เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 194 สร้างรากฐานขั้นที่ห้า, สู้ให้ตายกันไปข้าง

บทที่ 194 สร้างรากฐานขั้นที่ห้า, สู้ให้ตายกันไปข้าง

บทที่ 194 สร้างรากฐานขั้นที่ห้า, สู้ให้ตายกันไปข้าง


บทที่ 194 สร้างรากฐานขั้นที่ห้า, สู้ให้ตายกันไปข้าง

หวังอี้ไม่คิดว่าชิงหยางจะเป็นคนน่าสนใจขนาดนี้ ถ้าจะนับกันจริงๆ ทั้งสองคนเพิ่งเจอกันแค่สองครั้งเท่านั้น สิ่งที่เขาเล่าให้ฟังคือข้อตกลงหลังจากแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในตอนที่พบกันครั้งแรก

เขาเล่ารายละเอียดได้ชัดเจนขนาดนี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ

ยิ่งวันนี้รับปากว่าจะให้เขายืมอาวุธวิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่น้ำเสียงที่ตอบรับอย่างเด็ดขาดก็รู้ได้เลยว่าเขาเป็นคนดีไม่น้อย

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่ต้องลังเลอีกต่อไป

"สหายเต๋า หลังเรื่องตงจี๋จิงจบลง ผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นส่วนใหญ่ก็จากไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางส่วนที่รั้งอยู่"

"เหมืองแร่เหล็กจิงหวงระดับสองที่อยู่ใต้การดูแลของเมืองหยกวิญญาณ ถูกนักพรตอิสระระดับแก่นทองคำขั้นต้นจากแคว้นโหยวเข้ายึดครอง ตั้งตัวเป็นโจรซ่องสุมกำลัง หวังจะปล้นชิงผู้บำเพ็ญเพียร"

"นอกจากนี้ ทางเหนือห่างออกไปหนึ่งพันแปดร้อยลี้ ยังมีสวนกล้วยไม้อสนีหยกระดับสองที่ถูกนักพรตอิสระระดับแก่นทองคำขั้นต้นอีกคนยึดครอง สถานที่ทั้งสองแห่งนี้ หลังจากตั้งเมืองหยกวิญญาณแล้ว ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าเมืองแต่ละรุ่น"

พูดอีกอย่างก็คือ สถานที่พวกนี้คือทรัพย์สินส่วนตัวที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้

ใครได้เป็นเจ้าเมืองหยกวิญญาณก็เป็นของคนนั้น ปีก่อนๆ จะถูกดูแลโดยคนรุ่นใหม่ของตระกูลจัว หวังอี้ดวงดีเลยตกเป็นของเขาชั่วคราวเท่านั้น

พอหมดวาระก็ต้องคืนให้ตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟางอย่างครบถ้วน สวนกล้วยไม้จะสุกทุกๆ สิบปี ซึ่งไม่นับรวมในรายได้ตามรอบของเขา

เหมืองเหล็กจิงหวงนั้นเนื้อเปราะ ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัสดุเสริมสำหรับสายวิชาต่างๆ ขุดเจาะยาก จะขายทุกๆ สิบสองปี ซึ่งก็ไม่นับรวมในรายได้ตามรอบของเขาเช่นกัน

ทรัพย์สินส่วนตัวล้วนๆ เขาต้องหาวิธีจัดการเอาเอง

พอพูดมาถึงตรงนี้ ความหมายของหวังอี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ชิงหยางเองก็เข้าใจ ตอนนี้สีหน้าของเขาจึงดูลำบากใจ

"น้องหวัง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเจ้าหรอกนะ"

"ข้าเพิ่งจะควบแน่นแก่นทองคำได้ไม่นาน หนึ่งคือยังไม่ได้หลอมอาวุธวิเศษประจำตัว สองคือยังไม่ได้ฝึกวิชาอิทธิฤทธิ์ประจำตัว ดูเหมือนมีพลังแก่นทองคำ แต่จริงๆ แล้วมีแค่ระดับขั้นเท่านั้น"

