- หน้าแรก
- คนไร้ค่าอย่างข้า อยู่ ๆ ก็ได้รับพลังฝึกตนระดับพันล้านปี
- บทที่ 55 กินโอสถร้อยอายุขัย หลินเหล่ยส่งเทียบเชิญมงคล!
บทที่ 55 กินโอสถร้อยอายุขัย หลินเหล่ยส่งเทียบเชิญมงคล!
บทที่ 55 กินโอสถร้อยอายุขัย หลินเหล่ยส่งเทียบเชิญมงคล!
บทที่ 55 กินโอสถร้อยอายุขัย หลินเหล่ยส่งเทียบเชิญมงคล!
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม
เฉินฉางอันก็เดินทางกลับมาถึงร้านยาจิ่วคัง
จงหลิงเอ๋อร์กำลังตั้งใจฝึกบำเพ็ญตาม "คัมภีร์เซียนเหิน" อย่างขะมักเขม้น
แม้ว่ากายาจักรพรรดิกำเนิดจะยังไม่ตื่นขึ้น แต่เพียงอาศัยการที่เฉินฉางอันช่วยชำระล้างร่างกายให้จนบังเกิดเป็นกายาวิญญาณไร้มลทิน ความเร็วในการดูดซับพลังปราณแห่งฟ้าดินของนางก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล คาดว่าอีกไม่นาน การจะทะลวงผ่านระดับหล่อเลี้ยงโลหิตขั้นปลายก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
อันที่จริง...
ภายในใจของจงหลิงเอ๋อร์นั้นมีความปรารถนาหนึ่งฝังลึกอยู่อย่างเงียบเชียบ นั่นคือการล้างแค้น!
ป้อมตระกูลจงถูกค่ายลมดำกวาดล้างทำลาย นางปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อทวงแค้นให้บิดามารดาที่ล่วงลับ รวมถึงเหล่าคนในตระกูลจงทุกคน!
แม้เฉินฉางอันจะเก่งกาจยิ่งนัก หากนางเอ่ยปากขอร้อง การทำลายค่ายลมดำย่อมเป็นเพียงเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ทว่าจงหลิงเอ๋อร์กลับไม่ต้องการเช่นนั้น นางปรารถนาจะพึ่งพาตบะพละกำลังของตนเอง
ได้ยินมาว่า สยงต้า หัวหน้าค่ายลมดำผู้นั้นคืออ๋องโหวในระดับแปลงเทพ ดังนั้นเป้าหมายในปัจจุบันของจงหลิงเอ๋อร์คือการฝึกฝนไปจนถึงระดับแปลงเทพ เพื่อขึ้นเป็นอ๋องโหวที่ได้รับโองการแต่งตั้งจากฟ้าดิน!
เมื่อเห็นจงหลิงเอ๋อร์พากเพียรฝึกฝนถึงเพียงนี้ ก็น่าเสียดายที่คนไร้พรสวรรค์เช่นเฉินฉางอันไม่อาจเข้าถึงความรู้สึกนั้นได้
เขาไม่ได้เข้าไปรบกวนการฝึกของจงหลิงเอ๋อร์ แต่เริ่มลงมือจัดการธุระของตนเอง
เริ่มจากนำโสมวิญญาณหมื่นปีไปปลูกใหม่อีกครั้ง โดยใช้พลังวัตรไร้เทียมทานทะนุถนอมและหล่อเลี้ยงมันอย่างระมัดระวังและอ่อนโยน
ไม่นานนัก
โสมวิญญาณหมื่นปีต้นนี้ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง กิ่งก้านใบดกสะพรั่ง เติบโตงดงามยิ่งนัก
[อายุขัย -3]
[อายุขัยปัจจุบัน 16/92]
สูญเสียอายุขัยไปสามปี เมื่อเทียบกับการแลกกับชีวิตของจางโหย่วเหนิงแล้ว ถือว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
ต่อให้จางโหย่วเหนิงจะเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา แต่สำหรับเฉินฉางอันในฐานะหมอแล้ว ทุกอย่างล้วนควรค่าแก่การกระทำ
