- หน้าแรก
- หนึ่งพู่กันสยบฟ้าตวัดอักษรสยบภูตผี
- บทที่ 6 กวนหมิงหัวหมู
บทที่ 6 กวนหมิงหัวหมู
บทที่ 6 กวนหมิงหัวหมู
บทที่ 6 กวนหมิงหัวหมู
"คุณชายฉู่ นั่นหลิวหรูเฟิงไม่ใช่หรือ? เขายิ้มได้ดูน่ารังเกียจชะมัด!"
"เขาไม่เพียงแต่ยิ้มได้น่ารังเกียจเท่านั้น คาดว่าในใจคงจะน่ารังเกียจยิ่งกว่า"
หลิวหรูเฟิงกำลังจะเดินกลับไป ก็ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เบาๆ ดังมาจากด้านหลัง
ใบหน้าของเขามืดมนลงในทันที ใครกันที่กล้าใช้คำว่าน่ารังเกียจมาอธิบายตัวเขา?
เขาหันขวับกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นฉู่เหอและหวังอิงจวิ้นทั้งสองคน
"เจ้าอ้วน อย่าพูดไป ไม่เห็นหรือว่าถูกเขาจับได้แล้ว?"
ฉู่เหอร้องตวาดประโยคหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็นใบหน้าที่มืดมนราวกับผิวน้ำของหลิวหรูเฟิง จึงหัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า
"บังเอิญจังเลยนะ คุณชายหลิว ท่านก็แอบแฝงตัวเข้ามาเหมือนกันหรือ?"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป เหล่าหญิงสาวผู้มีความรู้ความสามารถก็พากันยกมือขึ้นปิดปากแอบหัวเราะ
คุณชายเสเพลสองคนนี้พูดจาได้น่าสนใจดีทีเดียว
"ฝีปากกล้าดีนัก ข้าจะรอดูว่าประเดี๋ยวเจ้ายังจะหัวเราะออกหรือไม่!" หลิวหรูเฟิงแค่นเสียงเย็นชา แล้วหันหลังเดินจากไป
ด้านหลังยังมีเหล่าหญิงงามมองดูอยู่ เขาไม่อยากให้สองคนนี้มาทำลายภาพลักษณ์อันสง่างามและเป็นกันเองของตนเอง
"แค่ล้อเล่นนิดหน่อย ถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยหรือ?"
หวังอิงจวิ้นบ่นพึมพำกับตัวเองประโยคหนึ่ง จากนั้นก็หันกลับไปยิ้มแย้มให้กับเหล่าหญิงงามแล้วกล่าวว่า
"พี่สาวทุกท่าน ข้ามีชื่อว่าหวังอิงจวิ้น พวกท่านจะเรียกข้าว่าอิงจวิ้นที่แปลว่าหล่อเหลาก็ได้ ตัวข้านี้นั้น..."
"พอได้แล้วเจ้าอ้วน พวกเราควรจะไปกันได้แล้ว"
เมื่อฉู่เหอเห็นเขาเริ่มโฆษณาขายตัวเองเช่นนี้ ก็รู้สึกอับอายขายหน้าไปถึงบ้านยายแล้ว
เขาออกแรงดึงเจ้าอ้วนให้เดินจากไป แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เหล่าบัณฑิตรวมตัวกันอยู่
เจ้าอ้วนยังคงอาลัยอาวรณ์ เขายังคงแหกปากตะโกนร้องว่า "พี่สาวทั้งหลาย หากมีเวลาว่างก็ไปขี่ม้าด้วยกันที่บ้านข้านะ!"
เมื่อมองดูตัวตลกสองคนนี้เดินจากไป เหล่าหญิงงามก็ต่างพากันปิดปากหัวเราะ
เจ้าสองคนนี้ ช่างน่าสนใจจริงๆ หากมีบัณฑิตคนใดที่น่าสนใจเช่นนี้ ก็จะต้องได้รับความนิยมอย่างแน่นอน
หลังจากหาที่นั่งได้สองที่แล้ว หวังอิงจวิ้นก็ยังคงชะเง้อมองไปยังศาลาหมู่มวลบุปผาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
"เจ้าอ้วน เอาแต่พอดีก็พอมั้ง" ฉู่เหอกล่าวอย่างหงุดหงิด
หวังอิงจวิ้นเช็ดน้ำลายที่มุมปาก "คุณชายฉู่ ซ่างกวนเสี่ยวเสี่ยวนั้นหน้าตาสะสวยจริงๆ หากสามารถแต่งงานพากลับบ้านไปได้ จะต้องคลอดลูกชายได้อย่างแน่นอน!"