เขาพูดความจริง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำหากต้องการแสดงความมหัศจรรย์ของพลังเวทออกมา อาวุธวิเศษประจำตัวและวิชาอิทธิฤทธิ์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องมีครบทั้งสองอย่างถึงจะถือเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ

เท่าที่เขารู้ สาเหตุที่นักพรตอิสระระดับแก่นทองคำสองคนนั้นเข้าร่วมนิกายมารอัคคี ก็เพื่อรับการถ่ายทอดวิชาอิทธิฤทธิ์ประจำตัว

อิทธิฤทธิ์แตกต่างจากวิชาอาคม แม้จะมีการแบ่งระดับชั้นเช่นกัน แต่เมื่อสลักลงบนแก่นทองคำแล้ว กลายเป็นอิทธิฤทธิ์ประจำตัว ก็จะมีการเติบโตได้!

ปรมาจารย์วิญญาณแรกกำเนิดไปจนถึงผู้มีบารมีขั้นสลัดทิ้งร่างมนุษย์ ล้วนใช้วิชาอิทธิฤทธิ์ทั้งสิ้น ยิ่งระดับสูง อิทธิฤทธิ์ก็จะยิ่งมีอานุภาพรุนแรง เรียกได้ว่าเป็นวิชาปกป้องมรรคาที่สมบูรณ์แบบ ข้อเรียกร้องในการฝึกฝนก็มีหลากหลาย

ชั่วขณะหนึ่ง เขาก็ไม่อาจจะดึงดันบังคับได้อีก

เมื่อเห็นว่าหวังอี้เข้าใจ ชิงหยางกลับรู้สึกเกรงใจ จึงเอ่ยหยั่งเชิงดู

"ถ้าน้องหวังมีไพ่ตายสำหรับจัดการผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ ข้าชิงหยางก็พอจะช่วยสนับสนุนได้บ้าง อิทธิฤทธิ์ฝึกไม่สำเร็จในเวลาสั้นๆ ก็จริง แต่ในมรดกที่บรรพชนทิ้งไว้มีอาวุธวิเศษระดับสูงชิ้นหนึ่ง ข้าสามารถดึงอานุภาพทั้งหมดของมันออกมาได้"

หวังอี้: "..."

เข้าใจล่ะ เขาไม่ควรมองชิงหยางตรงไปตรงมาขนาดนั้น ต่อให้ความประพฤติของอีกฝ่ายในแวดวงวิถีมารจะจัดว่าสูงส่ง การที่ปฏิเสธไปก่อนหน้านี้ก็เป็นแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น

พอเห็นเขามีท่าทีจะยอมแพ้ ก็เลยพูดจายั่วยวนออกมา

หวังอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ

"ศึกนี้ข้ามั่นใจห้าส่วน ข้ามีศพอาฆาตระดับสามขั้นต้นอยู่ตนหนึ่ง เหมาะกับการรุมโจมตีมาก หากได้สหายเต๋าชิงหยางมาช่วย ความมั่นใจจะเพิ่มขึ้นเป็นแปดส่วน"

"ส่วนของที่ริบมาได้ แบ่งกันคนละครึ่ง หากสหายเต๋าใช้ไพ่ตายก้นหีบ ก็ให้สหายเต๋าเพิ่มอีกสองส่วน... เป็นยังไง?"

อย่างที่คิด ชิงหยางกำลังรอให้เขาเสนอค่าตอบแทน

พอได้ยินก็ตบมือร้องดีใจทันที

"ดีเยี่ยม ในเมื่อน้องหวังมีแผนการอยู่ในใจแล้ว ข้าก็จะช่วยอีกแรง!"

