบาต หวังอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สัมผัสได้ถึงร่างกายที่เพิ่งผ่านการแปรสภาพมาหมาดๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความปีติยินดี
"คิดไม่ถึงว่าตบะหลอมกายาจะแซงหน้าตบะลมปราณ ก้าวสู่มาตรฐานของระดับสร้างรากฐานช่วงปลายไปก่อนซะได้ แต่ทว่า... ระดับสร้างรากฐานขั้นเจ็ดก็คงอีกไม่นานหรอก"
เขาลองสัมผัสถึงปราณแท้ในร่างครู่หนึ่ง ภายในสองปีหวังอี้ก็สามารถทะลวงขีดจำกัดได้อีกครั้ง
ประสิทธิภาพการใช้อสนีชุบกายของที่นี่มันดีเกินไปจริงๆ นี่เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วันเองนะ
หลังจากปรับตัวได้สักพัก หวังอี้ก็บำเพ็ญเพียรต่อไป ทว่าคราวนี้ผลลัพธ์ของไออสนีเริ่มลดลง เขาจึงนำเคล็ดวิชาลับอักขระวิญญาณวายุอสนีมาบำเพ็ญคู่กันไปเลย
หารู้ไม่ว่าด้านบนกำลังเกิดคลื่นลมปั่นป่วน!
หรือจะบอกว่าไม่ได้พยายามจับสัมผัสเลยต่างหาก เขากลัวว่าจะโดนผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำจับหนวดสัมผัสเทวะของเขาได้ ตราบใดที่สถานการณ์ของเสวี่ยอวี้ยังปกติ เขาก็ยังไม่คิดจะออกไปตอนนี้
ด้วยเหตุนี้ พายุสายฟ้าในหลุมลึกอสนีบาตจุติจึงยังคงบ้าคลั่งและดำเนินต่อไป ซึ่งแตกต่างจากปกติที่มักจะสงบลงหลังจากบ้าคลั่งไปครึ่งวัน
เรียกได้ว่าตราบใดที่เขาไม่หยุดบำเพ็ญเพียร พายุสายฟ้าก็จะไม่หยุดลง ทั้งสองอย่างนี้มีความเกี่ยวพันกันอย่างน่าประหลาด
…………
ภายในถ้ำในหลุมลึกอสนีบาตจุติ
ใบหน้าของฉีเซิงมืดครึ้ม ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยันต์ต้านอสนีถูกใช้จนหมดเกลี้ยงท่ามกลางพายุสายฟ้า ตอนนี้มันต้องหลบอยู่ในอาวุธวิเศษประจำตัว [กระถางชิงหยู] ติดแหงกอยู่ในโถงทางเดินของถ้ำ ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้แม้แต่นิ้วเดียว
ในทำนองเดียวกัน เสวี่ยอวี้ก็หลบอยู่ในโลงเลี้ยงศพอาฆาต ในใจรู้สึกหวาดผวาอย่างยิ่ง จิ้งจอกน้อยน่าสงสารอย่างมันต้องมาอยู่ร่วมกับศพอาฆาตสุดโหดและศพเดินได้อีกสองร่าง
ความรู้สึกปลอดภัยดิ่งฮวบฮาบ ตั้งแต่ติดตามหวังอี้มา มันไม่เคยต้องห่างจากเจ้านายนานขนาดนี้มาก่อน น่ากลัวสุดๆ ไปเลย~
ปัง!
