เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 สุสานปราชญ์ยุทธ์ป้าเจี๋ยที่ทำให้หลินเหล่ยต้องตกตะลึง!

บทที่ 33 สุสานปราชญ์ยุทธ์ป้าเจี๋ยที่ทำให้หลินเหล่ยต้องตกตะลึง!

บทที่ 33 สุสานปราชญ์ยุทธ์ป้าเจี๋ยที่ทำให้หลินเหล่ยต้องตกตะลึง!


บทที่ 33 สุสานปราชญ์ยุทธ์ป้าเจี๋ยที่ทำให้หลินเหล่ยต้องตกตะลึง!

ภายในหอตำรา

มีตำราเรียงรายทอดตัวยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา

เฉินฉางอันหยิบตำราขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะเริ่มพลิกอ่านโดยอาศัยพลังแห่ง ‘สมองเทวะ’

เขาพลิกกระดาษอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วไม่กี่อึดใจก็กวาดสายตาจนจบเล่ม

ทว่ากลับยังไม่พบสิ่งที่เขากำลังมองหา

จากนั้น

เขาจึงเปิดตำราเล่มที่สองเพื่อเริ่มค้นหาต่อไป...

เวลาผ่านพ้นไปครึ่งชั่วยาม เฉินฉางอันกวาดสายตาผ่านตำราหลากประเภทในหอแห่งนี้ไปได้กว่าหนึ่งในสามส่วนแล้ว

เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะพับปิดตำราในมือลง

"เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิด มรรคแห่งการหลอมกายานั้นเสื่อมถอยมานานปี กระทั่งในหอตำราของจวนเจ้าเมืองก็ยังมีบันทึกเรื่องนี้อยู่น้อยนิดนัก"

ทว่าในทางกลับกัน การที่เฉินฉางอันได้พลิกอ่านตำราเซียนเหล่านี้ ก็ช่วยให้เขาเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรมากขึ้นไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นวิชาอาคม ยันต์ ค่ายกล หรือวิถีโอสถ ต่างก็ทำให้เขาได้รับความรู้เพิ่มพูนและเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น นับเป็นผลเก็บเกี่ยวที่ไม่เลวทีเดียว!

วิชาอาคมพื้นฐานบางอย่าง เฉินฉางอันเพียงใช้ ‘สมองเทวะ’ กวาดตามองเพียงครั้งเดียวก็แตกฉานในทันที

แต่น่าเสียดายที่ระดับพลังของเขาในยามนี้อยู่เพียงแค่ระดับหล่อเลี้ยงโลหิตขั้นต้น พลังวัตรยังไม่ก่อเกิด ต่อให้เป็นวิชาอาคมขั้นต่ำที่สุดเขาก็ยังไม่อาจสำแดงออกมาได้

สิ่งนี้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอับจนปัญญาอย่างยิ่ง

เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะลองใช้วิชาอาคมดูสักครั้งเพื่อให้เห็นว่าเป็นเช่นไร

แม้จะเป็นเพียงวิชาลูกไฟขั้นต่ำสุดก็ยังดี

จากนั้น เฉินฉางอันก็ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดจมดิ่งลงสู่ทะเลตำราอันกว้างใหญ่อีกครั้ง

กระทั่งดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า

ในที่สุดเฉินฉางอันก็อ่านตำราทั่วทั้งหอจนครบ เขาบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบที่เข้าจู่โจมไปทั่วร่าง

ทว่าโชคยังดีที่ท้ายที่สุดเขาก็พอจะได้เบาะแสบางอย่างติดมือมาบ้าง

แม้เรื่องราวของเส้นทางหลอมกายาจะมีบันทึกไว้ในหอตำราเพียงน้อยนิด

แต่ในที่สุดความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล

ในตำราโบราณเล่มหนึ่ง เฉินฉางอันบังเอิญพบข้อมูลสำคัญจากยุคหมื่นปีก่อน

เมื่อหมื่นปีที่แล้ว เคยมีปราชญ์ยุทธ์ผู้เกรียงไกรนามว่าป้าเจี๋ยปรากฏกายขึ้น

และสำหรับคำว่าปราชญ์ยุทธ์นั้น คือสมัญญาที่ฟ้าดินประทานให้แก่ผู้ฝึกตนเส้นทางหลอมกายาที่แข็งแกร่งจนถึงระดับหนึ่ง!

