เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 ปรากฏการณ์วิถีอักษร

บทที่ 49 ปรากฏการณ์วิถีอักษร

บทที่ 49 ปรากฏการณ์วิถีอักษร


บทที่ 49 ปรากฏการณ์วิถีอักษร

สุรารสเลิศอึกหนึ่งไหลลงคอ ฉู่เหอหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเขาสนั่นโปร่งสบาย ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างให้หันมามองเป็นตาเดียว

"แสร้งทำเป็นลึกลับลวงโลก คิดหรือว่าตนเองจะสามารถรังสรรค์บทกวีที่เหนือล้ำกว่าศิษย์พี่หวาออกมาได้จริง!"

ชายหนุ่มคนนั้นแค่นเสียงฮึดฮัด น้ำเสียเต็มไปด้วยความดูแคลน

"ศิษย์พี่หวาคือผู้ที่จะไปเจิดจรัสเปล่งประกายในงานชุมนุมบทกวีคนหนุ่มสาวแห่งมณฑลหลินเจียง คนที่หวังสร้างชื่อเสียงจอมปลอมอย่างเจ้า มีอะไรไปเทียบชั้นกับเขาได้?"

คำพูดนี้ทำให้หวาเฟยเหอรู้สึกพึงพอใจและภาคภูมิใจยิ่งนัก ทว่าบนใบหน้าของเขายังคงแสร้งทำเป็นเคร่งขรึมและเอ่ยปากปรามศิษย์น้อง

"ฟ่านเชียน พอได้แล้วน่า พวกเราต่างก็เป็นปัญญาชนและบัณฑิตด้วยกันทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องทำตัวตึงเครียดใส่กันขนาดนี้!"

จากนั้นเขาก็ยิ้มพลางก้าวเข้ามาด้านหน้า "พี่ไป๋หลง ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ศิษย์น้องของข้าคนนี้มักจะวู่วามอยู่เสมอ ท่านอย่าได้เก็บคำพูดของเขามาใส่ใจเลยนะขอรับ"

ท่าทีอันนอบน้อมของหวาเฟยเหอได้รับเสียงชื่นชมจากผู้คนรอบข้างอีกครา ต้องยอมรับว่าหวาเฟยเหอคนนี้มีความรู้ความสามารถโดดเด่น เพียงชั่วครู่ก็รังสรรค์บทกวีออกมาได้

และในยามนี้ ความถ่อมตนของเขาไม่ว่าจะแสร้งทำขึ้นมาหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็สมกับฉายาบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งเมืองซ่างหยาง

ทว่าการกระทำเช่นนี้กลับทำให้ฝานอี้ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์ นี่มันไม่ใช่การเหยียดหยามคุณชายไป๋หลงทางอ้อมหรอกหรือ?

ในใจของเขา คุณชายไป๋หลงต่างหากที่เป็นแบบอย่างที่แท้จริงของผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียม มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปี่ยมด้วยกิริยามารยาท

ยิ่งคิดในใจเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ จนเริ่มมีความรู้สึกอยากจะลงไม้ลงมือขึ้นมา

เขาอยากจะฉีกหน้ากากอันเสแสร้งของหวาเฟยเหอออก เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าคุณชายไป๋หลงต่างหากที่เป็นบัณฑิตที่แท้จริง

ทว่าเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขาเสียก่อน

"พี่ฝานอี้ รบกวนท่านช่วยฝนหมึกและคลี่กระดาษให้ข้าหน่อย ค่ำคืนอันงดงาม ทัศนียภาพตระการตาเช่นนี้ ตัวข้าจะขอแต่งบทกวีสักบท!"

ฉู่เหอไม่ได้สนใจหวาเฟยเหอเลยแม้แต่น้อย ยามนี้เขากำลังเมามายสะลึมสะลือ มีเหตุผลอะไรให้ต้องไปเสแสร้งเออออห่อหมกกับคนหน้าไหว้หลังหลอก

เขาเพียงต้องการอาศัยอารมณ์สุนทรีย์ยามร่ำสุราแต่งบทกวีสักบท เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจในอกออกไปให้หมดสิ้น

"ไต้เลยขอรับคุณชายไป๋ ผู้น้อยจะไปฝนหมึกและคลี่กระดาษให้ท่านเดี๋ยวนี้!"