"คราวที่แล้วตอนเห็นนางโลมอันดับหนึ่ง เจ้าก็พูดแบบนี้นี่แหละ" ฉู่เหอกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
"ฮี่ฮี่! นางโลมอันดับหนึ่งก็คลอดลูกชายได้ ใครจะไปรังเกียจว่ามีลูกชายเยอะ ตระกูลหวังของข้าจะเลี้ยงไม่ไหวเชียวหรือ?" หวังอิงจวิ้นหัวเราะฮี่ฮี่
เมื่อได้ฟังคำพูดของหมอนี่ ฉู่เหอก็อยากจะตบปากเขาสักฉาดใหญ่ แล้วด่าทอสักประโยคว่า มีเงินแล้ววิเศษนักหรือ คุณชายอย่างข้าดูถูกพวกคนรวยอย่างพวกเจ้าที่สุดเลย!
หลังจากซ่างกวนเสี่ยวเสี่ยวขึ้นเวทีประกาศแล้ว ขั้นตอนการประชันอักษรของงานชุมนุมบัณฑิตฤดูใบไม้ร่วงก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
บัณฑิตแต่ละคนทยอยขึ้นเวที บ้างก็ประชันบทกวี บ้างก็ประชันกลอนคู่ เรียกเสียงชื่นชมจากผู้คนได้เป็นระยะๆ
"เด็กประถมแต่งกลอนคู่? กวีน้ำเน่า? แค่นี้ก็เรียกว่าประชันอักษรแล้วหรือ?"
เมื่อได้ฟังเสียงชื่นชมจากผู้คน ฉู่เหอก็รู้สึกว่านิ้วเท้าของตนสามารถจิกพื้นจนกลายเป็นห้องสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นได้เลย
ทันใดนั้น ชายหนุ่มผู้มีพวงแก้มบวมเป่งไปครึ่งซีกคนหนึ่งก็เดินขึ้นไปบนลานประชันอักษร แล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า "ฉู่เหอ ข้าต้องการประชันกับเจ้า!"
เมื่อได้ยินว่ามีคนเรียกชื่อตัวเอง ฉู่เหอก็ตาสว่างขึ้นมาในทันที
เขาเงยหน้าขึ้นมอง นั่นมันเจ้าหมอที่ถูกเขาตบหน้าไปหนึ่งฉาดที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษาไม่ใช่หรือ?
ดูเหมือนว่าคงจะตั้งใจฉวยโอกาสจากการประชันอักษร มาตบหน้าเขาเพื่อแก้แค้นสินะ!
เมื่อได้ยินว่ากวนหมิงถึงกับระบุชื่อต้องการประชันกับฉู่เหอ เหล่าบัณฑิตต่างก็มีท่าทีสะใจบนความทุกข์ของผู้อื่น
แม้กวนหมิงจะไม่อาจนำไปเทียบกับหลิวหรูเฟิงได้ แต่ในเมืองผิงหยางเขาก็นับว่ามีพรสวรรค์อยู่บ้าง
กับแค่คุณชายเสเพลที่ไม่เอาไหนเพียงคนเดียว หากกวนหมิงต้องการจะหักหน้า ก็ย่อมง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
"เจ้าต้องการประชันกับข้าหรือ?" ฉู่เหอเผยรอยยิ้มอันอบอุ่น
กวนหมิงกล่าวอย่างหยิ่งผยองว่า "ถูกต้อง ข้าต้องการประชันกลอนคู่กับเจ้า เจ้ากล้าขึ้นเวทีหรือไม่?"
"กวนหมิงถนัดเรื่องกลอนคู่ที่สุด เขาตั้งใจจะหักหน้าฉู่เหออย่างหนักจริงๆ ด้วย"
"ฉู่เหอซวยแน่ ต่อให้ต้องเจอกับคุณชายหลิว กวนหมิงก็ยังสามารถต่อกลอนด้วยได้สักประโยคสองประโยค"
"ใช่แล้ว งานชุมนุมบัณฑิตฤดูใบไม้ร่วงมีกฎอยู่ว่า หากไม่ยอมขึ้นเวทีก็จะต้องถูกไล่ออกไป หากขึ้นเวทีไปก็ต้องอับอายขายหน้า ฉู่เหอหลบไม่พ้นแล้ว"
เหล่าบัณฑิตกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ สายตาที่มองไปยังฉู่เหอเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยและดูถูก
ภายใต้สายตาที่จับจ้องของทุกคน ฉู่เหอก็เอ่ยปากขึ้น เขายิ้มกล่าวว่า "ทำไมข้าจะไม่กล้าขึ้นเวทีล่ะ? แต่แค่ประชันกลอนคู่มันไม่มีความน่าสนใจเลยสักนิด"
"ทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าน่าสนใจล่ะ?" กวนหมิงขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
"ประชันตบหน้ากันเถอะ หากเจ้าชนะ ข้าก็จะยอมให้เจ้าตบหน้าหนึ่งฉาด หากข้าชนะ เจ้าก็ต้องให้ข้าตบหน้าหนึ่งฉาด เป็นอย่างไร?" ฉู่เหอยิ้มกล่าว
ยังเล่นแบบนี้ได้ด้วยหรือ? ทุกคนต่างก็ชะงักไปเล็กน้อย
ฉู่เหอบ้าไปแล้วหรือ? ถึงกับพนันตบหน้ากับกวนหมิง เช่นนั้นกวนหมิงคงไม่ตบเขาจนกลายเป็นหัวหมูเลยหรือ?