ฉีเซิงตบกระถางชิงหยูอย่างแรงหนึ่งฉาด พายุหมุนพัดโหมกระหน่ำอยู่รอบตัว เผยให้เห็นความไม่สงบในใจ หากขืนยื้อต่อไป มันก็ไม่ได้เปรียบอะไรเลย
ทางฝั่งพรรคพวก ผ่านมาหลายวันขนาดนี้ก็น่าจะมีปฏิกิริยาอะไรบ้าง แต่มันกลับติดอยู่ในพายุสายฟ้า แม้แต่หยกสื่อสารก็ทะลวงผ่านสนามพลังอสนีนี้ไปไม่ได้
นั่นหมายความว่ามันถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง หากเป็นแค่วันสองวันก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ลากยาวมาสี่ห้าวันแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
นี่ยิ่งทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ กลัวว่ายอดฝีมือจากเมืองหลวงแคว้นสันเขาเมฆาจะมาดักรอจับเป็นอยู่ปากทาง หลังจากไล่ตามมาได้พักหนึ่ง มันก็เริ่มตระหนักถึงกลยุทธ์ถ่วงเวลาของหวังอี้แล้ว
นั่นยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตอนที่อีกฝ่ายหนีลงมาในหลุมลึกอสนีบาตจุติ ก็คิดแผนรับมือไว้เรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้มันมีแค่สองทางเลือก
หนึ่ง ล้มเลิกการจับตัวหวังอี้ ใช้อาวุธวิเศษประจำตัวคุ้มกัน ฝ่าทะลวงออกจากเขตพายุสายฟ้า กลับสู่โลกเบื้องบน หากโชคดีก็อาจจะกลับไปได้อย่างปลอดภัย
สอง ฝืนมุ่งหน้าเข้าสู่พายุสายฟ้าต่อไป หวังอี้มีตบะแค่ระดับสร้างรากฐาน แค่ป้องกันพายุสายฟ้าพวกนี้ก็คงกินแรงแย่แล้ว ไม่มีทางเคลื่อนที่ไปไหนได้หรอก
ถ้าคิดแบบนี้ โอกาสที่จะจับตัวอีกฝ่ายได้ก็ยังมีสูงมาก
แต่เกรงว่าความตายจะมาเยือนเข้าจริงๆ ต่อให้ผู้อาวุโสตี้จ้างใกล้จะควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิด มันก็ไม่อยากเสี่ยงตายเพื่อเขาอีกแล้ว
"ฉีผู้นี้ทำมาถึงขั้นนี้ ก็ถือว่าแทนคุณและทำตามหน้าที่อย่างถึงที่สุดแล้ว ไม่เหมือนพวกอู้งานพวกนั้น ถึงเวลาต้องไปแล้วล่ะ"
หลังจากเกลี้ยกล่อมตัวเองในใจเสร็จ ฉีเซิงก็ไม่รั้งรออีกต่อไป
มันย่อขนาดกระถางชิงหยูลง แขวนกลับหัวไว้เหนือกระหม่อมเพื่อปลดปล่อยลมปราณชิงหยูออกมาต้านทานพลังอันบ้าคลั่งของสายฟ้าไว้ภายนอก และไม่คิดจะกลับไปทางเดิม
แต่มันกลับเลือกเดินในแนวทแยงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งบังเอิญทำให้มันคลาดกับก้อนอสนีที่หวังอี้รวบรวมมาจากการบำเพ็ญเพียรพอดี
ด้วยเหตุนี้ สิบสองวันให้หลัง
หวังอี้รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยไออสนีอันหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณท่อนแขนทั้งสองข้าง อักขระอสนีที่เคยปกคลุมแค่ต้นแขน บัดนี้ไม่เพียงแต่เลื้อยพันไปทั่วแขนเท่านั้น แม้แต่บนร่างกายก็ยังถูกปกคลุมไปด้วย
นั่นหมายความว่าเคล็ดวิชาลับวายุอสนีได้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว อักขระวิญญาณเหล่านี้เปรียบเสมือนแบตเตอรี่ที่กักเก็บพลังวายุอสนี การแผ่ขยายของอักขระวิญญาณก็หมายถึงความจุที่เพิ่มขึ้น
