- หน้าแรก
- คนไร้ค่าอย่างข้า อยู่ ๆ ก็ได้รับพลังฝึกตนระดับพันล้านปี
- บทที่ 11 สยงเอ้อร์แห่งค่ายโจรลมดำ!
บทที่ 11 สยงเอ้อร์แห่งค่ายโจรลมดำ!
บทที่ 11 สยงเอ้อร์แห่งค่ายโจรลมดำ!
บทที่ 11 สยงเอ้อร์แห่งค่ายโจรลมดำ!
"พวกเจ้าเป็นใคร? ถึงได้ขวัญกล้ามาสามหาวที่หอหมื่นสมบัติเช่นนี้!"
เสียงตวาดกร้าวของสตรีดังกังวานขึ้น
เป็นหญิงสาวชุดแดงผู้ที่ต้อนรับเฉินฉางอันนั่นเองที่เอ่ยปาก ทว่ายามนี้รอยยิ้มอันอ่อนโยนของนางเลือนหายไปสิ้น หลงเหลือเพียงความเย็นเยียบเสียดกระดูก
ในขณะเดียวกัน กลิ่นอายกดดันอันทรงพลังของระดับน้ำพุแห่งชีวิตขั้นปลายก็ระเบิดออกจากร่างของนาง เข้าจู่โจมกดทับร่างของคนทั้งสาม
"เหอะ ๆ เย่หงอิง เจ้าไม่ได้ไปเขาต้าหลงจริง ๆ ด้วย"
"เจ้าคงไม่คิดกระมังว่า ลำพังระดับน้ำพุแห่งชีวิตเพียงคนเดียวอย่างเจ้า จะต้านทานผู้ฝึกตนระดับน้ำพุแห่งชีวิตอย่างพวกเราสามคนได้?"
ผู้ฝึกตนร่างกำยำแค่นเสียงเย็น
สิ้นคำพูดนั้น ทั้งผู้ฝึกตนร่างกำยำและพรรคพวกอีกสองคนต่างก็ปลดปล่อยตบะบารมีออกมาเช่นกัน!
โดยเฉพาะผู้ฝึกตนร่างกำยำที่มีระดับตบะไม่ด้อยไปกว่าเย่หงอิงแม้แต่น้อย เขาเองก็อยู่ในระดับน้ำพุแห่งชีวิตขั้นปลาย!
นอกจากเขาแล้ว อีกสองคนที่เหลือก็มีตบะไม่ธรรมดา คนหนึ่งอยู่ระดับน้ำพุแห่งชีวิตขั้นกลาง ส่วนอีกคนอยู่ระดับน้ำพุแห่งชีวิตขั้นต้น!
เมื่อตบะของทั้งสามปรากฏชัด จิตใจของเย่หงอิงพลันหนักอึ้งทันที
"ดูเหมือนพวกเจ้าจะวางแผนมาเป็นอย่างดี อาศัยจังหวะที่ผู้อาวุโสทั้งสองของหอหมื่นสมบัติไม่อยู่ถึงได้ลงมือ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?"
ในระหว่างที่พูด มือขวาของนางขยับอย่างเงียบเชียบ แอบกำยันต์สื่อสารไว้ในฝ่ามือ เตรียมจะเปิดใช้งานเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสทั้งสองของหอหมื่นสมบัติ!
ทว่าทันทีที่ยันต์สื่อสารแผ่นนั้นถูกกระตุ้น มันกลับมอดไหม้ไปเองเสียเฉย ๆ
สีหน้าของเย่หงอิงพลันย่ำแย่ลงทันควัน
ผู้ฝึกตนร่างกำยำแสยะยิ้มอย่างลำพองใจ "เหอะ ๆ นังตัวดี อย่าหวังจะส่งข่าวเลย ยามนี้หอหมื่นสมบัติถูกข้าลงค่ายกลปิดกั้นไว้แล้ว ไม่มีข่าวสารใดเล็ดลอดออกไปได้ทั้งนั้น!"
พริบตาต่อมา เขาก็หุบยิ้ม สะบัดมือใหญ่สั่งการด้วยจิตสังหารเปี่ยมล้น
"บุกเข้าไปพร้อมกัน ฆ่านังนี่ก่อน แล้วค่อยจัดการที่เหลือให้สิ้น!"
