- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 193 ศพอาฆาตไท่หยิน ชิงหยางเจินเหริน
บทที่ 193 ศพอาฆาตไท่หยิน ชิงหยางเจินเหริน
บทที่ 193 ศพอาฆาตไท่หยิน ชิงหยางเจินเหริน
บทที่ 193 ศพอาฆาตไท่หยิน ชิงหยางเจินเหริน
ยามเที่ยงคืน
เป็นช่วงเวลาที่พลังอาฆาตจันทราในฟ้าดินเข้มข้นที่สุด
หวังอี้นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าซากศพ ซัดเคล็ดวิชาหลอมศพออกไปเป็นสาย ประทับลึกลงในร่างของศพคืนชีพ ปลายลิ้นตวัดผ่านเขี้ยวแหลมบนเพดานปาก ก่อนจะพ่นหมอกโลหิตออกมาอย่างรวดเร็ว
"ไท่หยินหลอมรูป จันทราอาฆาตหลอมวิญญาณ"
"คาถาร้ายปฐพีขุ่นมัว หวนคืนสู่ซากศพ"
"ฟ้ามืดมิด ดินศักดิ์สิทธิ์ ชะตาหยินห่างไกล วิญญาณเป็นยากจุติ สรรพสิ่งชั่วร้ายกลายเป็นมาร สยบเจียงซือปลดปล่อยร่าง"
"บัญชา… ปลุกศพ!!!"
ชั่วพริบตา พลังอาฆาตจันทราไท่หยินก็เหมือนควันขาวข้นที่เดือดพล่าน ถูกเจียงซือสูบเข้าไปในท้องทันที ปราณชีวิตสายสุดท้ายที่ริบหรี่ดั่งเทียนไขต้องลม พริบตาเดียวก็กลายเป็นปราณศพทะยานฟ้า
"โฮกกก"
เสียงคำรามราวกับสัตว์อสูรทำเอาคนฟังหูอื้อจนเจ็บ หวังอี้สัมผัสได้ถึงการสะท้อนกลับของสัมผัสเทวะอย่างรวดเร็ว ศพอาฆาตไท่หยินตนนี้ ต่อให้เขาทุ่มสุดตัวแล้วก็ตาม
แต่ด้วยตบะและความสำเร็จในวิชาลับ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดึงความแข็งแกร่งก่อนตายของศพออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ตามที่เขาประเมินไว้ อย่างมากก็แค่ระดับสามขั้นต้น
ผลลัพธ์นี้ไม่ผิดแน่
แต่ความดุร้ายของมันกลับมีมากกว่าที่บันทึกไว้ในวิชาหลอมศพอาฆาตหยิน ด้วยพลังสัมผัสเทวะที่เทียบเท่าระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของเขา การจะสะกดมันไว้ก็ยังนับว่าตึงมือมาก
"ไม่น่าจะใช่นะ มุทราควบคุมศพสามารถบงการศพหลอมที่มีระดับสัมผัสเทวะสูงกว่าตัวเองได้หนึ่งขั้นนี่นา หรือว่าศพอาฆาตไท่หยินนี่จะเป็นเจียงซือกลายพันธุ์?"
หวังอี้เหยียบย่างก้าวดารา ใช้เท้ากระทืบลงบนหน้าอกของศพอาฆาตไท่หยิน เหยียบไอ้ตัวที่เพิ่งจะลุกพรวดขึ้นมาให้หงายเก๋งลงไปอีกรอบ
เขานั่งขัดสมาธิสะกดร่างศพไว้ มือขวารวบนิ้วจุดลงตรงหว่างคิ้วของศพอาฆาต มือซ้ายยันไว้ที่ตำแหน่งข้อพับแขน พลังสัมผัสเทวะทะลักไหลออกไปอย่างดุดัน
ขั้นสมบูรณ์·วิชาลับสัมผัสเทวะ·ดรรชนีสลายวิญญาณ!