เป้าหมายหลักของเขาคือการนำแหล่งทรัพยากรกลับคืนมา ส่วนของที่ริบมาได้ จะยอมให้มากกว่าสักหน่อยก็ไม่เป็นไร การที่ชิงหยางยอมเสี่ยง ก็ต้องเป็นเพราะขาดแคลนทรัพยากรในการหลอมอาวุธวิเศษประจำตัวอยู่แล้ว

ปรมาจารย์แห่งสำนักสุ่ยโม่ก็ผ่านมาเป็นพันปีแล้ว อาวุธวิเศษ มรดกสืบทอดไม่พังทลายก็จริง แต่ยาสมุนไพร โอสถวิญญาณที่วางทิ้งไว้ก็น่าจะเสื่อมสภาพไปหมดแล้ว

เพราะไม่ว่าจะเป็นถุงเก็บของหรือแหวนมิติ เวลาภายในมิติล้วนเดินไปตามปกติ เวลาสั้นๆ ไม่เป็นไร แต่ระยะยาวก็ต้องใช้วิธีการในการเก็บรักษา

"งั้นก็เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ยามซื่อ[1]ออกเดินทาง"

"ตกลง!"

ตกลงกันเรียบร้อย หวังอี้ก็นำข้อมูลที่มีในมือให้ชิงหยางชุดหนึ่ง อาจจะไม่ละเอียดมากนัก แต่คาถาและอาวุธวิเศษที่อีกฝ่ายครอบครองก็มีบันทึกไว้หมด

การต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเพียร ข้อมูลมีบทบาทสำคัญมาก

การมีการเตรียมตัวกับการไม่มีการเตรียมตัวเป็นคนละเรื่องกันเลย บางครั้งข้อมูลเพียงชิ้นเดียวก็สามารถตัดสินแพ้ชนะได้ โลกการบำเพ็ญเพียรมีของวิเศษแปลกประหลาดมากมายนับไม่ถ้วน มักจะมีวิธีรับมือกับเจ้าได้เสมอ

การต่อสู้ที่จัดว่าเป็นแบบอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ คือผู้มีพรสวรรค์ระดับแก่นทองคำคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญอิทธิฤทธิ์เรียกพายุ ถูกเด็กน้อยระดับสร้างรากฐานใช้ของวิเศษลูกปัดหยุดลมลอบทำร้ายจนตาย หลังความตายกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน เป็นอุทาหรณ์ให้คนนับไม่ถ้วนระมัดระวัง

จัดการจัดกำลังคนที่จะต้องเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้เรียบร้อย หวังอี้ก็เรียกเสวี่ยอวี้ออกมา เจ้าตัวโตนี่ใกล้จะทะลวงระดับแล้ว พอดีเลย จะได้ไปด้วยกัน

ตอนงานประมูลแลกเปลี่ยนสมบัติครั้งแรก มันก็ใกล้จะทะลวงระดับแล้ว การบูชายัญศพอาฆาตใช้เวลาไปกว่าครึ่งปี แต่การบำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ตอนนี้ปราณแท้ในร่างสะสมถึงเจ็ดร้อยเก้าสิบเก้าหยดแล้ว

"เสวี่ยอวี้ กินโอสถวิญญาณน้ำแข็งนี่ซะ แล้วทะลวงระดับเลย"

"โฮก~"

ภายในห้องโถงหลักจวนเจ้าเมือง จิ้งจอกหิมะสามหางหมอบลงแล้วเชิดหน้าขึ้น พลังในร่างเริ่มพุ่งสูงขึ้น หวังอี้เองก็ยิ้มบางๆ เคล็ดวิชาโคจรครบรอบใหญ่

ร่างกายสั่นสะท้าน ข้ามผ่านเส้นแบ่งแปดร้อยหยดปราณแท้ไปได้อย่างราบรื่น ก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นที่ห้าอย่างเป็นทางการ

