เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 192 งานแลกเปลี่ยนสมบัติเมืองหยกวิญญาณครั้งที่หนึ่ง (จบตอน)

บทที่ 192 งานแลกเปลี่ยนสมบัติเมืองหยกวิญญาณครั้งที่หนึ่ง (จบตอน)

บทที่ 192 งานแลกเปลี่ยนสมบัติเมืองหยกวิญญาณครั้งที่หนึ่ง (จบตอน)


บทที่ 192 งานแลกเปลี่ยนสมบัติเมืองหยกวิญญาณครั้งที่หนึ่ง (จบตอน)

อีกส่วนเล็กๆ จัวโส่วชิ่งก็วานให้คนไปจัดหามาให้

ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกจัดเตรียมไว้กำลังยืนอยู่บนแท่นตรงกลาง ทุกครั้งที่จุดธูปขึ้นมาหนึ่งชนิดก็จะบรรยายสรรพคุณอย่างละเอียดยิบ ชั่วขณะนั้นราวกับว่าทุกคนในงานล้วนเป็นผู้หลงใหลและรักการสูบดมความหอมกันถ้วนหน้า

แขกไปใครมาล้วนรู้สึกอุ่นใจเหมือนอยู่บ้าน คงไม่มีอะไรเกินไปกว่านี้แล้ว

การบริการที่ใส่ใจทุกกระเบียดนิ้วย่อมสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมได้ ต่อให้ครั้งนี้จะไม่ได้ของที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับไป แต่มันก็เป็นแรงจูงใจชั้นดีให้อีกฝ่ายยอมมาตามนัดในครั้งหน้าอยู่ดี

"ทุกท่าน นี่คือ ‘ธูปพลิกเมฆาคว่ำพิรุณ’ มีสรรพคุณในการ... แหะๆ..."

"ส่วนก้านนี้คือ ‘ธูปหล่อเลี้ยงวิญญาณสงบใจ’..."

"และนี่คือ..."

กิจกรรมดมกลิ่นหอมลากยาวไปจนถึงกลางดึก การได้ตักตวงวาสนาเล็กๆ น้อยๆ ไปตั้งมากมายทำเอาทุกคนพึงพอใจกันสุดๆ จังหวะนั้นเอง จัวโส่วชิ่งก็เสนอความคิดขึ้นมาพอดี

"งานชุมนุมเหวินเซียวในวันนี้ หากจบลงแค่นี้ก็ดูจะกร่อยไปสักหน่อย ในเมื่อสหายนักพรตทุกท่านก็อยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า สู้ฉวยโอกาสนี้มาจัดงานแลกเปลี่ยนสมบัติเล็กๆ กันสักรอบดีหรือไม่ขอรับ?"

"มีเหตุผล"

"วันนี้มีสหายร่วมวิถีมารวมตัวกันมากมายจริงๆ ข้อเสนอของสหายนักพรตจัวย่อมดีเยี่ยมอยู่แล้ว"

"เห็นด้วยๆ"

บรรดาหน้าม้าที่หวังอี้จัดเตรียมไว้พากันเอ่ยปากสนับสนุน แม้ว่าทุกคนจะรู้อยู่เต็มอกว่ารายการต่อไปคืออะไร แต่การเล่นละครตบตาตามน้ำก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องทำ

เมื่อเห็นว่ามีคนคล้อยตามไม่น้อย จัวโส่วชิ่งก็หัวเราะร่า

"ในเมื่อจัวผู้นี้เป็นคนเสนอ ถ้าเช่นนั้นข้าขอเป็นคนเปิดประเดิมก่อนเลยแล้วกัน ในมือของผู้น้อยมีของวิเศษอยู่ชิ้นหนึ่ง"

"มีนามว่า... [โสมกระดูกเหมันต์] ต่อให้เทียบในหมู่สมุนไพรวิญญาณระดับสองด้วยกันก็ยังถือว่าเป็นของหายาก หากจะให้แลกเป็นหินวิญญาณก็ดูจะขาดทุนเกินไป จัวผู้นี้จึงอยากแลกกับ..."

"จัวผู้นี้อยากแลกกับสมุนไพรวิญญาณธาตุอสนีสักชนิด หากมีส่วนต่างก็ค่อยใช้หินวิญญาณโปะเพิ่มเอา ไม่ทราบว่ามีสหายนักพรตท่านใดสนใจแลกเปลี่ยนหรือไม่ขอรับ?"