การกระทำนี้เรียกได้ว่าป่าเถื่อนสุดๆ เล่นกระซวกซะจิตสำนึกกระหายเลือดที่เพิ่งก่อตัวของศพอาฆาตไท่หยินเละเป็นโจ๊ก สัมผัสเทวะที่ราวกับจับต้องได้กวนเข้าไป แล้วซัดชุดมุทราควบคุมศพเข้าไปอีกระลอก
ในที่สุด ศพอาฆาตที่ดิ้นรนไม่หยุดก็สงบลงเสียที
หวังอี้ผ่อนลมหายใจเบาๆ ปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงออก แล้วกวาดตามองศพหลอมตรงหน้า
ศพอาฆาตแบ่งระดับเป็นสี่ขั้นตามนี้ เจียงซือขน เจียงซือเขียว เจียงซือบิน ยักษ์ษา เทียบเท่ากับสี่ขอบเขต หลอมปราณ สร้างรากฐาน แก่นทองคำ วิญญาณแรกกำเนิด!
ศพอาฆาตระดับเจียงซือบิน ไม่มีเสื้อศพเกราะทองคำเหมือนพวกศพเกราะ
แต่คุณสมบัติพื้นฐานที่มาพร้อมกับระดับขั้นอย่างพละกำลังมหาศาล หนังทองแดงกระดูกเหล็ก เหาะเหินเดินอากาศ ไม่กลัวแสงแดดแผดเผา... และอื่นๆ มันก็ยังมีอยู่ครบถ้วน
อีกทั้งเจียงซือบินก็ยังมีความมหัศจรรย์เฉพาะตัวของศพอาฆาต เช่นเดียวกับเสื้อศพเกราะทองคำ มันเป็นความสามารถโดยกำเนิด จะแข็งแกร่งหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอิทธิฤทธิ์อาฆาตศพวิชานี้แหละ
และความสามารถที่ได้จากพลังอาฆาตจันทราไท่หยิน ก็เหมือนกับพรสวรรค์ของมัน เกิดมาก็รู้เอง ราวกับเป็นสัญชาตญาณ
สิ่งนั้นเรียกว่า…
"คำสาปศพหยินจุติอาฆาต!"
หวังอี้พึมพำออกมา หากมองว่าศพเกราะคือผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาที่ดุร้ายและเก่งกาจในการต่อสู้ระยะประชิด ศพอาฆาตก็คือนักเวทที่เชี่ยวชาญวิชาอาคมนั่นเอง
แม้ร่างกายจะไม่นับว่าอ่อนแอ แต่มันถนัดใช้คาถาวิถีศพในการห้ำหั่นมากกว่า
สิ่งที่เรียกว่า [คำสาปศพหยินจุติอาฆาต] นั้นคล้ายกับวิชาสาปแช่ง ตราบใดที่อยู่ในระยะสายตา แทบจะไม่มีโอกาสหลบพ้น มันสามารถเสกพลังอาฆาตจันทราไท่หยินลงบนตัวเป้าหมายได้
บั่นทอนปราณแท้ ซัดอาวุธวิเศษให้ปลิว ลดทอนอิทธิฤทธิ์ ทำให้กายาแปดเปื้อน
เรียกได้ว่าเป็นความสามารถครอบจักรวาล หากไม่มีวิชาป้องกันชั้นเลิศ เมื่อถูกคำสาปอาฆาตเล่นงาน ความแข็งแกร่งในร่างอย่างน้อยๆ ก็ต้องลดลงไปถึงห้าส่วน
"ศพหยินชั้นยอด อิทธิฤทธิ์ชั้นเยี่ยม!"
หวังอี้อดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มหัวเราะร่า มีศพตนนี้อยู่ในมือ แล้วค่อยหาผู้ช่วยมาอีกสักคน แค่นักพรตอิสระระดับแก่นทองคำขั้นต้นสองคน ลำพังตัวเขาคนเดียวก็เอาอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากพลังอาฆาตจันทราไท่หยินมีระดับที่สูง คาถาวิถีศพที่เจียงซือบินมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสูบเลือดผ่านอากาศ วิชาควบคุมความอาฆาต บาทาศพถีบ... และอื่นๆ ล้วนได้รับการยกระดับขึ้นในระดับหนึ่ง
ในระดับศพอาฆาตระดับสามขั้นต้น ศพตนนี้จัดว่าเป็นของระดับสูงสุดๆ เอาไปวางต่อหน้าศิษย์สายตรงของยอดเขาศพสวรรค์ ก็ทำเอาตาโตใจเต้นได้เลยทีเดียว!