หากต้องการทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นที่หก ต้องใช้ปราณแท้หนึ่งพันสี่ร้อยหยด คราวนี้ต้องใช้เวลานานขึ้นแล้ว ลำพังแค่ [ช่องจัดวาง] อย่างเดียวก็ต้องใช้เวลาถึงสิบหกปีครึ่ง

แต่ถ้าบวกกับความเร็วในการบำเพ็ญเพียรที่น่าประทับใจของเขาอยู่แล้ว และโอสถวิญญาณน้ำแข็งระดับสุดยอด อย่างมากก็เจ็ดถึงแปดปี หากเร็วหน่อยก็อาจจะห้าหรือหกปี

ถึงเวลานั้น ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายถึงจะเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนจริงๆ แค่นึกถึงเงื่อนไขปราณแท้เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าหยด ก็เหมือนมีช่องเขาขาดมาขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าแล้ว

ภายในโถง เสวี่ยอวี้ใช้เวลานานกว่า กว่าจะทะลวงระดับสำเร็จก็ตกเย็น กลายเป็นสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐานขั้นที่สาม พลังวิชาอสูรธาตุน้ำแข็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

…………

…………

เหมืองแร่เหล็กจิงหวง

แหฟ้าตาข่ายดินถูกวางไว้หมดแล้ว ทุกทิศทางล้วนมีคนของจวนเจ้าเมืองซ่อนตัวอยู่ เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การรุมโจมตี หรือขัดขวางศัตรู แต่เป็นการคอยบอกทิศทางการหลบหนีของอีกฝ่ายให้หวังอี้

เขาไม่อยากให้ใครหนีรอดไปได้ แล้วเอาความลับเรื่องศพอาฆาตไท่หยินไปป่าวประกาศ

ขณะนี้

เขากับเจินเหรินชิงหยางกำลังหลบอยู่หลังภูเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง ปรึกษากลยุทธ์กัน

"สหายเต๋า ผู้ที่ยึดครองที่นี่มีฉายาว่า [เจินเหรินทู่เยี่ยน] เชี่ยวชาญวิชาธาตุไฟ มีอาวุธวิเศษระดับต่ำ <กระบี่ฉื่อเหลี่ยน> หนึ่งเล่ม อิทธิฤทธิ์ประจำตัวคือ [สามโอสถพ่นเพลิง]"

จะว่าไป หวังอี้ก็เคยเรียนวิชาพ่นไฟเหมือนกัน แต่พอเทียบกับอิทธิฤทธิ์แล้วห่างชั้นกันลิบลับ

ตอนระดับหลอมปราณก็เคยช่วยเขาไว้ไม่น้อย จัดว่าเป็นคาถาโจมตีหมู่ชั้นยอด

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำมีความมหัศจรรย์แห่งขอบเขตสองประการ

ประการแรกคือ เพลิงแท้จริงซานเม่ย

ไฟประมุขแห่งหัวใจ ไฟขุนนางแห่งไต ไฟราษฎรแห่งกระเพาะปัสสาวะ ไฟทั้งสามหลอมรวม นี่คือเพลิงแท้จริงซานเม่ย

อิทธิฤทธิ์สามโอสถพ่นเพลิงของเจินเหรินทู่เยี่ยน ก็สร้างขึ้นบนความมหัศจรรย์แห่งขอบเขตนี้ เปลี่ยนพลังแห่งอวัยวะภายในให้กลายเป็นโอสถเพลิง อานุภาพยิ่งใหญ่ทัดเทียมเปลวเพลิงวิเศษแห่งฟ้าดิน

ประการที่สองคือ แก่นทองคำอมตะ

ผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุขอบเขตนี้ ต่อให้ร่างแหลกสลาย ก็สามารถอาศัยแก่นทองคำปกป้องดวงวิญญาณหลบหนีไปได้ หากมีวิชาชิงวิญญาณ ก็ยิ่งสามารถสวมรอยกำเนิดใหม่ได้ เป็นรองแค่การยึดร่างของวิญญาณแรกกำเนิดเท่านั้น