เล่าขานกันว่าเส้นทางหลอมกายาที่บรรลุถึงระดับปราชญ์ยุทธ์จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดหวั่น มีอายุขัยยืนยาว กระทั่งเลือดเพียงหยดเดียวยังเปี่ยมด้วยอานุภาพทำลายล้างขุนเขาได้โดยง่าย และยังสามารถฝึกปรือวิชาฟื้นคืนกายจากโลหิตหยดเดียวอันน่าสะพรึงกลัวได้อีกด้วย!

บันทึกโบราณระบุว่า หลังจากที่ปราชญ์ยุทธ์ป้าเจี๋ยสิ้นชีพลงเมื่อหมื่นปีก่อน ณ ผืนแผ่นดินเมืองเทียนอู่แห่งนี้ เขาได้ซ่อนสุสานปราชญ์ยุทธ์เอาไว้ หากผู้ใดค้นพบก็จะได้รับสืบทอดมรรคของเขาและพุ่งทะยานสู่ฟ้าในชั่วพริบตา!

ทว่ากาลเวลาล่วงเลยมานับหมื่นปี กลับไม่มีผู้ใดพบเห็นสุสานดังกล่าว จนผู้คนมากมายต่างพากันลืมเลือนสุสานปราชญ์ยุทธ์ของป้าเจี๋ยไปสิ้น คงเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยที่ปรากฏอยู่ในตำราโบราณเท่านั้น

เฉินฉางอันคิดในใจ

"หากข้าสามารถหาสุสานปราชญ์ยุทธ์ป้าเจี๋ยพบ บางทีอาจได้ครอบครองเคล็ดวิชาเส้นทางหลอมกายาแห่งยุคโบราณกาล!"

เขาไม่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียน อีกทั้งยังมีพลังวัตรไร้เทียมทานมานานถึงเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าล้านปี จนตบะบรรลุถึงจุดสูงสุดไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องฝ่าทะลวงระดับใดอีก นั่นทำให้เขาไม่สามารถฝึกวิชาอาคมเพื่อเพิ่มพูนอายุขัยได้

ในยามนี้ เขาจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับมรรคแห่งการหลอมกายาเท่านั้น

หวังว่ามันจะไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง

"ไว้วันหลังลองไปถามเย่หงอิงดู เผื่อว่านางจะมีเบาะแสเกี่ยวกับสุสานปราชญ์ยุทธ์บ้าง"

เมื่อเฉินฉางอันเดินออกมา ก็พบกับหลินเหล่ยที่ยืนรออยู่หน้าหอตำราในชุดเครื่องแบบกิเลนอันสง่างามและดูองอาจยิ่ง

"อาเหล่ย เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"

"ฉางอัน เจ้าโง่หรือเปล่า เจ้าอุตส่าห์รักษาฉู่อู๋ซวงจนหายขาด ความดีความชอบครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เหตุใดจึงขอเพียงรางวัลเช่นนี้ ตำราในหอนั่นมีอะไรดีให้ดูนักหนา"

หลินเหล่ยเอ่ยสั่งสอนด้วยน้ำเสียงเสียดายระคนไม่พอใจทันทีที่เห็นเฉินฉางอันเดินออกมา

เฉินฉางอันไม่ได้อธิบายสิ่งใด เขาเพียงยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี

"ชุดที่เจ้าสวมอยู่นี่ดูหล่อเหลาเอาการเชียว"

หลินเหล่ยหัวเราะร่าพลางยืดอกอย่างภาคภูมิ "เท่ใช่ไหมล่ะ นี่คือชุดที่เฉพาะระดับผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์ผู้บังคับใช้กฎหมายของจวนเจ้าเมืองเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์สวมใส่ ต้องขอบคุณเจ้าจริง ๆ ที่รักษาคุณหนูจนหาย ทำให้ข้าพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ยามนี้ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดผู้คนต่างก็ยำเกรงข้า แม้แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ที่เมื่อก่อนไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตา วันนี้ยังส่งยิ้มให้ข้าอย่างเป็นกันเองด้วยซ้ำ"

เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความตื้นตัน

"นี่แหละคือข้อดีของฐานะตำแหน่ง การได้รับการยกย่องมันรสชาติดีเช่นนี้นี่เอง!"

"ฉางอัน เจ้าคือดาวมงคลของข้าโดยแท้ เรื่องพวกนี้ข้าไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึงเลย มาให้ข้ากอดสักทีสิ!"

เฉินฉางอันทำสีหน้าขยะแขยงอย่างถึงที่สุด

"ถอยห่างจากข้าหน่อย ข้าไม่ได้ชอบบุรุษ"

"เหะ ๆ"

หลินเหล่ยกล่าวต่อว่า

"นอกจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการนี้แล้ว ท่านเจ้าเมืองยังตบรางวัลหินปราณระดับต่ำให้ข้าอีกห้าพันก้อน ครั้งนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของเจ้า ข้าจะมอบหินปราณทั้งหมดนี้ให้เจ้าเอง!"

หลินเหล่ยหยิบตั๋ววิญญาณออกมาห้าใบ แต่ละใบมีมูลค่าหนึ่งพันหินปราณระดับต่ำ เตรียมจะยัดใส่มือของเฉินฉางอัน

เฉินฉางอันส่ายหน้าปฏิเสธ

"เจ้าต้องเก็บเงินไว้แต่งเมียมมิใช่หรือ เก็บไว้ใช้เองเถอะ"

"แล้วเจ้าเล่า?"

เฉินฉางอันเผยยิ้มบาง

"หินปราณติดตัวข้ามีพอใช้แล้ว"

"นี่มันตั้งห้าพันก้อนเชียวนะ เจ้าจะไม่เอาจริง ๆ หรือ???"

หลินเหล่ยมองเฉินฉางอันด้วยสายตาราวกับกำลังมองคนโง่

เฉินฉางอันไม่คิดจะอธิบายสิ่งใด เพียงโยนแหวนมิติวงหนึ่งใส่ในมือของหลินเหล่ย

"ทำอะไรของเจ้า?"

"จะให้เจ้าดูว่าคนรวยที่แท้จริงเขาเป็นอย่างไร ในฐานะสหายข้าจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติแบบพวกบ้านนอกไม่เคยเห็นโลกกว้างของเจ้าเสียบ้าง"

หลินเหล่ยทำหน้าดูแคลน "หินปราณห้าพันก้อนนี่ยังไม่เรียกว่ารวยอีกหรือ?"

เขาไม่เชื่อว่าในแหวนมิติของเฉินฉางอันจะมีหินปราณอยู่เท่าใด อย่างมากก็คงไม่เกินร้อยสองร้อยก้อน

ทว่าทันทีที่สัมผัสวิญญาณของเขาเข้าสู่ภายในแหวนมิติ ก็พบกับหินปราณที่วางเรียงรายแน่นขนัด เปล่งรัศมีเจิดจ้าตระการตาจนพร่าพราย!

หลินเหล่ยถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง

"มารดามันเถอะ!!!"

"ฉางอัน... จะ... เจ้า... เจ้าไปเอาหินปราณมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน???"

เขาคะเนดูคร่าว ๆ หินปราณในแหวนวงนี้เกรงว่าจะมีนับล้านก้อน กระทั่งหินปราณระดับกลางหรือระดับสูงก็ยังมีอยู่ข้างใน!