"คิดจะฆ่าข้า ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!"
เย่หงอิงไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แหวนมิติของนางเปล่งแสงวาบ เรียกกระบี่บินออกมาหนึ่งเล่ม ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมคนทั้งสาม!
หนึ่งต่อสาม... การต่อสู้อันดุเดือดระเบิดขึ้นในพริบตา!
เย่หงอิงในฐานะผู้ดูแลหอหมื่นสมบัติมีสมบัติวิเศษมากมายอยู่ในมือ เพียงชั่วพริบตานางก็เรียกสมบัติวิเศษออกมาอีกหลายชิ้น แสงแห่งสมบัติสาดประกายเจิดจ้าละลานตาไปทั่ว!
นอกจากนี้ นางยังหยิบยันต์ระดับสูงออกมาโจมตีศัตรูอย่างต่อเนื่อง!
ด้วยเหตุนี้ แม้จะตกอยู่ในวงล้อมแบบหนึ่งต่อสาม แต่นางกลับไม่เพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย ในทางกลับกันยังสามารถกุมความได้เปรียบไว้อย่างมั่นคง!
ส่วนคนอื่น ๆ ในหอหมื่นสมบัติที่หลบหนีออกไปไม่ได้ ต่างก็พากันไปกระจุกตัวอยู่ตามมุมห้อง แต่ละคนหน้าซีดเผือด เฝ้ามองการต่อสู้ด้วยความหวาดกลัวและกังวล ส่วนเหล่าผู้คุ้มกันระดับทำลายขีดจำกัดมนุษย์นั้นไม่มีใครช่วยอะไรได้เลย ต่างก็ถอยร่นไปให้ไกลที่สุด เพราะหากพวกเขาสอดแทรกเข้าไปในการต่อสู้ระดับน้ำพุแห่งชีวิต ก็มีแต่ทางตายเพียงสถานเดียว!
มีเพียงเฉินฉางอันคนเดียวเท่านั้นที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว เขายืนดูการต่อสู้อย่างสง่าผ่าเผย
เขาแย้มยิ้มพลางเอ่ยถามเย่หงอิงด้วยเสียงอันดัง
"ท่านผู้ดูแล ยังจำเรื่องการค้าที่ข้าเพิ่งเสนอไปได้หรือไม่? โอสถอายุวัฒนะสามเม็ด แลกกับการที่ข้าจะคุ้มครองหอหมื่นสมบัติให้หนึ่งครั้ง แม้ฝีมือของท่านจะกล้าแกร่ง แต่การควบคุมสมบัติวิเศษและยันต์มากมายถึงเพียงนี้ พลังวัตรในกายจะทานทนได้นานสักเท่าไร? เมื่อใดที่ท่านปราชัย หอหมื่นสมบัติคงมิอาจพ้นคราวเคราะห์ครั้งนี้ไปได้"
เย่หงอิงที่กำลังติดพันการต่อสู้ถึงกับมึนงง นางไม่เข้าใจว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เจ้าหนุ่มนี่นังมีแก่ใจมาพูดเรื่องแบบนี้อยู่อีกหรือ
ต้องรู้ก่อนว่าฝ่ายตรงข้ามเตรียมตัวมาอย่างดี กระทั่งนางเองยังไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะ แล้วเฉินฉางอันที่ดูอ่อนแอเหมือนคนระดับหล่อเลี้ยงโลหิตผู้นี้ จะเอาอะไรมาคุ้มครองหอหมื่นสมบัติ?
ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง!
เย่หงอิงจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ จึงไม่ได้ขานรับเขา!
ผู้ฝึกตนร่างกำยำเอ่ยเสียงเย็น "ที่ไอ้หนุ่มนั่นพูดก็ถูก เย่หงอิง... เมื่อใดที่พลังวัตรของเจ้าสิ้นสุดลง เมื่อนั้นก็คือวันตายของเจ้า!"
ทั้งสามลงมือเหี้ยมเกล้าขึ้นเรื่อย ๆ การโจมตีทวีความรุนแรงในทุกขณะ หวังจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์หรือปลิดชีพนางให้ได้!
หากมิใช่เพราะหอหมื่นสมบัติแห่งนี้มีการเสริมความแข็งแกร่งด้วยค่ายกลมาตั้งแต่ตอนเริ่มก่อสร้าง การต่อสู้ของพวกเขาคงพินาศที่นี่จนราบเป็นหน้ากลองไปนานแล้ว!
และเป็นจริงดังที่เฉินฉางอันกล่าวไว้ เย่หงอิงที่ต้องรับศึกหนึ่งต่อสามพร้อมทั้งควบคุมสมบัติวิเศษและยันต์ไปด้วยนั้นสูญเสียพลังวัตรไปมาก นางเริ่มจะต้านทานไม่ไหวและค่อย ๆ ตกเป็นรองในที่สุด!
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป สถานการณ์ของนางจะเข้าขั้นวิกฤต และอาจถูกสังหารได้ทุกเมื่อ!
เสียงของเฉินฉางอันดังขึ้นอีกครั้ง
"ท่านผู้ดูแล ข้าว่าท่านใกล้จะตายแล้วนะ"
"ขอเพียงท่านพยักหน้าตกลงคำเดียว ข้าจะลงมือทันที เพื่อคุ้มครองหอหมื่นสมบัติของท่านให้ปลอดภัย"
"เชื่อข้าเถอะ ข้าเก่งมากนะ"
แม้เย่หงอิงจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเฉินฉางอันถึงกล้าโอ้อวดเช่นนี้ แต่นางในยามนี้ไร้ซึ่งทางเลือกอื่นแล้ว นางจำต้องใช้ยันต์เหมันต์เร้นลับขั้นสาม สร้างเป็นกำแพงน้ำแข็งขึ้นขวางหน้า และอาศัยจังหวะเพียงชั่วครู่นั้นรีบหยิบหินปราณระดับกลางออกมาเพื่อฟื้นฟูพลังวัตรอย่างเร่งด่วน
เมื่อได้ยินสิ่งที่เฉินฉางอันเอ่ยออกมา นางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
"หากเจ้าปกป้องหอหมื่นสมบัติของข้าได้จริง อย่าว่าแต่โอสถอายุวัฒนะสามเม็ดเลย ต่อให้เจ้าต้องการให้ข้าเป็นสตรีของเจ้า ข้าก็มิขัดข้อง!"
เฉินฉางอันกวาดสายตามองเรือนร่างอันเย้ายวน
"ไม่เลว ครอบครัวเจ้าก็ไม่เลวเหมือนกัน!"
เย่หงอิงกลอกตาใส่ ในใจด่าแช่งอยู่ครู่ใหญ่ แล้วก็ขี้เกียจจะสนใจหนุ่มน้อยที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้อีกต่อไป
แต่น่าเสียดายที่เพิ่งจะฟื้นฟูพลังวัตรได้เพียงเล็กน้อย กำแพงน้ำแข็งลึกลับเบื้องหน้าก็ถูกทุบทลายลงอย่างรุนแรง ผู้ฝึกตนร่างกำยำทั้งสามดุจสุนัขป่าหิวโหย พุ่งเข้าโจมตีเย่หงอิงต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เฉินฉางอันขมวดคิ้ว หันไปกล่าวแก่ผู้ฝึกตนร่างกำยำทั้งสาม
"หยุดก่อน!"
ทว่าผู้ฝึกตนทั้งสามไม่ได้หยุดการโจมตีแต่อย่างใด
ดวงตาของเฉินฉางอันพุ่งประกายเย็นเยียบ เขาเอ่ยอย่างช้า ๆ ทีละคำ
"ข้าบอกว่า ให้พวกเจ้าหยุด!"
คราวนี้เขาหลอมรวมตบะอันอาจหาญสู้อย่างไม่ย่อท้อเข้าไปในเสียง ปลดปล่อยทักษะ "วาจาเทวะ"
ทุกคำที่เปล่งออกมา ล้วนเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจมหาศาล เข้มแข็งหนักแน่น กลายเป็นอัสนีบาตระเบิดขึ้นในสมองของผู้ฝึกตนทั้งสามอย่างกึกก้อง
ราวกับพระเจ้าออกพระบัญชา วาจาออกแล้วสรรพสิ่งเป็นไปตามนั้น!