"ไอ้แก่เอ๊ย หน้าตาอัปมงคลเกินไปแล้ว ท่านเจ้าเมืองอย่างข้าจะศัลยกรรมให้แกสักหน่อยก็แล้วกัน"
หวังอี้ใช้วิชาในเคล็ดวิชาหลอมศพ ศพอาฆาตไท่หยินที่แห้งเหี่ยวชราภาพ พลันมีปราณศพเข้าไปเติมเต็มรอยย่นบนผิวหนังจนเต่งตึง รอยเหี่ยวย่นน่าเกลียดหายไปจนหมด
ใบหน้ายิ่งถูกเขาปรับแต่งแก้ไข จนเหลือแค่ดวงตาสีเขียวมรกตคู่หนึ่ง ไม่ว่าใครก็ดูไม่ออกว่าหน้าตาเดิมเป็นเช่นไร นี่ก็เพื่อป้องกันการบังเอิญไปเจอญาติมิตรของเจ้าของร่างนั่นแหละ
การปกปิดและดัดแปลงเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีศพยิ่งเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ การที่มีกฎเกณฑ์สืบทอดกันมาเช่นนี้ ย่อมต้องเคยผ่านบทเรียนที่นองเลือดกันมาแล้วทั้งนั้น
หวังอี้หยิบเอาชุดคลุมดำซึ่งเป็นอาวุธวิเศษระดับหนึ่งที่มีสรรพคุณในการซ่อนเร้นกลิ่นอายออกมาสวมให้กับศพอาฆาตไท่หยิน มาถึงขั้นนี้ การปลุกศพเบื้องต้นก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
จากนั้นเขาก็คลำถุงเก็บของ หยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมาจากด้านใน
ของที่บรรจุอยู่ด้านในก็คือเลือดอสูรของเสวี่ยอวี้ เจียงซือเพิ่งเกิดใหม่ยังไงก็ต้องได้ลิ้มรสเลือด จะให้ดื่มเลือดของเขาก็ดูไม่เป็นมงคล ดื่มเลือดของจิ้งจอกหิมะสามหางนี่แหละเหมาะเจาะที่สุด ทั้งแรง ทั้งให้เยอะ!
จัดการเสร็จสรรพ หวังอี้ก็ใช้ยันต์สะกดศพทำให้มันตกอยู่ในสภาวะหลับใหล ปล่อยให้มันอาบแสงจันทร์อยู่ใต้หลังคาห้องลับที่เปิดโล่งรับแสงดาวก็พอแล้ว
"คงต้องหาโลงศพให้แกอยู่สักใบ"
อาวุธวิเศษจำพวกถุงเก็บศพ หวังอี้นั้นไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเก็บศพอาฆาตระดับสามเลย มันก็ต้องใช้ถุงเก็บศพระดับสามด้วย สู้ซื้อโลงศพที่มีคุณสมบัติในการย่อส่วนมาใช้ยังจะดีเสียกว่า
เติมพลังอาฆาตจันทราไท่หยินให้เต็ม เวลาปกติก็ย่อส่วนห้อยไว้ที่เอว หรือจะเอามาทำเป็นเครื่องประดับ หาที่ห้อยส่งเดชไปก็สะดวกดีเหมือนกัน
…………
วันรุ่งขึ้น หวังอี้เพิ่งจะจัดแจงให้คนไปที่หอจินหม่านเพื่อบอกข้อเรียกร้อง หากไม่มีของก็ให้โยกย้ายมาจากสาขาในเมืองอื่น
มีมิติพกพาอยู่ภายใน ย่อส่วนได้ และช่วยปกปิดกลิ่นอายคือความต้องการพื้นฐานที่สุด ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี มีระดับสามก็เอาระดับสาม อย่างต่ำสุดก็ต้องเป็นระดับสองขั้นสูง