ฝานอี้ขานรับเสียงดังลั่น โดยไม่สนใจสายตาแปลกๆ ของคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย

เขาก้าวเท้าฉับๆ เดินกลับเข้าห้องโดยสาร ไปหยิบเอาเครื่องเขียนทั้งสี่ (พู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึก) ออกมา แล้วเริ่มลงมือฝนหมึกทันที

ส่วนฉู่เหอยังคงเอนกายพิงระเบียงเรือ ดื่มสุราในมือต่อไปอย่างสำราญใจและเป็นอิสระ

หวาเฟยเหอดวงตาเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง ถึงขั้นบังเกิดจิตสังหารขึ้นมาในใจ

ในเมืองซ่างหยาง ยังไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธหน้าตาของเขา หวาเฟยเหอ ขนาดนี้มาก่อน

เขาอยากจะรู้นักว่า เจ้าไป๋หลงคนนี้จะสามารถแต่งบทกวีอะไรออกมาได้!

"คุณชายไป๋ หมึกฝนเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ" ฝานอี้กล่าวด้วยความนอบน้อม

ฉู่เหอพยักหน้า ยิ้มกล่าว "ดีมาก ช่วยขึงกระดาษขึ้น!"

ฝานอี้ขึงกระดาษสีขาวขึ้นกลางอากาศทันที ตัวกระดาษมีความสูงเกือบเท่าตัวคน ขาวสะอาดบริสุทธิ์ไร้ราคี รอคอยให้ผู้มีวาสนามาจรดพู่กันลงน้ำหมึก

ฉู่เหอดื่มสุราจากน้ำเต้าอึกใหญ่ ยื่นมือไปคว้าพู่กันมา จุ่มน้ำหมึกจนชุ่ม แล้วเดินโอนเอนมาหยุดตรงหน้ากระดาษขาว

มุมปากของเขายกขึ้นยิ้มบางๆ ในดวงตาราวกับมีภาพสะท้อนของดาราจักรบนท้องฟ้า เขาเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ แล้วแหงนหน้าหัวเราะลั่นลั่นฟ้า

"ทุกท่าน จงดูให้ดี!"

"ลมประจิมพัดพาความร่วงโรยสู่ระลอกคลื่นแห่งแม่น้ำผิงเจียง เพียงผ่านพ้นคืนเดียวเส้นผมขาวของพญามังกรก็ทวีมากขึ้น!"

เขาหัวเราะอย่างโปร่งสบาย บทกวีที่เอ่ยออกจากเรียวปากราวกับเสียงท่องจำของเซียนกวีผู้จุติลงมาจากสรวงสวรรค์

ปลายพู่กันที่ชุ่มไปด้วยน้ำหมึกตวัดกวัดแกว่งบนผืนกระดาษขาว ฝากรอยอักษรของบทกวีสองประโยคนี้เอาไว้ สวยงามสละสลวยและเปี่ยมด้วยความอิสระเสรี

ทันทีที่สองประโยคนี้ถูกรังสรรค์ออกมา ผู้คนรอบข้างต่างพากันเผยสีหน้าครุ่นคิด

พวกเขาย่อมไม่เข้าใจศาสตร์แห่งบทกวีลึกซึ้ง ทว่าก็สามารถสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์และล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใน

หลังจากผ่านไปไม่กี่อึดใจ จู่ๆ ก็มีคนระเบิดหัวเราะลั่น "ยอดเยี่ยม! บทกวีประโยคนี้ของคุณชายไป๋ช่างยอดเยี่ยมถึงขีดสุดจริงๆ!"

"เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ก็สามารถยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกได้แล้ว!"

เสียงชื่นชมสรรเสริญดังขึ้นระงม ใบหน้าของฝานอี้แดงปลั่งด้วยความแช่มชื่น ราวกับคำชื่นชมเหล่านั้นมอบให้แก่ตัวเขาเองก็ไม่ปาน

สมแล้วที่เป็นคุณชายไป๋ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่พวกแมวพวกสุนัขทั่วไปจะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้

สีหน้าของหวาเฟยเหอเริ่มดูไม่ค่อยดีนัก บทกวีประโยคนี้เห็นได้ชัดว่าเหนือล้ำกว่าบทกวีน้ำเน่าที่เขาหยิบจับถ้อยคำหรูหรามาปะติดปะต่อกันเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด

"ก็แค่บทกวีประโยคเดียวแต่งได้ดีแล้วมันจะทำไม? ขอเพียงบังเกิดอารมณ์สุนทรีย์ขึ้นมาชั่ววูบ ใครบ้างจะเขียนบทกวีดีๆ ออกมาสักประโยคไม่ได้ มีความสามารถจริงก็จงแต่งบทกวีนี้ให้สมบูรณ์สิ!"

ฟ่านเชียนแค่นยิ้มเย็น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความถากถางประชดประชัน

ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้สีหน้าของหวาเฟยเหอคลายความตึงเครียดลงไปได้บ้าง พูดได้ถูกต้อง บทกวีเพียงประโยคเดียวจะสามารถมากดข่มผลงานทั้งบทของเขาได้อย่างไร

คาดว่าไอ้หมอนี่คงไม่มีชื่อเสียงเรียงนามอันใด การที่สามารถรังสรรค์ประโยคนี้ออกมาได้คงเป็นเพราะโชคช่วยดวงดีชั่วคราว ไม่เห็นมีสิ่งใดต้องหวาดหวั่น!