ลำดับถัดมา
เฉินฉางอันหยิบโอสถร้อยอายุขัยที่ตงฟางเหลิ่งเยว่มอบให้เขาออกมา
โอสถเม็ดนี้สามารถเพิ่มอายุขัยได้หนึ่งร้อยปี เฉินฉางอันที่ยังไม่มีโอกาสได้กินก็ไม่เกรงใจ โยนมันเข้าปากทันที
[ระบบแจ้งเตือน: กินโอสถร้อยอายุขัยระดับสี่ อายุขัย +100 อายุขัยปัจจุบัน 16/192]
ในวินาทีนั้น เฉินฉางอันสัมผัสได้ว่าพลังแก่นแท้ชีวิตของตนเองกล้าแกร่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อารมณ์ของเขาพลันเบิกบานจนอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
"เพียงครู่เดียว อายุขัยก็เกือบจะทะลุสองร้อยปีแล้ว ไม่เลว ไม่เลวเลยจริง ๆ"
ขณะนั้นเอง
หลินเหล่ยก็พาหานเสี่ยวลู่เดินทางมาที่ร้านยาจิ่วคัง
ทั้งสองคนใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดีและร่องรอยแห่งความสุขที่ปิดไม่มิด
"ฉางอัน ฉางอัน!"
เฉินฉางอันยิ้มพลางกล่าว
"เหล่ยจื่อ เสี่ยวลู่ พวกเจ้าสองคนมาได้ยังไงกัน?"
หลินเหล่ยถามไถ่ด้วยความห่วงใยตามปกติว่าสองวันนี้เฉินฉางอันเป็นอย่างไรบ้าง ยังเจอพวกลอบสังหารอีกหรือไม่?
แน่นอนว่าตอนนี้หลินเหล่ยเป็นถึงรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์ผู้พิทักษ์กฎแห่งจวนเจ้าเมือง เป็นคนโปรดข้างกายท่านเจ้าเมืองฉู่ พวกองครักษ์เหล่านั้นต่างพากันประจบเอาใจหลินเหล่ยกันถ้วนหน้า
หลินเหล่ยจึงส่งองครักษ์ที่มีวรยุทธ์ไม่เลวจำนวนหนึ่งมาคอยซุ่มคุ้มกันความปลอดภัยให้เฉินฉางอันอยู่ที่ถนนชิงอวิ๋นอย่างลับ ๆ ได้อย่างง่ายดาย
ทว่าทุกอย่างนี้ย่อมไม่อาจหลุดรอด "เนตรเทวะ" ของเฉินฉางอันไปได้
เฉินฉางอันยิ้มและกล่าวว่า "ข้าเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ ที่เปิดร้านขายยา ใครมันจะว่างจัดจนมาลอบสังหารข้าได้ทุกวี่ทุกวัน เจ้าสั่งให้พวกองครักษ์ที่แอบคุ้มกันข้าพวกนั้นถอนกำลังไปเถอะ"
หลินเหล่ยตกใจ "นี่เจ้าค้นพบพวกเขาแล้วหรือ?"
"สองวันนี้ถนนชิงอวิ๋นมีคนแปลกหน้าหน้าตาขึงขังท่าทางองอาจเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้นการตรวจตราของหน่วยองครักษ์บนถนนเส้นนี้ก็บ่อยขึ้นผิดปกติ นอกจากเจ้าแล้ว ยังจะมีใครมาคอยดูแลถนนชิงอวิ๋นอีก?"
"ฮ่าฮ่า ฉางอัน เจ้านี่มันปิดบังอะไรไม่ได้จริง ๆ จะถอนกำลังไปทำไมเล่า ตอนนี้ข้าเป็นถึงรองผู้บัญชาการ ก็ต้องใช้ทรัพยากรเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์สิ"
จากนั้นหลินเหล่ยก็ขยับเข้าไปใกล้หูของเฉินฉางอันแล้วลดเสียงต่ำลง "ฉางอัน ช่วงนี้ข้าดวงเฮงสุด ๆ เลยล่ะ"
"เห็นเจ้าหน้าตาผ่องใสขนาดนี้ ดวงเฮงที่ว่าคือเรื่องอะไรกัน?"