กระเป๋าตังค์ของท่านเจ้าเมืองหวังน่ะตุงอยู่เสมอแหละน่า~
แค่นี้ไม่สะเทือนหินวิญญาณหรอก
เวลานี้เอง
สวีรั่วโจวรีบสาวเท้าเข้ามา "ท่านเจ้าเมือง ชิงหยางเจินเหรินมาขอเข้าพบขอรับ"
"เจินเหริน?" หวังอี้สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เขาตั้งใจจะเชิญผู้อาวุโสจินฮวาแห่งลัทธิเหวินเซียวอยู่พอดี ชิงหยางเจินเหรินอาจจะเหมาะสมกว่าก็ได้
ระยะห่างจากการพบกันครั้งก่อนของทั้งสองคนก็ปาเข้าไปสี่ปีแล้ว ทะลวงระดับสำเร็จเร็วขนาดนี้เชียว? หวังอี้จำได้ว่าตอนที่เว่ยจงทะลวงระดับแก่นทองคำ ต้องใช้เวลาถึงสิบปี และยังมีอีกหนึ่งถึงสองปีในการทำให้ระดับพลังมั่นคง
ชิงหยางทะลวงระดับได้ไวเกินไปแล้วมั้ง
"ใช่ขอรับท่านเจ้าเมือง ผู้อาวุโสชิงหยางเพิ่งจะควบแน่นแก่นทองคำสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะมาเชิญท่านไปร่วมงานเฉลิมฉลองการควบแน่นแก่นทองคำของเขา ทางสำนักสุ่ยโม่มีเขาเดินทางมาเพียงผู้เดียวขอรับ"
"คนอยู่ที่ไหน?"
"ผู้น้อยเชิญไปที่ห้องรับแขกแล้วขอรับ"
"ข้ารู้แล้ว ถอยไปเถอะ"
"ขอรับ"
รอจนหวังอี้ก้าวผ่านประตูห้องรับแขกเข้าไป ชิงหยางเจินเหรินก็ยังคงลุกขึ้นต้อนรับ ไม่มีทีท่ารังเกียจเหมือนคนอื่นๆ ในสำนักสุ่ยโม่เลยแม้แต่น้อย
ก็ถูกล่ะนะ ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ผลประโยชน์ของเขาก็ไม่ได้รับความเสียหาย ดูท่าทางแล้วคงจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปได้ไม่น้อย จากสร้างรากฐานไปจนถึงแก่นทองคำ นี่คือการทะลวงระดับขอบเขตใหญ่เลยนะ
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ต้องมาติดแหง็กอยู่ในขั้นนี้
"สหายเต๋าชิงหยาง ยินดีด้วยๆ"
ผู้บำเพ็ญเพียรศิลปะพู่กันที่กลับมาหนุ่มแน่น รูปร่างผอมบางสง่างามผู้นี้ ก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นกัน
"ที่ข้าประสบความสำเร็จได้ ก็เป็นเพราะบารมีของน้องหวัง ข่าวกรองของหอจินหม่านช่วยข้าได้มากทีเดียว
"การเดินทางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะตามหาศพของปรมาจารย์พบและได้สิ่งของที่ท่านทิ้งไว้ แต่ยังได้ทรัพยากรวิญญาณระดับแก่นทองคำมาจากจวนอ๋องในโบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์อีกด้วย ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้!"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง…"