หลินเหล่ยขวัญหนีดีฝ่อ ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่

เฉินฉางอันกล่าวหน้านิ่ง

"ข้าฆ่าผู้อาวุโสของนิกายซือถัวคนหนึ่งแล้วชิงมาจากเขา"

หลินเหล่ยมีสีหน้าไม่เชื่อถือแม้แต่น้อย

"อย่างเจ้าน่ะรึ?"

"เจ้าที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับหล่อเลี้ยงโลหิตขั้นต้นเนี่ยนะ จะไปฆ่าผู้อาวุโสนิกายซือถัว? เจ้ารู้หรือไม่ว่านิกายซือถัวคือขุมกำลังมารระดับแนวหน้าของเหอโจว คนที่เป็นถึงระดับผู้อาวุโสได้ ตบะบารมีอย่างน้อยต้องอยู่ระดับแปลงเทพชั้นอ๋องโหว เป็นตัวตนผู้ยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับท่านเจ้าเมืองเชียวนะ"

"บอกมาตามตรง แหวนนี่เจ้าไปเอามาจากไหนกันแน่ ไม่ใช่ว่าเก็บได้หรอกนะ?"

"สวรรค์ ดวงเจ้าจะดีเกินไปแล้ว เจ้าไปเก็บได้ที่ไหนกัน???"

เมื่อเห็นหลินเหล่ยจินตนาการฟุ้งซ่านไปไกล เฉินฉางอันก็สุดจะปัญญา เพราะพูดความจริงไปก็ไม่มีใครเชื่อ

เฉินฉางอันหัวเราะหึ ๆ แล้วกล่าวว่า

"เก็บได้ข้างทางนั่นแหละ"

หลินเหล่ยอุทานอย่างทึ่ง ๆ "ข้าเดาไม่มีผิดจริง ๆ ด้วย"

จากนั้น หลินเหล่ยก็รีบถามต่อทันที

"หินปราณมากมายขนาดนี้ เจ้าคิดจะจัดการอย่างไร?"

"ยกให้เจ้าเอาไหมเล่า?"

หลินเหล่ยส่ายหน้าทันควันโดยไม่ต้องคิด "ไม่ได้ นี่เป็นของของเจ้า"

"อีกอย่าง การที่เจ้าเก็บหินปราณได้มากมายเพียงนี้ก็นับเป็นวาสนาของเจ้า ในเมื่อเจ้ามีหินปราณมากถึงเพียงนี้ เช่นนั้นห้าพันก้อนข้าก็ไม่ให้เจ้าแล้วนะ"

หลินเหล่ยเก็บหินปราณห้าพันก้อนของตนกลับไป แม้จะตกใจกับหินปราณนับล้านในแหวนของเฉินฉางอัน แต่เขากลับไม่มีความละโมบแม้แต่น้อย และส่งแหวนคืนให้เฉินฉางอันตามเดิม

"ฉางอัน ในเมื่อเจ้ามีหินปราณมากมายขนาดนี้ ก็สามารถนำไปซื้อทรัพยากรบำเพ็ญเพียรได้มหาศาล ข้าเชื่อว่าตบะของเจ้าจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และตามข้าทันในไม่ช้า!"

"หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น"

"ในเมื่อวันนี้ได้ลาภลอยก้อนโตมา แถมข้ายังได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้บัญชาการ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง คืนนี้พวกเราไปหาของอร่อย ๆ กินกันเถอะ เจ้าพาหลิงเอ๋อร์น้องสาวเจ้าไปด้วย ข้าก็จะพาลู่เอ๋อร์ของข้าไปเช่นกัน ไปที่ 'หอเซียนเมรัย' อันเลื่องชื่อในเมืองนั่นแหละ ข้ากับลู่เอ๋อร์เล็งไว้นานแล้ว!"

"ได้สิ!"

"เช่นนั้นเจอกันที่หอเซียนเมรัย ห้ามผิดนัดเชียว!"

จบบทที่ บทที่ 33 สุสานปราชญ์ยุทธ์ป้าเจี๋ยที่ทำให้หลินเหล่ยต้องตกตะลึง!

คัดลอกลิงก์แล้ว