โสมกระดูกเหมันต์งั้นหรือ? หวังอี้แอบใจเต้น ของสิ่งนี้สามารถนำไปหลอมเป็นโอสถวิญญาณอสูรธาตุน้ำแข็งได้ เอาไว้ใช้เพาะเลี้ยงเสวี่ยอวี้ได้พอดิบพอดี

แต่พอลองไตร่ตรองดูแล้วก็ต้องข่มใจไว้ก่อน ขอดูไปก่อนว่าจะมีใครอยากแลกบ้างแล้วค่อยว่ากัน

เวลานี้เอง

นักพรตอวี่ฮวาก็ลูบเคราพลางเอ่ยขึ้น

"ผู้น้อยมี [ผลวิญญาณอสนี] อยู่อย่างหนึ่ง สหายนักพรตจัวมีความเห็นว่าอย่างไรขอรับ?"

จัวโส่วชิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ของสองสิ่งนี้ยังมีมูลค่าต่างกันอยู่บ้าง หากสหายนักพรตอวี่ฮวาเพิ่มหินวิญญาณให้อีกห้าพันก้อนก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ ดีหรือไม่ขอรับ?"

"เอาตามนั้น!"

นักพรตอวี่ฮวาคือนักปลูกถ่ายวิญญาณระดับสองขั้นสูง เชี่ยวชาญวิถีแห่งการเพาะปลูก ตัวเขาเองก็มีตบะระดับสร้างรากฐานขั้นเจ็ด เขาเปิดสวนสมุนไพรแห่งหนึ่งอยู่ในเมืองอวิ๋นเยียน ในมือจึงมีของหายากอยู่ไม่น้อย

การที่เขาแลกโสมกระดูกเหมันต์ไป โอกาสเก้าในสิบส่วนก็คือต้องการใช้วิชาลับเร่งการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้สวนสมุนไพรของเขามีของหายากเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง แค่ได้ของสิ่งนี้กลับไป การเดินทางมาครั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ แล้ว

การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการเปิดประเดิมที่สวยงาม

นอกจากบรรดาหน้าม้าที่หวังอี้จัดเตรียมไว้ คนอื่นๆ ก็เริ่มเกิดความสนใจขึ้นมาจริงๆ

ชายชราหน้าแดงจากภูเขาจื่อหลง กวาดสายตามองจัวโส่วชิ่ง อวี่ฮวา หลงหู่ และคนอื่นๆ หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย เขาก็เป็นฝ่ายก้าวขึ้นไปบนแท่นตรงกลาง เขาคือผู้ที่มีตบะสูงที่สุดในงาน สูงถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด การที่เขาจะขึ้นมาเป็นคนที่สอง ย่อมไม่มีใครกล้ามีปากมีเสียง

"ชายชราผู้นี้มีไข่ของ [ปลาชิวโลหิตม่วง] สายเลือดระดับกลาง หากเพาะเลี้ยงให้ดี ใช้เวลาไม่เกินสามสิบปีมันก็จะก้าวเข้าสู่ระดับสองได้ อีกทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาพสุธาซ่อนเร้น ต่อให้ไม่ได้เดินบนเส้นทางวิถีควบคุมอสูร แต่การมีสัตว์วิญญาณเช่นนี้คอยช่วยรบ ทั้งบู๊ได้ทั้งเผ่นหนีเก่ง ย่อมสามารถยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างมหาศาล"

สำหรับการเรียกขานสัตว์ต่างๆ นั้น หากถูกผู้บำเพ็ญเพียรปราบมารับใช้จะเรียกว่าสัตว์วิญญาณ แต่ถ้าหากเติบโตตามธรรมชาติจะเรียกว่าสัตว์อสูร ภูเขาจื่อหลงเองก็ทำการเพาะเลี้ยงของพรรค์นี้อยู่แล้ว การที่ชายชราหน้าแดงจะหยิบไข่สัตว์อสูรแบบนี้ออกมาได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด

สัตว์วิญญาณสายสนับสนุนสักตัว ย่อมมีประโยชน์ต่อการยกระดับในทุกๆ ด้านของผู้บำเพ็ญเพียร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเชี่ยวชาญวิชาพสุธาซ่อนเร้นเลย ของใช้สงวนชีวิตมักจะเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ ท่าทีของทุกคนในลานจึงดูร้อนแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก

"ชายชราผู้นี้อยากแลกกับคาถาอาคม วิชาลับ ตำรับโอสถ สายสืบทอดของศัสตราวุธวิเศษในสายธาตุดิน... และอื่นๆ อะไรก็ได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าหากมีเบาะแสของทรัพยากรวิญญาณฟ้าดินระดับแก่นทองคำธาตุดินก็จะยิ่งดี รวมถึงของวิเศษบางอย่างที่มีส่วนช่วยในการควบแน่นแก่นทองคำด้วย"

ข้อเรียกร้องที่ชายชราหน้าแดงเสนอมานั้น มีมูลค่าสูงกว่าปลาชิวโลหิตม่วงไปมากโข จะบอกว่าโลภมากกะฟันกำไรก็คงไม่เกินจริงนัก แต่งานแลกเปลี่ยนสมบัติก็เป็นเช่นนี้แหละ หากไม่พอใจในราคาของอีกฝ่ายก็สามารถเสนอเพิ่มได้ มันก็ยังดีกว่าอดีตที่ไม่มีเบาะแสอะไรเลยล่ะนะ

ทุกคนพากันเงียบกริบไปชั่วขณะ นั่นก็เพราะมูลค่าของทรัพยากรวิญญาณฟ้าดินระดับแก่นทองคำนั้นสูงลิบลิ่วเกินไป นี่ยังเป็นแค่งานแลกเปลี่ยนสมบัติครั้งแรก ความเชื่อใจระหว่างกันยังคงมีไม่มากพอ ต่อให้มีของจริง... ก็ไม่มีใครกล้าควักออกมาหรอก

ทว่า จัวโส่วชิ่งมีใจอยากจะช่วยดันหวังอี้อยู่แล้ว เวลาแบบนี้จึงต้องพึ่งเขาให้ออกโรง

"สหายนักพรตท่านนี้ ข้อมูลน่ะข้ามี แต่โอกาสที่ท่านจะได้มันมาครองนั้นน้อยนิดจนแทบเป็นศูนย์ ท่านอยากจะแลกจริงๆ หรือขอรับ?"

ชายชราหน้าแดงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยความหมายลึกล้ำ "หากเจ้าสามารถรับประกันได้ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง อย่าว่าแต่ปลาชิวโลหิตม่วงสายเลือดระดับกลางเลย ต่อให้เป็นปลาชิวมังกรโลหิตม่วงสายเลือดระดับสูง ชายชราผู้นี้ก็สามารถหยิบยื่นให้เป็นค่าตอบแทนได้"

ดูท่าแล้ว เขาคงมีความมุ่งมั่นแบบไม่สำเร็จก็ยอมตายเป็นแน่

จัวโส่วชิ่งพยักหน้ารับ "ข้าขอเอาชื่อเสียงของตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟางเป็นประกัน ข้อมูลนี้เป็นความจริงร้อยส่วน หากต้องการแลกเปลี่ยน ก็ตามข้าไปที่ห้องลับสำหรับซื้อขายตรงนั้นเถิด"

"ตกลง!"

งานชุมนุมเหวินเซียว x งานแลกเปลี่ยนสมบัติ ล้วนจัดขึ้นในตำหนักเมี่ยวเซียงบนชั้นสอง ซึ่งตั้งอยู่นอกค่ายกลของจวนเจ้าเมือง ส่วนช่วงเวลาซื้อขายก็จะย้ายไปที่ห้องลับบนชั้นสาม

เนื่องจากค่ายกลเร้นกายที่ทำลายประสาทสัมผัสด้านทิศทางคอยแผลงฤทธิ์ ห้องลับสำหรับซื้อขายทั้งหมดจึงอยู่ในขอบเขตของค่ายกล ซึ่งนอกจากจะช่วยรับประกันความปลอดภัยได้แล้ว ยังทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครล่วงรู้ถึงขั้นตอนการแลกเปลี่ยนที่อยู่ภายในนั้นด้วย

การแลกเปลี่ยนโสมกระดูกเหมันต์กับผลวิญญาณอสนีก่อนหน้านี้ ก็ดำเนินการในห้องลับเช่นเดียวกัน รับรองว่าไร้ปัญหาแน่นอน และเมื่อทั้งสองคนเดินขึ้นไปยังชั้นสาม บรรยากาศก็ยิ่งร้อนระอุขึ้นไปอีก