"นี่เป็นวาสนาของสหายเต๋าแต่แรกอยู่แล้ว ขอแค่ไม่ทำให้เรื่องของท่านเสียก็พอ ใยต้องเอาเรื่องโชคชะตามาปัดเป็นความดีความชอบของหวังผู้นี้ด้วยเล่า"
พอได้ยินดังนั้น
หวังอี้ก็ยิ้มอย่างจริงใจมากยิ่งขึ้น สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้ดูสนิทสนมกันมากขึ้นอีกหลายส่วน เขาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"จากกันไปสี่ปี สหายเต๋าคงต้องผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วนเป็นแน่ ถึงสามารถควบแน่นแก่นทองคำได้อย่างราบรื่นในเวลาอันสั้นเช่นนี้ พอจะเล่าให้น้องผู้โง่เขลาคนนี้ฟังสักหน่อยได้หรือไม่"
"ข้าก็ตั้งใจเช่นนั้นอยู่แล้ว"
พอพูดถึงประสบการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชิงหยางเจินเหรินก็ทำหน้าทอดถอนใจ
ในตอนนั้นหลังจากที่เขาออกจากจวนเจ้าเมืองไป เดิมทีตั้งใจจะมุ่งหน้าเข้าสู่ตงจี๋จิงโดยตรง ในเวลานั้นนิมิตประหลาดเพิ่งจะปรากฏขึ้นได้ไม่นาน ยังไม่มีศิษย์จากนิกายใหญ่มาชุบมือเปิบ
ผลก็คือเพิ่งจะเข้าโบราณสถานไป ก็ถูกศพเซียวจ้องเล่นงานเสียแล้ว หนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด เพิ่งกลับมาถึงเมืองหยกวิญญาณก็เห็นป้ายหินที่หวังอี้ตั้งไว้ที่ลานจัตุรัสฝั่งตะวันออก
หลังจากอ่านอย่างละเอียด ในใจก็มีทั้งความหงุดหงิดและดีใจปะปนกันไป
เมื่อนำข้อมูลจากทั้งสามฝ่ายมาประกอบกัน เขาก็วางแผนเส้นทางสายใหม่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
การที่เขาสามารถหาทรัพยากรวิญญาณระดับแก่นทองคำจากจวนอ๋องมาได้ ต้องขอบคุณข้อมูลจากหอจินหม่าน สถานที่แห่งนั้นก็เป็นที่ที่จินเมี่ยวซ่านตั้งใจจะไปสำรวจแต่แรกเหมือนกัน
ทว่านางกลับมีธุระในหอมาพัวพัน เลยทำให้ชิงหยางชิงตัดหน้าไปก่อน
วาสนาอันยิ่งใหญ่และของที่เก็บเกี่ยวได้อื่นๆ ทำให้ความไม่พอใจที่เขามีต่อหวังอี้เปลี่ยนเป็นความซาบซึ้งในทันที อย่างไรเสีย หวังอี้ก็แค่เปิดเผยข้อมูล แต่ก็ยังแอบกั๊กข้อมูลสำคัญบางส่วนเอาไว้อยู่ดี
เขาอาศัยความไวกว่าก้าวเดียว จากนั้นก็โชคดีสุดๆ ที่ได้พบกับกระดูกของปรมาจารย์แห่งสำนักสุ่ยโม่ ข้าวของทุกอย่างล้วนถูกเขาเก็บกวาดไปจนหมด
ในจำนวนนั้นมีของวิเศษหลบเลี่ยงทัณฑ์สวรรค์ที่พิเศษอยู่ชิ้นหนึ่ง
มีนามว่า… [ภาพอสนีสวรรค์จุติ]!
