- หน้าแรก
- หนึ่งพู่กันสยบฟ้าตวัดอักษรสยบภูตผี
- บทที่ 16 หนังสือเริ่มวางขาย
บทที่ 16 หนังสือเริ่มวางขาย
บทที่ 16 หนังสือเริ่มวางขาย
บทที่ 16 หนังสือเริ่มวางขาย
"คุณชายฉู่ เมื่อครู่นี้ท่านสุดยอดไปเลย!"
หลังจากปลีกตัวออกมาจากฝูงชนแล้ว หวังอิงจวิ้นก็ไม่อาจระงับความตื่นเต้นของเขาไว้ได้อีกต่อไป
ราวกับว่าคนที่แต่งบทกวีจนสยบเหล่านักศึกษาเมื่อครู่นี้คือตัวเขาเองก็ไม่ปาน
"คุณชายฉู่ ตอนนี้ท่านกลายเป็นคนมีที่พึ่งพิงแล้วนะ นายท่านผู้เฒ่าซ่างกวนเป็นถึงมหาปราชญ์ขอบเขตขั้นสามแห่งการบำเพ็ญตน มีผู้เฒ่าอย่างท่านคอยคุ้มครอง ต่อไปท่านก็สามารถเดินยืดอกขวางถนนในราชวงศ์ต้าเฉียนได้อย่างสบายใจแล้ว"
ฉู่เหอส่ายหน้า แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า "ยังห่างไกลนัก ที่พึ่งพิงก็เป็นเพียงแค่สิ่งนอกกาย มีเพียงตนเองที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จึงจะถือเป็นความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง"
เขามีสีหน้าสงบนิ่ง หลังจากทะลุมิติมา เขาก็เคยวิเคราะห์ถึงความยากลำบากในปัจจุบันแล้วเช่นกัน
ผู้มีพระคุณของบิดาอย่างฉู่อวิ๋นฟู่ก็เป็นถึงมหาปราชญ์ในราชสำนักปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจปกป้องบิดาไว้ได้ เห็นได้ชัดว่า ขอบเขตของคนที่ใส่ร้ายบิดานั้นได้ก้าวข้ามขั้นสามแห่งการบำเพ็ญตนไปไกลแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะเป็นมหาปราชญ์ขั้นสองหรือขั้นหนึ่งเลยทีเดียว
ยังมีอีกจุดหนึ่ง นั่นก็คือมีทั้งนางโลมอันดับหนึ่งที่เป็นปีศาจจิ้งจอกแห่งหออี๋หงมาทวงชีวิตก่อน แล้วตามด้วยผีสาวชุดขาวมาก่อกวน ต่อให้ตอนนี้ผีสาวจะถูกสังหารไปแล้ว ก็ยังคงนิ่งนอนใจไม่ได้
ใครจะไปรู้ว่าคนเบื้องหลังยังมีแผนสำรองอะไรอยู่อีก จะต้องรีบทำให้ซ้องกั๋งขายดีเป็นเทน้ำเทท่าโดยเร็วที่สุด เพื่อสะสมปราณวรรณกรรมและยกระดับขอบเขต ทางที่ดีหากสามารถหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณแห่งหนังสือขึ้นมาได้สักหนึ่งหรือสองตนก็จะยอดเยี่ยมมาก
เมื่อถึงเวลานั้น ในเมืองผิงหยางแห่งนี้ เขาก็จะถือว่ามีพลังในการปกป้องตัวเองได้บ้างแล้ว
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน ก็ได้เดินมาถึงด้านนอกของร้านหนังสือตงไหลแล้ว
ภายในร้านหนังสือก็มีผู้คนกำลังเลือกซื้อหนังสืออยู่บ้าง แต่ดูจากการแต่งกายแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำจากหลากหลายอาชีพ
"เถ้าแก่ ช่วงนี้มีหนังสือดีๆ บ้างหรือไม่ หนังสือบันทึกการเดินทางของหลี่ซานเล่มก่อนหน้านี้ข้าอ่านจบแล้ว" ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำคนหนึ่งเอ่ยปากถามด้วยท่าทางสบายๆ
หวังชูหย่งรีบเดินเข้าไปต้อนรับ พร้อมกับยิ้มและกล่าวว่า "พี่หู่ มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เพียงแต่มันอาจจะแพงไปสักหน่อย..."
ชายฉกรรจ์เลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยิน "ดี เอามาให้ข้าดูหน่อย ข้าจะขาดเงินแค่ไม่กี่อีแปะเชียวหรือ?"