ชื่อเสียงอันโด่งดังของตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟาง ขอเพียงเป็นคนของแคว้นฉื่อเหวียน ย่อมไม่มีใครไม่รู้จัก พวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่าหวังอี้จะสามารถเชิญคุณชายจากตระกูลจัวมาร่วมงานได้

"ดำเนินการต่อเถิด ครั้งนี้ขอให้หวังผู้นี้เป็นคนโยนก้อนอิฐล่อหยกออกมาสักรอบก็แล้วกัน" (โยนก้อนอิฐล่อหยก เป็นสำนวนจีน หมายถึง การเสนอความคิดเห็นหรือสิ่งของธรรมดาๆ ออกมาก่อน เพื่อดึงดูดให้ผู้อื่นเสนอสิ่งที่ดีกว่าออกมา)

ของวิเศษที่หวังอี้หยิบออกมาก็คือ ยันต์ทลายข้อห้ามระดับสาม ซึ่งเป็นของที่ใช้งานได้ครอบจักรวาล เขาได้ของเล่นชิ้นนี้มาจากเว่ยซานเจ๋อหลายแผ่น ยันต์ชนิดนี้หากไม่ใช่ผู้สร้างยันต์ระดับสามขั้นสูง ย่อมไม่มีทางวาดมันขึ้นมาได้

จำนวนที่หมุนเวียนอยู่ในท้องตลาดนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย มันถือเป็นสกุลเงินระดับสูงมากชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่ขาดแคลนช่องทาง มันจะยิ่งเป็นของที่ล้ำค่าสุดๆ ผู้สร้างยันต์จิ่วชวีจากเมืองซานเหมาดูจะตื่นเต้นออกหน้าออกตามากที่สุด

"ท่านเจ้าเมืองหวัง ของสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญเพียรวิถียันต์ของชายชราผู้นี้ ไม่ทราบว่าท่านมีข้อเรียกร้องอันใดหรือขอรับ"

หวังอี้ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบกลับไป "วัสดุวิเศษระดับสาม หากเป็นธาตุหยินหรือธาตุน้ำแข็งจะดีที่สุด หรือไม่ก็เป็นพวกของหายากทั้งหลาย หากมันสามารถทำให้ข้าสนใจได้ ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนได้ขอรับ"

ข้อเรียกร้องของเขาฟังดูกว้างครอบจักรวาลเกินไป ผู้สร้างยันต์จิ่วชวีเองก็ต้องใช้เวลาขบคิดอยู่นานกว่าจะเอ่ยปาก "ชายชราผู้นี้มี [เหล็กเหมันต์อุกกาบาต ระดับสาม] อยู่หนึ่งร้อยชั่ง ไม่ทราบว่าจะนำมาแลกยันต์วิเศษนี้ได้หรือไม่ขอรับ?"

"เพิ่มหินวิญญาณอีกหนึ่งหมื่นก้อน"

"ตกลง"

"เชิญขึ้นชั้นบนขอรับ"

ความแพงของยันต์ทลายข้อห้าม ไม่ได้อยู่ที่ระดับและสรรพคุณของมันเท่านั้น แต่ความหายากและสถานะการเป็นของต้องห้าม ก็ทำให้มูลค่าของมันสูงปรี๊ดเป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน สำหรับผู้สร้างยันต์จิ่วชวีแล้ว ไม่ว่าจะเอาไปศึกษาหรือนำไปใช้งาน ก็รับรองว่าไม่มีทางขาดทุนแน่นอน

ส่วนเจ้า 'เหล็กเหมันต์อุกกาบาต' นั้น ร้อยชั่งดูเผินๆ เหมือนจะเยอะ แต่ความจริงแล้วก็มีขนาดแค่ก้อนเท่ากำปั้นเท่านั้น นับเป็นสัดส่วนที่มากกว่าปกติแค่นิดเดียว สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน นี่ถือเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งแล้ว

หวังอี้ทั้งริบทรัพย์ ทั้งขู่กรรโชก แถมยังสรรหาสารพัดวิธีมากว้านซื้อ ทรัพยากรวิญญาณระดับสามในมือจึงมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เรียกได้ว่ามีฐานะร่ำรวยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำเสียด้วยซ้ำ

แต่มันก็... แค่นั้นแหละนะ ของสิ่งนี้ค่อนข้างเหมาะกับการนำไปสกัดกลั่นเป็นศัสตราวุธเตาหลอมโอสถ การเตรียมเผื่อไว้ล่วงหน้าสักหน่อยก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไร

จากนั้นงานแลกเปลี่ยนสมบัติก็ดำเนินต่อไป

ซ่านเหรินหลงหู่ได้แลกเปลี่ยนหินประหลาดที่ชื่อว่า [ครรภ์ศิลาหลงหู่] มาจากมือของตระกูลกวน ว่ากันว่ามันมีส่วนช่วยในวิชาที่เขากำลังบำเพ็ญเพียรอยู่

มือดาบโลหิตที่มีระดับค่อนข้างต่ำ ก็งัดเอาของดีออกมาเหมือนกัน มันคือของวิเศษที่ได้มาจาก [ป่ากระดูกอสูรสวรรค์] ทางตอนเหนือของแคว้นสันเขาเมฆา นามว่า <บุปผาพิษกำแพงกระดูก>!

แม้ของสิ่งนี้จะเป็นวัตถุมีพิษร้ายแรง แต่มันก็มีสรรพคุณชั้นเลิศในการชุบกายา ซึ่งถูกนักพรตอวี่ฮวาคว้าไปครอง หวังอี้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยให้พวกเขาทั้งสามคนได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปให้ได้มากที่สุด

ในวันข้างหน้าหากมีความจำเป็น ก็สามารถรอให้นักพรตอวี่ฮวาปลูกมันขึ้นมาแล้วค่อยไปหาซื้อเอาก็ได้ เขาไม่ได้ขาดแคลนสมุนไพรวิญญาณแค่ต้นสองต้นนี้หรอก

ทางฝั่งหออวิ๋นเมิ่งได้นำเอาโอสถสำหรับการบำเพ็ญคู่รูปแบบหนึ่งออกมา ว่ากันว่าเป็นตำรับโอสถใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยปรมาจารย์ระดับวิญญาณแรกกำเนิดแห่งนิกายสราญรมย์ และเพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อปีนี้เอง

ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับประสาทสัมผัสทางกายในเรื่องคาวโลกีย์ระหว่างชายหญิงให้เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า แต่มันยังสามารถกระตุ้นร่างกายที่อ่อนล้าปวกเปียกให้กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง ช่วยให้ได้สัมผัสกับความสุขสันต์หรรษาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด~

โอสถเม็ดนี้ มีนามว่า [โอสถสุขาวดี] ซึ่งก็ไม่พลิกโผเลยสักนิด มันถูกจัวโส่วชิ่งทุ่มทุนประมูลไปในราคาสูงลิ่ว ตัวเขาเองก็ไม่เคยลิ้มลองของเล่นใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างอารมณ์ทางเพศแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน และแล้ว งานแลกเปลี่ยนสมบัติในครั้งนี้ก็ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ

"ทุกท่าน งานชุมนุมเหวินเซียวเพิ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มันจะไม่มีทางเป็นครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน สำหรับครั้งหน้านั้น ขอกำหนดไว้คร่าวๆ ว่าจะเป็นในอีกห้าปีให้หลัง หากพวกท่านต้องการเชิญชวนผู้มาใหม่ให้เข้าร่วม สหายนักพรตก็จะต้องเป็นผู้รับรองให้กับคนผู้นั้นด้วย หากเกิดปัญหาและข้อพิพาทใดๆ อันเนื่องมาจากการโต้เถียงหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผู้รับรองก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบด้วยเช่นกัน"

กฎเกณฑ์ชุดนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในแคว้นฉื่อเหวียนมาตั้งนานแล้ว หวังอี้ก็แค่กล่าวสรุปตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น

"ไว้พบกันใหม่ขอรับ!"

"ไม่ต้องเดินไปส่งหรอกท่านเจ้าเมืองหวัง"

ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปอย่างไร้ซึ่งเรื่องราวใดๆ งานแลกเปลี่ยนสมบัติครั้งที่หนึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หวังอี้รีบจัดแจงสั่งให้ลูกน้องเริ่มกระจายข่าว เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานชุมนุมเหวินเซียวแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ทำเช่นนี้เมื่อถึงห้าปีข้างหน้า เขาก็จะสามารถเชิญชวนหน้าใหม่เข้ามาร่วมงานได้อีกหลายคน

เมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาย่อมไม่ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาเหมือนครั้งแรกแน่นอน เมื่อทำเช่นนี้ซ้ำๆ หลังจากผ่านไปสักสามสี่ครั้ง มันก็จะสามารถสร้างแวดวงที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ ตัวเขาจำต้องจัดแจงกำลังคนล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องประเภทการดักปล้นฆ่ากลางทางขึ้นมา