"เฮะ ๆ ข้าก็คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะได้รับรางวัลและการให้ความสำคัญจากท่านเจ้าเมือง ท่านตบรางวัลให้ข้าด้วย 'โอสถวิญญาณปุถุชน' ถึงสิบขวด แม้โอสถวิญญาณปุถุชนนี้จะเป็นเพียงโอสถระดับสอง แต่มันก็เป็นโอสถคุณภาพสูงที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกตนระดับทำลายขีดจำกัดมนุษย์ แต่ละขวดราคามิใช่ถูก ๆ ในตลาดขายกันถึงขวดละหนึ่งพันหินปราณระดับต่ำ รวมแล้วก็มูลค่าหนึ่งหมื่นหินปราณระดับต่ำเชียวนะ นอกจากโอสถทั้งสิบขวดนี้แล้ว ท่านเจ้าเมืองยังประทานของสำคัญอีกอย่างหนึ่งให้ข้าด้วย เจ้าทายซิว่าเป็นอะไร?"
เฉินฉางอันสงสัย "อะไรหรือ?"
หลินเหล่ยยิ้มกว้าง ดวงตาไม่อาจปิดซ่อนความดีใจและการโอ้อวดได้เลย
"วิชาขั้นสูงน่ะสิ! เมื่อก่อนวิชาที่ข้าฝึกนั้นอ่อนด้อยเกินไป อย่างมากก็ช่วยให้ข้าฝึกไปถึงได้แค่ระดับน้ำพุแห่งชีวิต แต่คัมภีร์ที่ท่านเจ้าเมืองประทานให้ข้าครั้งนี้คือวิชาระดับหก มีชื่อว่า 'คัมภีร์สวรรค์วารีดำ' มันสามารถช่วยให้ข้าฝึกฝนไปจนถึงระดับแปลงเทพในตำนาน กลายเป็นอ๋องโหวที่ฟ้าดินแต่งตั้ง มีชื่อเสียงเกริกไกรไปทั่วสารทิศ!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของหลินเหล่ยก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจปกปิด จนถึงกับสั่นสะท้านเล็กน้อย!
"เหล่ยจื่อ ยินดีด้วย ยินดีด้วยจริง ๆ!"
หลินเหล่ยหัวเราะร่าด้วยท่าทางซื่อ ๆ เขาชกเข้าที่อกของเฉินฉางอันเบา ๆ ก่อนจะกระซิบส่งเสียงผ่านปราณ
"ฉางอันเจ้าวางใจเถอะ พวกเราเป็นพี่น้องกัน ข้ามีเนื้อกิน ย่อมต้องแบ่งให้เจ้ากินด้วย บางทีวิชาที่ปู่ของเจ้าถ่ายทอดให้อาจจะยังไม่ดีพอจนไม่อาจดึงพรสวรรค์ที่แท้จริงของเจ้าออกมาได้ ข้าแอบคัดลอก 'คัมภีร์สวรรค์วารีดำ' ระดับหกที่ท่านเจ้าเมืองสอนข้าลงในหยกบันทึกเล่มนี้แล้ว เจ้าเอาไปฝึกซะ!"
พูดจบหลินเหล่ยก็ยัดหยกบันทึกชิ้นหนึ่งใส่มือของเฉินฉางอัน
เฉินฉางอันชะงักด้วยความประหลาดใจ
"ให้ข้าหรือ? เจ้าไม่กลัวว่าถ้าฉู่หยงเทียนรู้เข้าจะลงโทษเอาหรือ?"