หวังชูหย่งหันหลังไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งลงมาจากชั้นหนังสือ บนนั้นเขียนตัวอักษรคำว่า ซ้องกั๋ง ไว้อย่างชัดเจน
"ซ้องกั๋งงั้นหรือ? ทำไมชื่อถึงฟังดูคุ้นหูนัก" หลี่หู่รับหนังสือมา รู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
เขาเริ่มเปิดอ่านทันที เพียงแค่เห็นชื่อตอนของตอนที่หนึ่ง เขาก็ถูกดึงดูดความสนใจไปในทันที
เขาพลิกหน้ากระดาษอ่านอย่างรวดเร็วทีละหน้า สีหน้าเปลี่ยนไปมาอย่างต่อเนื่อง สายตาจดจ่อไม่กะพริบ จนลืมไปเสียสนิทว่าตนเองยังอยู่ในร้านหนังสือ
"พี่หู่ หากท่านชอบ ก็สามารถซื้อกลับไปค่อยๆ อ่านที่บ้านได้นะขอรับ" หวังชูหย่งพูดขัดจังหวะหลี่หู่ที่กำลังดำดิ่งอยู่ในโลกแห่งตัวหนังสือ
หลี่หู่เกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที "หรือว่าข้าจะเบี้ยวเงินเจ้าได้ ราคาเท่าไรล่ะ?"
"เล่มละห้าร้อยเหวินขอรับ" หวังชูหย่งยิ้มตอบ
"ห้าร้อยเชียวหรือ!" หลี่หู่มีสีหน้าตกตะลึง แววตาของเขาฉายแววเสียดายเล็กน้อย เงินห้าร้อยเหวินสามารถซื้อเนื้อหมูติดมันได้ถึงยี่สิบชั่งเลยนะ
แต่ก็ไม่อยากพลาดเรื่องราวในตอนต่อไป เขาลังเลอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ล้วงเอาเหรียญทองแดงครึ่งพวงออกมาจากอกเสื้อ
"ห้าร้อยเหวิน เอาไป!"
หวังชูหย่งรับเหรียญทองแดงมา แล้วยิ้มกล่าว "ได้เลยขอรับ พี่หู่เดินกลับดีๆ นะขอรับ!"
หลี่หู่ยัดหนังสือใส่ไว้ในอกเสื้อ แล้วรีบก้าวเดินออกจากร้านหนังสือ หมายจะรีบกลับไปเปิดอ่านต่อโดยเร็ว
เนื่องจากเดินเร็วเกินไป จึงเดินชนเข้ากับชายหนุ่มหน้าตาหมดจดคนหนึ่งอย่างจัง
หนังสือในอกเสื้อของเขาหลุดลอยออกไป และตกลงบนพื้นโดยตรง
"ไอ้หนู ทำไมเวลาเดินถึงไม่ดูตาม้าตาเรือ!"
หลี่หู่ตวาดด่าไปประโยคหนึ่ง แล้วรีบเก็บหนังสือที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมายัดใส่ไว้ในอกเสื้อตามเดิม
หวังอิงจวิ้นที่อยู่ด้านข้างกำลังจะโกรธเกรี้ยว แต่กลับถูกฉู่เหอยื่นมือออกมาห้ามไว้ ตัวอักษรบนหน้าปกเมื่อครู่นี้เขามองเห็นได้อย่างชัดเจน
มีนักเขียนที่ไหนไปโกรธเคืองแฟนคลับของตัวเองบ้างล่ะ
"ท่านทั้งสองต้องการจะซื้อ... โอ๊ะ! คุณชายฉู่ ท่านมาแล้ว!"
เมื่อหวังชูหย่งเห็นฉู่เหอก็เผยสีหน้าดีใจ
ฉู่เหอยิ้มกล่าว "เถ้าแก่หวังขายหนังสือได้ไม่เลวเลยนี่!"
หวังชูหย่งยิ้มตอบ "ที่ไหนกันขอรับ ก็เป็นเพราะบารมีของคุณชายฉู่ทั้งนั้น วันนี้แค่ช่วงเช้าก็ขายซ้องกั๋งออกไปได้ตั้งยี่สิบเล่มแล้ว ความเร็วระดับนี้ นับว่าเป็นหนึ่งเดียวในบรรดาหนังสือปกิณกะเลยก็ว่าได้"
วันนี้ตั้งแต่เปิดร้าน เขากับหลิวเอ้อร์โก่วก็เอาแต่ช่วยกันโปรโมทหนังสือซ้องกั๋งมาโดยตลอด
ผลลัพธ์กลับออกมาดีอย่างคาดไม่ถึง แทบทุกคนที่ได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ ล้วนแต่ซื้อกลับไปทั้งสิ้น หากหักเงินที่จะต้องมอบให้ฉู่เหอออกไป เขาก็ยังจะได้รับส่วนแบ่งตั้งสี่ร้อยเหวิน เบ็ดเสร็จหนึ่งวันก็เท่ากับแปดร้อยเหวินเลยทีเดียว!