เมื่อบำเพ็ญเพียรถึงขอบเขตที่สาม โอกาสเสียชีวิตก็ลดลงไปมาก

แต่หากอยู่ในพื้นที่พิเศษ สรรพคุณปกป้องดวงวิญญาณของแก่นทองคำอมตะก็ไม่ได้มีประโยชน์ขนาดนั้น ถ้าพูดถึงการรักษาชีวิตก็ต้องยกให้วิญญาณแรกกำเนิด

สรุปคือ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ หวังอี้ได้เตรียมการรับมือไว้เฉพาะจุดแล้ว

"สิ่งที่น้องหวังกล่าวมา ข้าจำได้ขึ้นใจแล้ว บอกมาเถอะว่าจะให้สู้ยังไง"

"สู้ยังไงหรือ?"

หวังอี้อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจ หันไปมองศพอาฆาตไท่หยินในชุดคลุมดำที่อยู่ด้านข้าง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า

"สู้ให้ตายกันไปข้าง! ให้ศพอาฆาตลงมือก่อน ถึงตอนนั้นสหายเต๋าก็จะรู้เองว่าควรทำอย่างไร"

ภายในเหมืองเหล็กจิงหวง

มีนักพรตอิสระระดับหลอมปราณรวมตัวกันอยู่กลุ่มหนึ่ง เจินเหรินทู่เยี่ยนที่ไม่มีลูกน้องระดับสร้างรากฐานเลยสักคน กำลังถือแส้ยาวสีเพลิงในมือ หวดอากาศดังเพียะๆ เป็นระยะ

เขามองพวกลูกน้องที่กำลังขุดแร่ด้วยความระมัดระวังในเหมือง ในใจรู้สึกรำคาญเป็นอย่างมาก

"บอกให้พวกเจ้าเร็วๆ หน่อย! เคลื่อนไหวให้คล่องแคล่ว เวลาลอกเปลือกหินให้ใช้เล็บขูด อย่าใช้อาวุธเวทห่วยๆ ของพวกเจ้า ขืนทำของล้ำค่าของข้าพัง ข้าจะเฆี่ยนให้ตาย"

เห็นได้ชัดว่า ที่บอกว่าตั้งเมืองซ่องสุมกำลัง จริงๆ แล้วก็แค่จับทาสขุดแร่มากลุ่มหนึ่งเท่านั้น พอข่าวแพร่ออกไป จะมีระดับสร้างรากฐานที่ไหนมาเข้าร่วม

พวกคนงานเหมืองแอบส่งสายตาเคียดแค้น ส่งเสียงทางจิตคุยกันลับๆ "ทนอีกนิด มันได้ใจอีกไม่นานหรอก พวกบ้านนอกตงจี๋แบบนี้ ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองไปยึดของใครมา"

"ใช่ ข้าอุตส่าห์รอดชีวิตจากตงจี๋จิงมาได้ ดันมาถูกไอ้แก่สารเลวนี่จับตัวมา หวังว่าเจ้าเมืองหยกวิญญาณจะรีบขอความช่วยเหลือไวๆ"

"แย่สุดก็ให้คนของภูเขาจื่อหลง สำนักสุ่ยโม่มาก็ได้"

"เฮ้อ... นี่ก็ตั้งหลายปีแล้ว"

บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที

พวกเขาไม่ได้โง่ นานขนาดนี้ไม่มีความเคลื่อนไหว ความหวังก็ริบหรี่เต็มที ตอนนี้ก็แค่บ่นระบายอารมณ์ด้านลบใส่กันเท่านั้น

จู่ๆ ก็มีคนหนึ่งสั่นสะท้าน ฟันกระทบกันดังกึกๆ

"ทำไมรู้สึกว่าอากาศเย็นลง"

"ข้าว่าเจ้าบำเพ็ญเพียรไม่ถึงขั้นมากกว่า ต่อให้เป็นฤดูหนาว ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเจ้ายังรู้สึกหนาวอีกเหรอ?"