แผ่ขยายไปทั่วร่างย่อมหมายถึงความสมบูรณ์แบบ
ไออสนีที่เปี่ยมล้นเหล่านี้ หากระเบิดออกมาผ่านเคล็ดวิชาลับ หวังอี้ก็ไม่กล้าคิดเลยว่าความแข็งแกร่งของเขาจะพุ่งสูงไปถึงระดับไหน
ในทางกลับกัน เนื่องจากการกักเก็บพลังไว้ภายนอก เมื่อไออสนีเหล่านี้ถูกใช้จนหมด หวังอี้ก็ต้องคอยดูดซับพลังวายุอสนีเพื่อฟื้นฟู ความเร็วในการฟื้นฟูเองนั้นช้าเกินไป ยากที่จะใช้ได้หลายครั้งในการต่อสู้เพียงครั้งเดียว
"น่าเสียดาย มีแค่อักขระอสนีที่สมบูรณ์แบบ ส่วนอักขระวายุกลับเพิ่มขึ้นมาอย่างจำกัด"
แค่หลบหนียังได้ของแถมกลับมาขนาดนี้ หวังอี้ก็พอใจมากแล้ว เคล็ดวิชาลับสายระเบิดพลังระดับสามนี้ มากพอที่จะให้เขาใช้ไปจนถึงระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุด ส่วนอักขระวายุค่อยๆ ขยายขอบเขตไปทีหลังก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน
เมื่อรวบรวมพลังเสร็จ หวังอี้ก็ใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบสถานการณ์เบื้องบนอย่างระมัดระวัง เมื่อพบว่าไม่มีกลิ่นอายใดๆ หลงเหลืออยู่ จึงใช้วิชาพสุธาซ่อนเร้นมังกรม่วงกลับเข้าสู่โถงทางเดินถ้ำ
เขาอดไม่ได้ที่จะใช้สายใยสัมผัสเทวะในหัว เพื่อจับตำแหน่งของเสวี่ยอวี้ เมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขยับเขยื้อนมาครึ่งเดือนแล้ว คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที
ไม่นานนัก
"โฮกๆๆ~"
"หืม?"
"โฮกๆ ฮ๊าา!"
"อืมๆ เป็นแบบนี้นี่เอง"
หลังจากการสื่อสารอันยากลำบาก ในที่สุดหวังอี้ก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาลูบโลงเลี้ยงศพอาฆาตด้วยความปวดใจ
เสวี่ยอวี้: "(o_0)???"
ในฐานะอาวุธวิเศษสายศพ เดิมทีมันก็แพ้ทางพลังงานหยางที่แกร่งกร้าวอย่างสายฟ้าอยู่แล้ว หลังจากแช่อยู่ในทะเลสายฟ้ามาครึ่งเดือน โลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยินก็มีอักขระอสนีเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย สีสันก็จางลงไปเยอะ
มิติภายในก็มีไออสนีตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก บีบให้ศพอาฆาตไท่หยินต้องไปคุดคู้หลบอยู่ตรงมุม
หวังอี้: "..."
ส่วนวัตถุดิบชั้นเลิศอีกสองร่างนั้น แม้จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ก็ถูกไออสนีแช่อยู่พักใหญ่ ทำให้เกิดอักขระอสนีขึ้นมาเหมือนกัน
สภาพเช่นนี้ทำให้หวังอี้เกิดความคิดพิลึกขึ้นมา
จู่ๆ เขาก็ใช้วิชาฝ่ามือเสวียนหยิน ควักหินก้อนใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยไออสนีออกมา มืออีกข้างก็ใช้ปราณกระบี่น้ำแข็งสกัดเป็นโลงศพหินสองโลง นำร่างของศพปีศาจและศพภูตที่มีชีวิตใส่ลงไป
จากนั้นก็โกยดินอาบไออสนีขึ้นมากองใหญ่แล้วฝังพวกมันไว้ ใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบอย่างละเอียด เอ๊ะ ได้ผลแฮะ!