หลินเหล่ยกล่าวว่า "ลองฝึกดูก่อนเถอะ นี่มันวิชาระดับหกเชียวนะ เป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากยิ่ง ข้ายังแอบทำสำเนาไว้ให้ต้าฝูชุดหนึ่งด้วย ถ้าต้าฝูได้วิชานี้ไป การจะทะลวงระดับทำลายขีดจำกัดมนุษย์คงไม่ใช่เรื่องยาก ถึงตอนนั้นข้าจะหางานในหน่วยองครักษ์ให้เขาทำ เพื่อสะสมทรัพยากรในการฝึกตน ต้าฝูอาจจะไปถึงระดับน้ำพุแห่งชีวิตได้เลยนะ!"
"ฉางอัน เจ้าอยากจะมาเข้าหน่วยองครักษ์ด้วยกันไหม?"
เฉินฉางอันส่ายหน้า "ไม่ดีกว่า พลังแค่งู ๆ ปลา ๆ อย่างข้า ไปอยู่หน่วยองครักษ์ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก มีแต่จะทำให้เจ้าลำบากใจเปล่า ๆ"
"เจ้าลองฝึก 'คัมภีร์สวรรค์วารีดำ' ดูก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน"
"ที่เจ้ามาคราวนี้ คงไม่ได้แค่มาส่งวิชาให้ข้าหรอกใช่ไหม?"
หลินเหล่ยส่ายหน้า "แน่นอนว่าไม่ใช่"
เขากุมมือหานเสี่ยวลู่ไว้ หานเสี่ยวลู่ยิ้มน้อย ๆ มองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน ทั้งคู่เต็มไปด้วยความรักที่หวานซึ้งจนยากจะแยกจาก
เฉินฉางอันได้กลิ่นอายความรักอันอบอวลจนรู้สึกหมั่นไส้เล็กน้อย
"มาอวดความหวานกันถึงที่นี่เลยรึ?"
หลินเหล่ยกล่าวว่า "ท่านพ่อของเสี่ยวลู่ตกลงให้เราครองคู่กันแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา พวกเราจึงตกลงกันว่าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ข้าจะจัดขบวนขันหมากแปดคนหามไปรับเสี่ยวลู่เข้าบ้าน ถึงตอนนั้นเสี่ยวลู่ก็จะกลายเป็นภรรยาของข้าอย่างเป็นทางการ"
"เพราะฉะนั้นที่มาครั้งนี้ พวกเราตั้งใจนำเทียบเชิญมงคลมามอบให้เจ้า ถึงตอนนั้นเจ้ากับหลิงเอ๋อร์อย่าลืมไปร่วมดื่มน้ำสังข์ล่ะ อ้อ ยังมีอีกใบของต้าฝู เจ้านั่นไม่รู้หายหัวไปไหน ไม่เห็นหน้าค่าตามาหลายวันแล้ว เดี๋ยวเขากลับมาข้าค่อยมอบให้เขา เฮะ ๆ ถึงตอนนั้นคอยดูเถอะว่าเขาจะอิจฉาข้าขนาดไหน ได้ยินว่ายายเฒ่าหรงยังพยายามหาคู่ดูตัวให้เขาอยู่เลย"
"พี่ฉางอัน งานแต่งงานมีเรื่องให้จัดการเยอะ พี่เหล่ยมีพวกพี่เป็นพี่น้องที่สนิทกันเพียงไม่กี่คน ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนพี่ช่วยเหนื่อยเป็นธุระให้ด้วยนะจ๊ะ"
พูดจบ หานเสี่ยวลู่ก็ส่งเทียบเชิญสีแดงมงคลใส่มือเฉินฉางอัน
เฉินฉางอันรับเทียบเชิญมา
"วางใจเถอะ ถึงตอนนั้นข้าจะพาหลิงเอ๋อร์ไปช่วยงานแต่หัววันเลย"
"ตกลง งั้นพวกเราขอตัวก่อน ยังต้องนำเทียบเชิญไปส่งให้คนอื่น ๆ อีก"
หลินเหล่ยจูงมือหานเสี่ยวลู่ ทั้งคู่เดินจากไปอย่างรักใคร่กลมเกลียว
เฉินฉางอันอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "สุนัขโสดสามตัว คิดไม่ถึงว่าจะเหลือเพียงข้ากับต้าฝูสองตัวเร็วขนาดนี้"