"ไม่ใช่ หิมะตกต่างหาก"

"หิมะตกแล้วไง..."

"มีฝนเยือกแข็งด้วย ฝนปนหิมะ?"

"มารดามันเถอะ..."

ชายร่างใหญ่ระดับหลอมปราณขั้นปลายที่อารมณ์ร้อน จู่ๆ ก็สั่นสะท้าน คำด่าทอรุนแรงแค่ไหนก็จุกอยู่ที่คอ

"ไม่ชอบมาพากล" เจินเหรินทู่เยี่ยนลอยตัวอยู่กลางอากาศ ขมวดคิ้วสัมผัสฝนเยือกแข็งและหิมะที่เจือปนปราณแท้ แสยะยิ้มเย็นเอ่ยขึ้น

"ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้เจ้าเมืองหยกวิญญาณที่หดหัวอยู่ในกระดองมาหลายปีก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วหรือ? ช่างสมชื่อเต่าวิญญาณ[2]จริงๆ... ฮ่าๆๆๆ!!"

หวังอี้กับจิ้งจอกหิมะสามหาง ยืนเปิดเผยตัวอยู่บนท้องฟ้าไกลๆ สูงจากพื้นดินไม่ถึงร้อยเมตร เบื้องล่างคือหมอกน้ำแข็งที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

"ข้าเจ้าเมืองมีธุระปะปังรัดตัวไม่มีเวลามาสนใจเจ้า เจ้าโจรเฒ่าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจัดการเจ้าไม่ได้?"

"หึหึ…"

เจินเหรินทู่เยี่ยนแสดงสีหน้าดูถูกถึงขีดสุด แต่ในความเป็นจริงสัมผัสเทวะอันมหาศาลได้แผ่กระจายออกไปเต็มที่แล้ว เมื่อเขาพบเพียงนักพรตระดับหลอมปราณขั้นต้นซ่อนตัวอยู่ไกลๆ เท่านั้นก็ไม่ได้ลดความระมัดระวังลง เขารู้ว่าหวังอี้มีพลังแค่ระดับสร้างรากฐาน ไม่มีทางกล้ามาหาเรื่องเขาตามลำพังแน่

"มีลูกไม้อะไรก็งัดออกมา ให้ข้าได้ชื่นชมหน่อย หากคิดจะซ่อนตัวลอบโจมตีล่ะก็ ล้มเลิกความตั้งใจซะเถอะ"

หวังอี้คิดในใจ เสวี่ยอวี้วิ่งอ้อมไปทางขวา กรงเล็บจิ้งจอกที่ประกอบจากแท่งน้ำแข็งกว่าสิบอัน พุ่งเข้าใส่เจินเหรินทู่เยี่ยน

"ลูกไม้ตื้นๆ"

ร่างของเขาแทบไม่ได้ขยับ เพียงแค่กางมือทั้งสองข้างออก

เปลวเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งออกมากลายเป็นทะเลเพลิง กรงเล็บจิ้งจอกน้ำแข็งทั้งหมดระเหยกลายเป็นไอในพริบตา ไม่เกิดผลแม้แต่น้อย

ในขณะนั้นเอง พื้นดินก็กระเพื่อมราวกับผิวน้ำ

ศพอาฆาตไท่หยินกระโจนพรวดออกมา!

"ข้าก็นึกว่าเจ้าจะมีอุบายอันใด ที่แท้ก็แผนสวะ"

[1] ยามซื่อ คือช่วงเวลา 09.00 - 10.59 น.

[2] กุยหลิง ออกเสียงพ้องกับ เต่าวิญญาณ (龟灵) เกลียดที่หวังอี้ทำตัวเหมือนเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง

จบบทที่ บทที่ 194 สร้างรากฐานขั้นที่ห้า, สู้ให้ตายกันไปข้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว