- หน้าแรก
- ค้อนสะท้านสวรรค์ เส้นทางทำลายล้างไร้ขีดจำกัด
- ตอนที่ 2 ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักเฮ่าเทียน
ตอนที่ 2 ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักเฮ่าเทียน
ตอนที่ 2 ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักเฮ่าเทียน
ชายชราที่แอบดูอยู่ด้านข้างตกใจอย่างสุดซึ้งเมื่อเห็นฉินมู่ในวัยเพียงแค่นี้ แต่กลับสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาค้อนวายุสะบั้นไปจนถึงขอบเขตระดับนั้นได้
ในขณะที่กำลังตื่นตะลึง กลิ่นอายของเขาก็เกิดการปั่นป่วนเนื่องจากไม่สามารถควบคุมมันไว้ได้ ซึ่งจิตสัมผัสของฉินมู่ก็จับสังเกตได้อย่างเฉียบคม
ทว่าชายชรากลับไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย เขายังคงมองไปที่ฉินมู่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ
ในสำนักเฮ่าเทียน มีคนจำนวนมากที่สามารถฝึกเคล็ดวิชาค้อนวายุสะบั้นไปจนถึงระดับสามสิบหกตลบ
ทว่าสำหรับผู้ที่อายุเท่านี้และสามารถฝึกจนถึงขั้นสามสิบหกตลบได้ อย่าว่าแต่ในสำนักเฮ่าเทียนยุคปัจจุบันเลย แม้จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของสำนักเฮ่าเทียนดู ก็แทบจะหาคนเช่นนี้ได้เพียงหยิบมือเท่านั้น
อีกทั้งเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่เพียงแต่ฝึกฝนเคล็ดวิชาค้อนวายุสะบั้นจนถึงระดับสามสิบหกตลบได้เท่านั้น แต่เขายังใช้ค้อนไม้เสียด้วย!
ต้องรู้ก่อนว่าการจะใช้วิชาค้อนวายุสะบั้นด้วยค้อนไม้ได้นั้น ผู้ใช้จะต้องสามารถควบคุมพลังของตนเองได้อย่างอิสระ มิฉะนั้นค้อนไม้จะแหลกสลายลงอย่างแน่นอนเพราะไม่อาจทนรับแรงกระแทกได้
โดยทั่วไปแล้ว ศิษย์สายในของสำนักเฮ่าเทียนมักจะเลือกใช้วิธีนี้ในการขัดเกลาเคล็ดวิชาค้อนวายุสะบั้นก็ต่อเมื่อพวกเขามีอายุราวๆ ยี่สิบปี และมีระดับพลังวิญญาณตั้งแต่สี่วงแหวนขึ้นไป
แม้แต่บรรดาศิษย์เอกของสำนักเฮ่าเทียนรุ่นก่อนๆ ก็ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีในการปรับตัวเพื่อใช้งานเคล็ดวิชาค้อนวายุสะบั้นบนก้อนหินกลมโดยไม่ใช้พลังวิญญาณเช่นเดียวกับฉินมู่
แล้วเด็กที่ชื่อฉินมู่ตรงหน้านี้อายุเท่าไหร่กันล่ะ?
ในฐานะผู้อาวุโสลำดับที่ห้าแห่งสำนักเฮ่าเทียน นับตั้งแต่เร้นกายปลีกวิเวก เขาย่อมมีความเข้าใจในตัวศิษย์ของสำนักตนเองอย่างถ่องแท้
เขาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ในบรรดาศิษย์ที่เขารู้จัก ไม่มีเด็กหนุ่มตรงหน้านี้อยู่อย่างแน่นอน
แม้แต่ในหมู่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับฉินมู่ที่เกิดจากศิษย์บางคน เขาก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง
แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่เพียงแต่มีเจตจำนงค้อนเฮ่าเทียนเท่านั้น ทว่าในวัยเพียงเท่านี้ เขากลับสามารถฝึกฝนค้อนเฮ่าเทียนได้ถึงสามสิบหกตลบ
ในสำนักเฮ่าเทียน ไม่มีทางมีคนแบบนี้อยู่เด็ดขาด!
"เด็กน้อย เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน? ทำไมตาเฒ่าอย่างข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อของเจ้ามาก่อนเลยล่ะ?"
ฉินมู่มองผู้อาวุโสห้าตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา เขาไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย แต่กลับเป็นฝ่ายถามกลับไปแทน
"ก่อนที่จะถามไถ่ตัวตนของผู้อื่น ท่านไม่ควรแนะนำตัวเองก่อนหรอกหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเป็นฝ่ายมาแอบดูข้าฝึกวิชาก่อนนะ!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสห้าก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาอีกระลอก
นอกจากพวกตาเฒ่าในสำนักแล้ว กี่ปีมาแล้วนะที่ไม่มีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้?
อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสห้าไม่ได้ถือสาหาความอะไรเมื่อเห็นว่าเขายังเด็ก ชายชราพยักหน้าให้ฉินมู่
"ข้าคือผู้อาวุโสลำดับที่ห้าแห่งสำนักเฮ่าเทียน ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักเฮ่าเทียน แล้วเจ้าจะไม่รู้จักข้าได้อย่างไร?"
กล่าวจบ ผู้อาวุโสห้าก็ยืดหยัดตัวตรง รอคอยอย่างเงียบๆ ให้ฉินมู่กล่าวคำขอโทษ
ทว่า ฉินมู่กลับไม่ได้มีความเคารพยำเกรงในสถานะผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักเฮ่าเทียนของเขาเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขารู้สึกรังเกียจเสียด้วยซ้ำ
"ข้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเฮ่าเทียน"
เมื่อคำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ผู้อาวุโสห้าก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
"เจ้าไม่ใช่ศิษย์สำนักเฮ่าเทียนของข้าหรอกหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร!"
"ในเมื่อเจ้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเฮ่าเทียน แล้วเจ้าเอาค้อนเฮ่าเทียนมาจากไหน? แล้วเจ้าสามารถควบแน่นเจตจำนงค้อนเฮ่าเทียนได้อย่างไรกัน?"
"ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า สิ่งที่เจ้าฝึกฝนเมื่อครู่นี้ คือหนึ่งในเคล็ดวิชาเฉพาะของสำนักเฮ่าเทียน เคล็ดวิชาค้อนวายุสะบั้น!"
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของผู้อาวุโสห้า ฉินมู่ก็เก็บค้อนไม้เหน็บกลับเข้าที่เอว ทิ้งตัวลงน้ำอีกครั้ง แล้วแหวกว่ายกลับเข้าฝั่ง
"ข้าไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ท่านพูดถึงมันคืออะไร แต่ข้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเฮ่าเทียนจริงๆ ข้าก็แค่คนธรรมดาในหมู่บ้านเท่านั้น"
ฉินมู่โผล่ขึ้นมาจากสระน้ำและหยิบผ้าขนหนูสะอาดออกจากย่ามมาเช็ดตัว
"แต่ถ้าท่านหมายถึงวิชาค้อนที่ข้าใช้ฝึกเมื่อกี้ นั่นก็เป็นแค่ทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าบังเอิญค้นพบตอนตีเหล็กที่บ้านลุงไท่เมื่อไม่กี่ปีก่อน"
"ข้าเห็นว่าทริคนี้มันช่วยฝึกกำลังได้ดี ก็เลยมักจะใช้วิธีนี้มาขัดเกลาร่างกาย"
"แถมข้าก็ยังไม่ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์เลยด้วย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสห้าก็ต้องตกตะลึงกับคำพูดของฉินมู่อีกครั้ง เขาจ้องมองฉินมู่ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
"ทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการตีเหล็กงั้นรึ? เจ้ายังไม่ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์ด้วยซ้ำ?! เป็นไปได้อย่างไร!"
ผู้อาวุโสห้าไม่สนใจการขัดขืนของฉินมู่ เขาคว้าข้อมือของเด็กชายไว้แน่น พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณของฉินมู่ไปทั่วทั้งร่าง
ไม่นานนัก ผู้อาวุโสห้าก็ปล่อยมือฉินมู่ แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความตกตะลึงขณะจ้องมองเด็กชาย
หากก่อนหน้านี้เขาไม่เชื่อคำพูดของฉินมู่เพราะคิดว่าเด็กชายปลุกค้อนเฮ่าเทียนขึ้นมาแล้ว ทว่าเมื่อพบความจริงว่าฉินมู่ยังไม่ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์จริงๆ ความมั่นใจแต่เดิมของผู้อาวุโสห้าก็สั่นคลอนในทันที
ต้องรู้ก่อนว่าแทบทุกคนที่มีเจตจำนงค้อนเฮ่าเทียน ล้วนแต่มีโอกาสควบแน่นมันได้ก็หลังจากที่ได้รับค้อนเฮ่าเทียนมาเป็นเวลาหลายปีแล้วเท่านั้น
คนอย่างฉินมู่ที่สามารถควบแน่นเจตจำนงค้อนเฮ่าเทียนได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์ ถือเป็นกรณีแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักเฮ่าเทียนอย่างแท้จริง!
อัจฉริยะสวรรค์ประทาน!
นี่คือคำประเมินที่ผู้อาวุโสห้ามอบให้เขา
"ทุกอย่างที่เจ้าพูดเมื่อครู่เป็นความจริงงั้นรึ?"
"ข้าไปได้หรือยัง?"
"ไม่ได้ ข้าเกรงว่าเจ้าคงต้องกลับสำนักเฮ่าเทียนไปกับข้าแล้วล่ะ"
ตอนนี้ผู้อาวุโสห้ายิ้มแก้มแทบปริ เขามองฉินมู่ราวกับกำลังมองดูหยกเม็ดงามที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน
"หึหึ ไม่ต้องห่วงไปหรอกเด็กน้อย ข้าจะไม่ทำผิดต่อเจ้าอย่างแน่นอน ในเมื่อเจ้ายังไม่ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์ เราก็แค่ไปที่สำนักเฮ่าเทียนแล้วทำการปลุกมันซะเดี๋ยวนี้เลย"
พูดจบ ผู้อาวุโสห้าก็ไม่สนใจว่าฉินมู่จะคัดค้านหรือไม่ เขาคว้าตัวฉินมู่แล้ววิ่งฉิวทะยานมุ่งหน้าไปยังสำนัก
สิ่งที่ทำให้ผู้อาวุโสห้าประหลาดใจก็คือ แม้ว่าในภายหลังเขาจะตระหนักได้ว่าการกระทำของตนค่อนข้างรุนแรงไปบ้าง แต่ฉินมู่กลับไม่ร้องไห้โวยวายหรือแสดงอาการตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขายังคงเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด
ความรู้สึกที่ฉินมู่มอบให้เขาราวกับผู้ใหญ่ที่สุขุมเยือกเย็น ซึ่งทำให้ผู้อาวุโสห้ารู้สึกทึ่งอยู่ในใจ
เจ้าหนูคนนี้เพิ่งจะอายุหกขวบจริงๆ รึ?
ระหว่างทาง ผู้อาวุโสห้าได้เรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานของฉินมู่ผ่านการพูดคุยสั้นๆ
ทั้งสองมุ่งหน้าพาฉินมู่ เด็กชายวัยหกขวบ ปีนขึ้นสู่ยอดเขา ข้ามสะพานโซ่เหล็ก จนในที่สุดก็มาถึงสำนักเฮ่าเทียน
เนื่องจากสำนักเฮ่าเทียนสร้างขึ้นบนภูเขา ตัวสำนักทั้งหมดจึงก่อสร้างขึ้นจากก้อนหินขนาดยักษ์
อาคารหินดูแข็งแรงทนทานเป็นอย่างยิ่ง ตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัวที่สลักคำว่า "สำนักเฮ่าเทียน" ตั้งตระหง่านอยู่เหนือประตูทางเข้าหลัก ดูยิ่งใหญ่อลังการและน่าเกรงขาม
ที่หน้าประตู ชายหนุ่มในชุดคลุมสีเทาสองคนรีบโค้งคำนับทันทีที่เห็นผู้อาวุโสห้า พร้อมกับหลีกทางให้
"เจ้า จงพาเขาไปปลุกวิญญาณยุทธ์เสีย และหลังจากปลุกเสร็จแล้ว ให้พาเขาไปที่ห้องประชุม"
กล่าวจบ ผู้อาวุโสห้าก็หายวับไปจากจุดที่ยืนอยู่ทันที
ชายหนุ่มชุดเทาที่ถูกชี้ตัวถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นผู้อาวุโสห้าหายตัวไป จากนั้นจึงหันมามองฉินมู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ
แม้ว่าฉินมู่จะดูอายุเพียงห้าหรือหกขวบ แต่หน้าตาที่หล่อเหลาและหมดจดของเขาก็ทำให้ชายหนุ่มชุดเทารู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ฉินมู่ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือขี้ขลาดออกมาเลยตั้งแต่ต้นจนจบ ท่าทีที่สงบนิ่งของเขาทำให้ชายหนุ่มชุดเทารู้สึกราวกับว่าตัวเองต่างหากที่เป็นเด็กเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กชายคนนี้
ภายในห้องประชุมของสำนักเฮ่าเทียน
"ท่านว่าอะไรนะ? ผู้อาวุโสห้า ท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังพูดเล่น?"
"เป็นความจริงแท้แน่นอน ข้าเห็นกับตาตัวเองว่าเขาควบแน่นเจตจำนงค้อนเฮ่าเทียนออกมา และโดยที่ไม่ได้ใช้พลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย เขาสามารถฟาดค้อนใต้น้ำตกได้ถึงสามสิบหกตลบ!"
"หากไม่ติดที่ขีดจำกัดทางร่างกายของเขา ข้าเกรงว่าเขาคงจะฟาดได้รวดเดียวถึงแปดสิบเอ็ดตลบไปแล้ว!"
"และจากที่เขาบอก เคล็ดวิชาค้อนวายุสะบั้นของเขาก็ดูเหมือนจะเรียนรู้และทำความเข้าใจด้วยตัวเองอีกต่างหาก!"
ขณะนี้ ผู้อาวุโสห้ากำลังคุยโวโอ้อวดน้ำลายแตกฟองถึงพรสวรรค์อันล้นเหลือของฉินมู่ให้ชายชราชุดเทาทั้งสี่คนที่อยู่ข้างๆ ฟัง
"แปดสิบเอ็ดตลบงั้นรึ? ท่านคุยโวถึงขนาดนี้ ข้าชักจะไม่เชื่อแล้วสิ"
"ชิ จะเชื่อหรือไม่ก็รอดูเถอะ อีกเดี๋ยวพอเขามาถึง พวกท่านก็ลองถามเขาดูเอาเองก็แล้วกัน"
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าสองคู่ก็ดังขึ้นจากนอกประตู ทำให้คนทั้งหกในห้องประชุมยืดตัวตรงนั่งหลังตรงในทันที
ชายหนุ่มเคาะประตูสองครั้ง
"ท่านเจ้าสำนัก ท่านผู้อาวุโส พาตัวมาถึงแล้วขอรับ"