เกิดปฏิกิริยากลายพันธุ์บางอย่างขึ้นมาจริงๆ
ร่างศพปีศาจค่อนข้างราบรื่น แต่ร่างศพภูตมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงไปหน่อย พลังหยินและพลังอาฆาตที่เลี้ยงดูมาพักใหญ่ถูกระเหยจนแห้งเหือดไปซะแล้ว~
หวังอี้โยนมันทิ้งไปไว้ข้างๆ เก็บไว้แค่วัตถุดิบศพปีศาจเพื่อกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์กับสายฟ้า จากนั้นก็ย่อขนาดเสวี่ยอวี้ให้มาเกาะอยู่บนไหล่
เขาค่อยๆ ถอยกลับไปตามทางที่มาอย่างระมัดระวัง
เขาไม่แน่ใจว่าผู้ไล่ล่าจากไปหรือยัง แต่เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ กำลังเสริมจากเมืองหลวงแคว้นสันเขาเมฆาก็น่าจะมาถึงแล้ว ตามหลักการแล้วเขาน่าจะปลอดภัย
แต่วิชาลับค้นเขาตามล่ามารก็ยังคงถูกเรียกใช้ทุกๆ ครึ่งก้านธูป
พร้อมกันนั้นก็ขุดดินที่อาบไออสนีใส่ลงในโลงเลี้ยงศพอาฆาตอย่างต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะวัตถุดิบศพปีศาจให้กลายพันธุ์ไปเป็นธาตุอสนี
ครึ่งวันต่อมา
หวังอี้กลับมายังบริเวณศูนย์กลางของหลุมลึกอสนีบาตจุติอีกครั้ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นจุดสีขาวขนาดเท่าเมล็ดข้าว นั่นคือแสงสว่างจากโลกเบื้องบนในตอนกลางวัน แม้จะสาดส่องลงมาไม่ถึง แต่ก็ทำให้หวังอี้รู้สึกอุ่นใจได้บ้าง
"จบเรื่องสักที"
บทเรียนคราวนี้ลึกซึ้งฝังใจจริงๆ ความห่างชั้นระหว่างระดับแก่นทองคำจากขุมกำลังใหญ่กับระดับแก่นทองคำพเนจร ช่างเป็นบทเรียนชั้นยอดให้เขาเสียจริง ไม่รู้ว่าป่านนี้ชิงหยางจะเป็นยังไงบ้าง
ในฐานะที่เป็นมือซ้ายมือขวาของเขา จะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด
ปีกจันทร์น้ำค้างแข็งกลางแผ่นหลังกางออก หวังอี้ที่กำลังจะบินจากไป จู่ๆ ก็มีสายฟ้าฟาดผ่านข้างกาย กระแสไฟฟ้าดังเปรี๊ยะๆ ส่องแสงสีฟ้าขาววาบหวาม
มันไม่ได้ผ่าลงพื้น แต่กลับพุ่งตรงไปยังบริเวณศูนย์กลาง
ราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด หวังอี้ใจเต้นรัว หลุมลึกอสนีบาตจุติช่างแปลกประหลาดถึงเพียงนี้ หากบอกว่าไม่มีของวิเศษหายากเลย ก็คงจะโกหกกันแล้ว
อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีของวิเศษธาตุอสนีอยู่แน่ เขาเดินทะลุโถงทางเดินถ้ำมาตั้งนาน แต่กลับไม่ได้อะไรติดมือมาเลย นี่มันไม่ปกติชัดๆ
หากบอกว่าของวิเศษอยู่ที่ศูนย์กลางของหลุมลึกเส้นผ่านศูนย์กลางร้อยลี้ เขาก็เชื่อ
"มาถึงนี่แล้ว ก็แวะไปดูหน่อยจะเป็นไรไป"
คงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอกมั้ง?
ประโยคหลังหวังอี้ไม่ได้พูดออกมา ด้วยความคิดเช่นนี้ เขาจึงหักเลี้ยวเก้าสิบองศา กางปีกน้ำแข็งพุ่งทะยานไปทันที!
ยิ่งเข้าใกล้บริเวณศูนย์กลาง เขาก็ยิ่งเจอสายฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันดูราวกับอสรพิษอสนีที่พุ่งตรงมาจากทั่วทุกสารทิศ
พุ่งหายเข้าไปในความมืดเบื้องหน้าอย่างไม่ขาดสาย
หวังอี้เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้น บนพื้นดินบริเวณใกล้เคียงก็ปรากฏโครงกระดูกสีดำสนิท ซึ่งดูเหมือนถูกสายฟ้าผ่าจนเกรียมเป็นตอตะโก แม้แต่เลือดเนื้อก็ถูกหลอมละลายไปหมด
ศพเกลื่อนกลาดไปทั่ว ทำให้เขานึกถึงตำนานของหลุมลึกอสนีบาตจุติ พวกนี้น่าจะเป็นเหล่านักล่าสมบัติที่เข้ามากันอย่างไม่ขาดสาย
พวกเขาก็คงพบความผิดปกติที่ศูนย์กลางเหมือนกัน เลยแห่กันมาสินะ? แล้วไปเจออุบัติเหตุอะไรเข้าล่ะ? ลำพังแค่กระแสไฟฟ้าที่พุ่งผ่านไปมาเป็นระยะ ไม่มีทางสร้างบาดแผลแบบนี้ได้หรอก
"หรือว่าเจอพายุสายฟ้าตอนกำลังเข้าใกล้?"
ในใจยังคงมีความสงสัย หวังอี้ยกระดับความระมัดระวังขึ้น วิชาลับค้นเขาตามล่ามารก็ถูกใช้งานบ่อยขึ้น เขานึกถึงตำนานเกี่ยวกับ [จี้เหมิง] ขึ้นมาอีกครั้ง
สัตว์อสูรโบราณชนิดนี้ เคยผ่าผู้ยิ่งใหญ่ระดับแปลงวิญญาณจนตายคาที่มาแล้ว ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ หากเป็นเรื่องจริง อันตรายที่อยู่เบื้องหน้าคงยากจะประเมิน
หากเป็นเรื่องเท็จ แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้เกิดสภาพเช่นนี้
ระหว่างที่บินอยู่ หวังอี้ก็หยุดชะงักกะทันหัน
หลุมลึกอสนีบาตจุติอยู่ในใจกลางแคว้นสันเขาเมฆา หากมีสมบัติของระดับแปลงวิญญาณอยู่จริง ก็คงถูกนิกายโลหิตวิญญาณผกผันชิงตัดหน้าไปตั้งนานแล้ว ที่เหลือทิ้งไว้ก็คงมีแต่อันตรายเท่านั้น
เว้นเสียแต่ว่าสภาพแวดล้อมพิเศษของที่นี่ ทำให้เกิดของวิเศษธาตุอสนีขึ้นมาใหม่ ก็พอจะเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ แต่ของวิเศษชิ้นใหม่ที่เกิดขึ้นมา ก็คงถูกเก็บไปแล้วล่ะมั้ง?
ที่นี่ไม่ใช่โบราณสถานตงจี๋จิงที่มีทั้งค่ายกล ข้อห้าม และซากศพสัตว์ประหลาดโบราณที่หลับใหลอยู่ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนต้องห้ามที่เข้าไม่ได้เสียหน่อย
ดังนั้น เขาจึงลังเลขึ้นมากะทันหัน
"การที่ไม่มีคนมาต้องมีเหตุผลของมัน ข้าอย่าไปแส่หาเรื่องดีกว่า"
ปัดเป่าความอยากรู้อยากเห็นในใจทิ้งไป หวังอี้หันหลังเตรียมบินขึ้นไปข้างบน
น่าเสียดายที่ความเสียดาย สั่งการให้เขาคอยชะเง้อมองลงไปข้างล่างตลอดเวลา เนตรทมิฬไท่หยินถูกใช้งานจนถึงขีดสุด นี่คือความหวังลมๆ แล้งๆ ที่มนุษย์ทุกคนยากจะหลีกเลี่ยง
แต่มันก็ได้ผลจริงๆ วิชาเนตรอันยอดเยี่ยมทำให้เขามองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ
สถานะชมจันทร์ สามารถมองทะลุสรรพสิ่งที่เป็นธาตุหยินได้
บัดนี้ในสายตาของเขา ห่างออกไปเพียงห้าลี้ ท่ามกลางความมืดมิดอันลึกล้ำ มีก้อนพลังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งหยางอันแข็งแกร่ง กำลังแผ่คลื่นพลังวิญญาณอันหนาแน่นออกมา
ถ้าจะพูดให้ถูก จุดที่ของวิเศษตั้งอยู่ ยังไม่ถึงใจกลางหลุมลึกด้วยซ้ำ
"ขอดูหน่อยนะ? ขอดูหน่อยน่า!!"