ผู้ฝึกตนร่างกำยำทั้งสามยืนแข็งทื่อในทันที ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย ยามนี้ใบหน้าทั้งสามเต็มไปด้วยความงุนงงและตกตะลึง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
"บัดซบ ข้าขยับตัวไม่ได้แล้ว!"
"นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น???"
"ไอ้หนุ่ม เจ้าทำเล่ห์กลอะไรอยู่ รีบปล่อยพวกข้าซะ มิฉะนั้นพอข้าขยับได้ ข้าจะฆ่าเจ้าเป็นคนแรก!"
ผู้ฝึกตนทั้งสามทุ่มสุดกำลังแต่ยังขยับไม่ได้ ทำได้เพียงตะโกนโวยวาย
เย่หงอิงก็ตกตะลึงเช่นกัน ดวงตาอันงดงามเบิกกว้าง มองไปยังเฉินฉางอัน
"เจ้า... เจ้าทำหรือ?"
เฉินฉางอันยิ้มเบา ๆ กล่าวว่า "นอกจากข้าแล้ว ยังมีใครอีกที่ทำได้?"
เย่หงอิงจ้องมองเฉินฉางอันอยู่นาน จึงปล่อยลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก
นางมองผิดคนไปแล้ว ไม่นึกเลยว่าหนุ่มน้อยคนนี้จะเป็นเสือซ่อนเล็บ!
โชคดีที่มีเขา มิเช่นนั้นวันนี้คงวิกฤตแน่!
"ไม่ทราบว่าท่านนามสกุลอะไรเจ้าคะ?"
"เฉินฉางอัน"
"ขอบพระคุณท่านที่ยื่นมือเข้าช่วย"
เฉินฉางอันส่ายหัวเล็กน้อย "เป็นเพียงการค้าขายเท่านั้น การค้าครั้งนี้คุ้มค่าสำหรับข้า"
เย่หงอิงค้อมกายแสดงความเคารพ
"หงอิงจะทำตามที่พูดไว้ทุกอย่าง แต่ก่อนนั้น ขอโทษทีที่ต้องจัดการไอ้สามคนร้ายพวกนี้ก่อน!"
"ตกลง"
ระหว่างนั้น เย่หงอิงได้กลั่นหินปราณระดับกลางในมือจนหมดสิ้น พลังวัตรฟื้นตัวขึ้นมาก นางจ้องมองผู้ฝึกตนทั้งสามด้วยแววตาเย็นชา ไม่รีบลงมือสังหาร แต่เดินเข้าไปถอดชุดคลุมดำที่ปกปิดใบหน้าของพวกเขาออก เพื่อดูโฉมหน้าที่แท้จริง
เย่หงอิงจำผู้ฝึกตนร่างกำยำได้ ขมวดคิ้วกล่าวว่า
"สยงเอ้อร์ รองหัวหน้าค่ายโจรลมดำ ที่แท้เป็นเจ้า!"
สยงเอ้อร์ถูกจำได้ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เฮ้ ๆ ไม่นึกว่าจะถูกรู้ตัว!"
"สาวชั่ว ถ้าเจ้าฆ่าข้า ก็เท่ากับทำศึกกับค่ายลมดำ นับจากนี้หอหมื่นสมบัติของเจ้าอย่าหวังว่าจะสงบสุข คิดให้ดีนะ พี่ใหญ่ของข้าเป็นถึงอ๋องโหว!"
จากนั้นสยงเอ้อร์หันมามองเฉินฉางอัน แววตาดุร้าย เปี่ยมด้วยจิตสังหาร
"รวมถึงเจ้าด้วย เฉินฉางอัน เจ้ากล้ามาขัดการของข้า พี่ใหญ่จะไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ!"
เฉินฉางอันหรี่ตาลงในทันที มองไปที่สยงเอ้อร์ "เจ้ากำลังขู่ข้าอยู่หรือ?"
ภายใต้สายตาของเฉินฉางอัน ไม่รู้ทำไมใจของสยงเอ้อร์จึงอดไม่ได้ที่จะสั่นระริก เขาเกิดความหวาดกลัวต่อหนุ่มน้อยคนนี้ขึ้นมา จนไม่กล้าสบสายตาด้วยซ้ำ!