"คุณชายไป๋เคลื่อนไหวแล้ว ประโยคถัดกำลังจะมาแล้ว!"

"หากประโยคถัดไปรังสรรค์ออกมาได้งดงามปานนี้อีก ข้ายินยอมจ่ายเงินหนึ่งพันตำลึงเงินเพื่อซื้อผลงานอักษรพู่กันชิ้นนี้ของคุณชายไป๋!"

"หึหึ เพียงแค่ประโยคเมื่อครู่ก็มีมูลค่าถึงหนึ่งพันตำลึงเงินแล้ว หากประโยคถัดไปยังคงเจิดจรัสเช่นเดิม ข้าขอสู้ราคาที่สามพันตำลึงเงิน!"

เมื่อผู้คนเห็นฉู่เหอเริ่มลงพู่กันอีกครั้ง ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาทันที พร้อมกับเสียงเอ่ยท่องบทกวีที่ดังแว่วตามมา

"ยามเมามายมิรับรู้ว่าผืนฟ้าร่วงหล่นสถิตอยู่บนผืนน้ำ ความฝันอันบริสุทธิ์เต็มลำเรือน้อมกดข่มทางช้างเผือกให้ต่ำลง!"

น้ำหมึกตวัดกวัดแกว่งบนผืนกระดาษขาว ครึ่งบทหลังปรากฏโฉมออกมาบนหน้ากระดาษอย่างสง่างาม

ทันทีที่ประโยคนี้ถูกรังสรรค์เสร็จสิ้น ทุกคนบนเรือต่างพากันยืนอ้าปากค้างตะลึงงันไปหมด

ยามเมามายมิรับรู้ว่าผืนฟ้าร่วงหล่นสถิตอยู่บนผืนน้ำ ความฝันอันบริสุทธิ์เต็มลำเรือน้อมกดข่มทางช้างเผือกให้ต่ำลง...

ต่อให้พวกเขาจะไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์ ทว่าก็สามารถสัมผัสได้ถึงความงดงามของภาพลักษณ์และจินตนาการที่ซ่อนอยู่ในบทกวีนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

ในดวงตาของหวาเฟยเหอเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ตอนแรกเขาคิดว่าประโยคแรกเป็นเพียงผลงานที่เกิดจากอารมณ์สุนทรีย์ชั่ววูบ ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประโยคที่สอง ประโยคแรกกลับกลายเป็นเพียงใบไม้สีเขียวที่คอยช่วยขับเน้นดอกไม้ให้งดงามเท่านั้น นี่ไม่มีทางเป็นบทกวีที่บัณฑิตอายุไม่ถึงยี่สิบปีจะสามารถรังสรรค์ออกมาได้เลยเด็ดขาด!

ฟ่านเชียนเผยสีหน้าตกตะลึงเป็นคนแรก ตัวเขาเองก็ถูกความงดงามของบทกวีชิ้นนี้สั่นสะเทือนจิตใจเช่นกัน

ทว่าเมื่อเขาคิดกลับกัน จะมีชายหนุ่มอายุราวร้อยยี่สิบปีที่ไหนสามารถแต่งบทกวีระดับนี้ออกมาได้ จะต้องเป็นการลอกเลียนผลงานของผู้อื่นมาอย่างแน่นอน!

เขาจึงตะโกนลั่นทันที "ไป๋หลง! เจ้าเองก็เป็นปัญญาชน เหตุใดถึงกล้าทำเรื่องต่ำช้าไร้ยางอายเช่นนี้ ถึงขนาดลอกเลียนผลงานบทกวีอันมีชื่อเสียงของผู้อื่น!"

ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนบนเรือต่างพากันตกตะลึง

ลอกเลียนผลงานงั้นหรือ? บทกวีของคุณชายไป๋หลงบทนี้ไม่ได้รังสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง ทว่าเป็นการลอกเลียนผลงานมางั้นหรือ?