…………

…………

หลังจากค่ำคืนแห่งการแลกเปลี่ยนสมบัติผ่านพ้นไปได้สามเดือน จัวโส่วชิ่งก็มากล่าวคำอำลากับเขาอย่างเป็นทางการ ออกมานานขนาดนี้มันก็ถึงเวลาต้องกลับไปเสียที

ช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้จะดูเหมือนว่าเขาวันๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่น เสพสุขเคล้าเสียงเพลงอยู่ทุกค่ำคืน แต่แท้จริงแล้วกลับแอบฝังหนอนบ่อนไส้ไว้ในเมืองหยกวิญญาณไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอาศัยจวนเจ้าเมืองเป็นฉากบังหน้า เพื่อแอบฝึกฝนกลุ่มทหารกล้าเดนตายอย่างลับๆ อีกด้วย

พฤติกรรมเช่นนี้ของเขาไม่เกี่ยวข้องอันใดกับหวังอี้ มันเป็นเพียงเพราะเขามีโอกาสได้ออกมาข้างนอกน้อยเกินไป พอมีจังหวะเมื่อไหร่ก็ย่อมต้องงัดเอาสารพัดวิธีมาเพาะปลูกขุมกำลังให้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

หออวิ๋นเมิ่งกับจัวโส่วชิ่งดูเหมือนจะบรรลุข้อตกลงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ส่วนจะเป็นอะไรนั้นหวังอี้ก็ไม่ได้ไปสืบเสาะ เขาทำทีเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพียงแค่ให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่ควรช่วยเท่านั้น ในการคบค้าสมาคมกับผู้คน การรู้จักจุดที่ควรหยุดก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

จุดศูนย์กลางความสนใจในก้าวต่อไป ย่อมหนีไม่พ้นการบำเพ็ญเพียร รองลงมาก็คือการจัดการกับปัญหา 'มังกรข้ามถิ่น' ในพื้นที่ทรัพยากรทั้งสองแห่งนอกเมืองอย่างเป็นทางการ หากเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี บารมีในฐานะเจ้าเมืองของเขาก็จะยิ่งก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น

เมื่อก่อนสิ่งที่ผู้คนในแคว้นสันเขาเมฆารับรู้เกี่ยวกับตัวเขานั้น ส่วนใหญ่มักจะหยุดอยู่แค่คำว่า คนบ้าที่มีเบื้องหลัง แต่หลังจากครั้งนี้ผ่านพ้นไป การประเมินความแข็งแกร่งของเขาก็จะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีคงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ หลักๆ แล้วก็จะตกไปอยู่ในเรื่องของงานแลกเปลี่ยนสมบัติ ส่วนข้อเสียนั้น มันไม่ส่งผลดีต่อการลอบกัดชาวบ้านของเขา เขาจำเป็นต้องมีไพ่ตายไว้ป้องกันตัวให้มากกว่านี้ และต้องรีบจัดการโดยด่วน!

ดังนั้น ในเวลาต่อมา เวลาที่เขาใช้ไปกับการชุบกายาจึงลดลงในสัดส่วนที่แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังละทิ้งการนอนหลับไปโดยสิ้นเชิง แล้วเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องลับสำหรับหลอมศพ เขาถอดวิชามังกรอสูรหยินมรณะออกชั่วคราว แล้วจัดวาง [วิชาหลอมศพอาฆาตหยิน] ลงไปในช่องคู่เพื่อเร่งความเร็วในการยกระดับวิชานี้ โดยทุ่มเทแรงกายแรงใจมหาศาลไปกับเรื่องนี้

ในที่สุด เดือนหนึ่งในปีที่ยี่สิบของเส้นทางสายผู้ดูแลของท่านเจ้าเมืองหวัง หลังจากผ่านไปกว่าครึ่งปี

เจียงซือที่เขาสกัดกลั่นขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ในที่สุดก็ถูกไอจันทราไท่หยินสอดแทรกเข้าไปจนถึงขีดจำกัด ศพอาฆาตรูปแบบพิเศษร่างหนึ่งกำลังจะถือกำเนิดขึ้นแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 192 งานแลกเปลี่ยนสมบัติเมืองหยกวิญญาณครั้งที่หนึ่ง (จบตอน)

คัดลอกลิงก์แล้ว