นี่คือของวิเศษที่ปรมาจารย์สุ่ยโม่เคยใช้ก้าวผ่านทัณฑ์อสนีแก่นทองคำมาแล้ว ช่างเหมาะกับการใช้งานของชิงหยางพอดิบพอดี
และสิ่งที่เรียกว่า ‘ของวิเศษหลบเลี่ยงทัณฑ์สวรรค์’
คือของวิเศษที่ถูกหลอมขึ้นมาเพื่อรับมือกับทัณฑ์อสนีโดยเฉพาะ ไม่มีสรรพคุณอื่นใด สามารถใช้งานได้เฉพาะตอนเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เท่านั้น มันยกระดับสรรพคุณในการรับมือทัณฑ์อสนีจนถึงขีดสุด
บ้างก็สามารถต้านทาน บ้างก็สามารถซัดให้แตกกระจาย บ้างก็สามารถเพิ่มความต้านทานต่อทัณฑ์อสนีได้
ภาพอสนีสวรรค์จุติเป็นประเภทที่หาได้ยากยิ่ง สรรพคุณของมันคือการดูดซับทัณฑ์อสนี มันจะไม่เสื่อมสภาพจนกว่าจะถึงขีดจำกัด และเมื่ออยู่ในสถานะนั้น ภาพอสนีนี้จะกลายสภาพเป็น "ระเบิดทัณฑ์อสนี" ชนิดหนึ่ง
กินอาณาบริเวณกว้างขวางสุดๆ หากใช้มันออกไปก็คือเตรียมตัวตายตกตามกันไปได้เลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันสะสมทัณฑ์อสนีของคนมาไม่รู้กี่คนต่อกี่คนแล้ว
ความลับที่ทำให้ชิงหยางทะลวงระดับได้อย่างรวดเร็วก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ
เขาติดแหง็กอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดมาหลายปี ตบะในร่างถูกขัดเกลามาจนสมบูรณ์ตั้งนานแล้ว ขาดก็แต่เพียงทรัพยากรวิญญาณระดับแก่นทองคำเท่านั้น วาสนาในครั้งนี้ถือเป็นการรวบรวมเงื่อนไขทุกอย่างให้ครบถ้วน
เขาแวะไปยังเมืองอื่น เช่าถ้ำบำเพ็ญเพียรระดับสามเพื่อทะลวงระดับ ทุกอย่างราบรื่นราวกับสายน้ำไหล ทัณฑ์อสนีแก่นทองคำก็ถูกภาพอสนีสวรรค์จุติกลืนกินไปจนหมดสิ้น
สุดท้ายก็ใช้เวลาอีกหนึ่งปีในการทำให้ระดับพลังมั่นคง เพิ่งจะกลับมาที่สำนักสุ่ยโม่ได้ไม่กี่วันนี่เอง
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเว่ยจง ก็จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
เว่ยจงนั้นเตรียมตัวอย่างกะทันหัน เขาบังเอิญพบทรัพยากรวิญญาณระดับแก่นทองคำที่เข้ากันได้จากของบรรณาการของลูกน้อง เขาแค่ยื่นเรื่องขอถ้ำบำเพ็ญเพียรและของวิเศษหลบเลี่ยงทัณฑ์สวรรค์กับทางสำนัก ก็รีบร้อนเก็บตัวทะลวงระดับ
สภาพของเขาในตอนนั้น ยังไม่ถึงจุดสมบูรณ์พร้อม ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาถึงสิบกว่าปีกว่าจะทะลวงระดับสำเร็จ ใจร้อนเกินไป
ขณะนี้
ชิงหยางเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของเขาอย่างละเอียดยิบ หวังอี้เผยสีหน้าอิจฉาออกมา "โชคชะตาของสหายเต๋า สมควรแก่การทะลวงระดับแก่นทองคำแล้ว สวรรค์ลิขิตให้ท่านมีวาสนาเช่นนี้ ไม่ทราบว่าภาพอสนีนั่น..."
"ฮ่าๆๆ น้องหวังไม่ต้องชมข้าแล้ว" ชิงหยางยกมือขึ้นลูบคางตามความเคยชิน กำลังจะลูบเคราอันงดงามเสียหน่อย
แต่กลับพบว่าหลังจากอายุขัยเพิ่มขึ้นอีกห้าร้อยปี สัญลักษณ์ของชายวัยกลางคนก็หายไปจนหมด ทำเอาอดทอดถอนใจไม่ได้
"เจินเหรินแก่นทองคำอายุขัยแปดร้อยปี ไม่ชินเอาเสียเลย..."
"ส่วนเรื่องภาพอสนี น้องหวังไม่ต้องกังวลไป ตอนนี้ยังห่างไกลจากขีดจำกัดนัก ในวันข้างหน้าหากเจ้าต้องการใช้ ก็แค่มาขอยืมข้า ข้าตกลงให้ยืมอย่างแน่นอน"
"สหายเต๋าช่างใจกว้างนัก!"