นั่นสิ ไป๋หลงยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ เขาจะสามารถแต่งบทกวีระดับนี้ออกมาได้อย่างไร บางทีอาจจะเป็นการลอกเลียนผลงานมาจริงๆ ก็ได้

เมื่อฟ่านเชียนเห็นสีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนไป บนใบหน้าก็เผยความภาคภูมิใจและได้ใจ "ไป๋หลง เจ้าเพียงยอมรับตรงๆ ว่าสู้ศิษย์พี่หวาไม่ได้ก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องทำเรื่องลอกเลียนผลงานให้ตนเองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและวงศ์ตระกูลเช่นนี้ด้วย เจ้าช่างไร้ความปรีชาสามารถยิ่งนัก"

เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย เขายังแสร้งทำเป็นส่ายหน้าถอนหายใจ ราวกับนึกเสียดายแทนไม่มีผิด

"คุณชายไป๋หลงจะไปทำเรื่องลอกเลียนผลงานได้อย่างไร เจ้ามันพวกปากพล่อยพ่นสีใส่คนอื่น!" ฝานอี้กล่าวด้วยความโกรธแค้น

ฟ่านเชียนแค่นยิ้มเย็น "ผลงานชิ้นเอกระดับนี้ ต่อให้เป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงหรือมหาปราชญ์ยังยากที่จะรังสรรค์ออกมาได้ ตัวเขาที่เป็นเพียงบัณฑิตอายุไม่ถึงยี่สิบปี จะแต่งออกมาได้อย่างไร หากไม่ใช่การลอกเลียนผลงานแล้วจะเป็นสิ่งใดไปได้!"

"เจ้า!" เพลิงโทสะของฝานอี้ลุกโชน ปราณเลือดลมทั่วร่างเดือดพล่าน ตั้งใจจะเข้าไปสั่งสอนไอ้คนปากเสียที่บังอาจมาใส่ร้ายฉู่เหอให้หลาบจำ

บรรยากาศตึงเครียดปานจะนองเลือด ทว่าฉู่เหอกลับยังคงมีท่าทีสงบนิ่งไร้ความหวั่นไหวราวกับสายลมโชยอ่อน

เขามีสีหน้าเรียบเฉย จรดพู่กันเขียนชื่อบทกวีลงบนกระดาษขาว 《จารึกเหนือสายน้ำผิงเจียงแห่งเมืองผิงหยาง》 พร้อมกับลงนามผู้แต่ง ไป๋หลง

"ยังจะแสร้งทำเป็นไขสือ ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะแสร้งทำไปได้ถึงเมื่อไหร่" ฟ่านเชียนเอ่ยเยาะเย้ย

ทันทีที่ตวัดปลายพู่กันหยดสุดท้ายเสร็จสิ้น กลิ่นอายหอมกรุ่นของน้ำหมึกและหนังสือพลันบังเกิดขึ้นมาหมุนเวียนรอบตัวเรือโดยสารจากความว่างเปล่า

ท่ามกลางความมืดมิด ปรากฏประกายแสงดวงดาวระยิบระยับวูบวาบ ผืนฟ้าและผืนน้ำหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ภาพมายาสาดส่องปราณกวีและตำราจำนวนมหาศาลหลั่งไหลลงสู่ร่างของฉู่เหอ และอีกส่วนหนึ่งหลั่งไหลลงสู่ผืนกระดาษขาวที่จารึกบทกวีเอาไว้

ภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ทำเอาทุกคนบนเรือตกตะลึงตาค้างอ้าปากค้างไปตามๆ กัน

"ปรากฏการณ์วิถีอักษร! นี่มันคือปราฏการณ์วิถีอักษร!"

"ในชีวิตนี้ของข้า ช่างมีวาสนายิ่งนักที่ไต้มาพบเห็นปรากฏการณ์วิถีอักษรด้วยตาตนเอง ถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่แท้ๆ!"

"คุณชายไป๋หลงช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ บทกวีเพียงบทเดียวถึงกับสามารถกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์วิถีอักษรขึ้นมาได้ อนาคตช่างไร้ขีดจำกัดแท้ๆ!"

"..."

เพียงชั่วพริบตา เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งเรือโดยสาร ทุกคนต่างตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ ปากเอ่ยคำชื่นชมเยินยอออกมาไม่ขาดสาย จนแทบไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาพูดชื่นชมได้อีกแล้ว

ฝานอี้ชะงักอึ้งไปในตอนแรก ก่อนจะระเบิดหัวเราะลั่นออกมาอย่างสะใจ

ปรากฏการณ์วิถีอักษร  จะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผลงานชิ้นนั้นเป็นผลงานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่เป็นครั้งแรก (ออริจินัล) และถูกจารึกขึ้นเป็นครั้งแรกเท่านั้นจึงจะสามารถสำแดงภาพมายาออกมาได้

หากใครยังกล้าปากพล่อยกล่าวหาว่าบทกวีของคุณชายไป๋หลงเป็นการลอกเลียนผลงานของผู้อื่น ย่อมต้องถูกบรรดาผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์ทั่วทั้งแผ่นดินรุมประณามด่าทอจนไม่มีที่ยืนอย่างแน่นอน!

เพราะ การลอกเลียนผลงาน ไม่มีทางกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์วิถีอักษรขึ้นมาได้อย่างเด็ดขาด!

จบบทที่ บทที่ 49 ปรากฏการณ์วิถีอักษร

คัดลอกลิงก์แล้ว