อีกทั้งดูจากสถานการณ์แล้ว ซ้องกั๋งจะต้องขายดีขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอย่างแน่นอน และจะต้องกอบโกยกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
"หนังสือหนึ่งแสนเล่ม ตีพิมพ์ไปได้เท่าไรแล้ว?" ฉู่เหอเอ่ยถาม
หวังชูหย่งตอบ "คุณชายฉู่วางใจได้เลย เมื่อวานข้าได้ให้ช่างเร่งมือ ตอนนี้ก็ตีพิมพ์เสร็จไปห้าพันเล่มแล้วขอรับ"
"อืม ความเร็วไม่ถือว่าช้า แต่ทางที่ดีควรจะให้เร็วกว่านี้อีกสักหน่อย มิฉะนั้นอีกสองวันคงจะไม่พอขายแน่" ฉู่เหอลูบคางของตนเอง แล้วกล่าวอย่างครุ่นคิด
หวังชูหย่งเพียงแค่หัวเราะแหะๆ ต่อให้ขายได้วันละห้าร้อยเล่ม หนังสือห้าพันเล่มก็ยังต้องใช้เวลาขายถึงสิบวัน จะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พอขายได้อย่างไร
"เถ้าแก่หวัง ท่านจะต้องจำใส่ใจไว้นะ ห้าพันเล่มนี่ไม่พอขายอย่างแน่นอน" ฉู่เหอกล่าวกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หวังชูหย่งพยักหน้ารับรัวๆ "คุณชายฉู่วางใจได้เลย ข้าจะเร่งรัดพวกช่างให้ทำงานเร็วขึ้นอย่างแน่นอนขอรับ"
เมื่อเห็นท่าทีที่ดูเหมือนจะทำไปแค่ให้พ้นๆ ของเขา ฉู่เหอก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ไม่ควรนำไข่ทั้งหมดไปรวมไว้ในตะกร้าใบเดียวกันเสียแล้ว
หลังจากออกมาจากร้านหนังสือแล้ว เขาก็เอ่ยถามขึ้น "เจ้าอ้วน ที่บ้านของเจ้ามีโรงพิมพ์หรือไม่?"
หวังอิงจวิ้นส่ายหน้า "ท่านพ่อของข้าทำแต่การค้ามาโดยตลอด จะไปเปิดโรงพิมพ์ได้อย่างไร"
"ถ้าเช่นนั้น จะสามารถสร้างโรงพิมพ์ชั่วคราวขึ้นมาสักแห่ง แล้วรับสมัครคนงานสักกลุ่มหนึ่งได้หรือไม่?" ฉู่เหอถามต่อ
"มีเงินก็จ้างผีโม่แป้งได้ ขอเพียงมีเงินถึงก็ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว" หวังอิงจวิ้นตอบ "คุณชายฉู่ ท่านตั้งใจจะตีพิมพ์หนังสือสักล็อตหนึ่งด้วยตัวเองงั้นหรือ?"
ฉู่เหอพยักหน้า "หวังชูหย่งพึ่งพาไม่ได้ อีกสองวันหนังสือจะต้องโด่งดังเป็นพลุแตกอย่างแน่นอน ตีพิมพ์เตรียมไว้เยอะๆ เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินจะดีกว่า"
"คุณชายฉู่ พี่ชายอย่างข้าก็ไม่มีเงินไปรับสมัครคนงานแล้วเหมือนกันนะ" หวังอิงจวิ้นกล่าวด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้
ฉู่เหอตบไหล่ของเขาเบาๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง "เจ้าอ้วน นี่มันโอกาสดีในการกอบโกยเงินทองเลยนะ เดินมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังอยากจะให้เงินสองหมื่นตำลึงกับภาพวาดฝูงห่านป่าหวนกลับของเจ้าสูญเปล่าอีกหรือ?"
"เรื่องนี้..." หวังอิงจวิ้นมีสีหน้าลำบากใจ จากนั้นก็กัดฟันกล่าวว่า "ตกลง ข้าจะไปเบิกเงินจากบัญชีมาอีกสามพันตำลึง คุณชายฉู่ ท่านต้องพึ่งพาได้จริงๆ นะ มิฉะนั้นท่านพ่อคงตีข้าจนขาหักแน่"
"วางใจเถอะ เจ้ายังไม่เชื่อใจข้าอีกหรือ?"
ฉู่เหอมีสีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ แล้วเขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"จริงสิ เรื่องนั้นพรุ่งนี้สามารถเริ่มจัดการได้เลยนะ นี่ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ห้ามเกิดข้อผิดพลาดเด็ดขาดเลยนะ"
หวังอิงจวิ้นตบหน้าอกรับประกัน "วางใจได้เลย ทรัพย์สินทั้งหมดของข้ารวมถึงขาอีกหนึ่งข้างก็ถูกนำไปเดิมพันไว้หมดแล้ว ข้าจะต้องจัดการให้เรียบร้อยอย่างแน่นอน!"
หลังจากแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนที่เขาวางไว้ ฉู่เหอก็เดินทางกลับจวนตระกูลฉู่ เพื่อปั่นต้นฉบับต่อไป
เพียงพริบตาเดียวก็เข้าสู่ยามค่ำคืน ที่คฤหาสน์ตระกูลหลิว นักศึกษานับร้อยคนมารวมตัวกันที่ลานบ้าน เพื่อรอคอยข่าวสารที่ถูกส่งมาจากร้านหนังสือใหญ่ๆ
เพียงไม่นาน ลูกจ้างจากร้านหนังสือแต่ละแห่งก็ทยอยเข้ามารายงานสถานการณ์การขายรวมบทกวี
เมื่อได้ยินตัวเลขนั้นในท้ายที่สุด แม้แต่ตัวหลิวหรูเฟิงเองก็ยังรู้สึกตกตะลึง
ในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งวันสั้นๆ รวมบทกวีของเขากลับสามารถขายออกไปได้ถึงแปดพันห้าร้อยเก้าสิบสองเล่ม!
บนใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ จำนวนตัวเลขนี้ก็นับว่าคุ้มค่ากับชื่อเสียงบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งเมืองผิงหยางของเขาแล้ว
"ขอแสดงความยินดีที่คุณชายหลิวขายรวมบทกวีได้เป็นเทน้ำเทท่านะขอรับ!"
"ขอแสดงความยินดีด้วย!"
เหล่านักศึกษาต่างพากันกล่าวแสดงความยินดี บนใบหน้าของพวกเขาก็ประดับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน การที่รวมบทกวีของหลิวหรูเฟิงขายดี อีกสี่วันข้างหน้าพวกเขาก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดีงามแล้ว
ท่ามกลางฝูงชน จู่ๆ คนผู้หนึ่งก็เอ่ยถามขึ้นมา "หนังสือของคุณชายเสเพลอย่างฉู่เหอขายไปได้กี่เล่มแล้ว?"
"ได้ยินมาว่าเหมือนจะขายไปได้เก้าสิบเล่มนะ" บ่าวรับใช้ของร้านหนังสือคนหนึ่งตอบ
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวหรูเฟิงยิ่งกว้างขึ้น แม้แต่เศษเสี้ยวของเขาก็ยังเทียบไม่ได้ สมกับเป็นสวะจริงๆ
"แต่ว่าคุณชายหลิว ข้าเหมือนจะได้ยินมาว่าฉู่เหอแต่งบทกวีกลางถนนไปตั้งยี่สิบกว่าบท แถมยังได้รับความชื่นชมจากท่านผู้เฒ่าตระกูลซ่างกวนอีกด้วยนะ" มีคนกล่าวขึ้น
หลิวหรูเฟิงโบกมือปฏิเสธ พร้อมกับแค่นยิ้มเย็น "ไม่เป็นไรหรอก รออีกสี่วันข้างหน้า ท่านผู้เฒ่าซ่างกวนก็จะรู้ได้เองว่าใครคือหยกชั้นดี ใครคือหินที่ไร้ค่า"
"คุณชายหลิวพูดถูกแล้ว ฉู่เหอก็เป็นเพียงแค่คุณชายเสเพลผู้หนึ่ง ไม่รู้ว่าไปลอกบทกวีมาจากไหนเพื่อหลอกลวงท่านผู้เฒ่าซ่างกวน ไม่ช้าก็เร็วความลับก็ต้องแตกอย่างแน่นอน"
"ถูกต้อง ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น บิดาของเขาสามารถทุจริตการคุมสอบได้ ตัวเขาก็ย่อมสามารถลอกบทกวีมาหลอกลวงผู้คนได้อย่างแน่นอน"
เสียงสนับสนุนดังประสานกันเป็นทอดๆ
หลิวหรูเฟิงยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น ประกายความเยือกเย็นสายหนึ่งพาดผ่านก้นบึ้งของดวงตา
เสี่ยวเสี่ยวคือของข้า ใครก็แย่งชิงไปไม่ได้ ซ่างกวนจงหยวน ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นด้วยตัวเอง ว่าเจ้ามันตาฝ้ามัว ที่มองก้อนหินไร้ค่าเป็นหยกชั้นดี!