เมื่อกวนหมิงได้ยินก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีเขาก็กำลังคิดหาวิธีที่จะแก้แค้นสำหรับรอยตบหนึ่งฉาดนั้นอยู่แล้ว โอกาสไม่ได้มาถึงแล้วหรอกหรือ
เขารีบกล่าวในทันทีว่า "ตกลง พวกเราตกลงกันตามนี้ ใครก็ห้ามเล่นตุกติกนะ"
"คนอย่างฉู่เหอจะเล่นตุกติกหรือ?"
ฉู่เหอหัวเราะเบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนลานประชันอักษร
"ข้าให้เจ้าเป็นคนเริ่มแต่งกลอนวรรคแรกก่อน เพื่อไม่ให้คนอื่นหาว่าข้ารังแกเจ้า" กวนหมิงกล่าวอย่างได้ใจ
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็ต้องขอขอบคุณพี่กวนล่วงหน้าแล้ว" ฉู่เหอฉีกยิ้ม แล้วกล่าวว่า "ข้ามองดูพายุฝนเมื่อคืนนี้ บังเอิญนึกกลอนคู่ขึ้นมาได้วรรคหนึ่ง ขอเชิญพี่กวนชี้แนะด้วย"
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ คว้าพู่กันขึ้นมาแล้วเขียนตัวอักษรแปดตัวลงบนกระดาที่แขวนอยู่
"ฝนเย็นเยียบย้อมใบเมเปิลแดงจนทั่วทั้งภูเขา"
ภายในศาลาฉวินฟาง ดวงตาของซ่างกวนเสี่ยวเสี่ยวเป็นประกาย ช่างเป็นประโยค ฝนเย็นเยียบย้อมใบเมเปิลแดงจนทั่วทั้งภูเขา ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ มันช่างสอดคล้องกับพายุฝนเมื่อคืนและทิวทัศน์ในวันนี้พอดิบพอดี หรือว่าฉู่เหอจะมีความรู้ความสามารถจริงๆ?
กวนหมิงที่กำลังมีสีหน้าภาคภูมิใจก็ชะงักงันไปในทันที ฝนเย็นเยียบย้อมใบเมเปิลแดงจนทั่วทั้งภูเขาหรือ?
เขามองซ้ายมองขวา รู้สึกเพียงแค่หัวสมองดังอื้ออึงไปหมด นี่มันไม่เหมือนกับที่อาจารย์สอนไว้นี่นา
"ฟ้าคู่กับดิน ดินคู่กับฟ้า พระอาทิตย์พระจันทร์คู่กับภูเขาแม่น้ำ... ฝนเย็นเยียบจะคู่กับอะไรล่ะ?"
เมื่อมองดูท่าทางที่ขัดแย้งในใจของเขา ฉู่เหอก็ถอนหายใจ "พี่กวน หากคิดไม่ออกก็ช่างมันเถอะ"
กวนหมิงเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ ฉู่เหอจะใจดีขนาดนี้เชียวหรือ?
ในวินาทีต่อมา ฝ่ามือใหญ่ก็ตบเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างจัง
"เพียะ!"
เขาถูกตบจนหมุนตัวไปหนึ่งรอบ ราวกับมีฝูงผึ้งบินวนเวียนอยู่ข้างหู
"แค่นี้ก็จบแล้วไม่ใช่หรือ? ก็แค่เรื่องของฝ่ามือเดียวไม่ใช่หรือไง? ถึงกับต้องทำให้พี่กวนของข้าต้องลำบากใจเลยหรือ?" ฉู่เหอยิ้มกล่าว
"เจ้า!"
กวนหมิงมือหนึ่งกุมใบหน้า ส่วนอีกมือหนึ่งชี้หน้าฉู่เหอด้วยความโกรธจนกัดฟันกรอด
"ตอนนี้ถึงตาข้าเป็นคนออกกลอนคู่แล้ว!"
"ต้นพุทราแก่ล้มทับถนน!"
เมื่อเหล่าบัณฑิตได้ยินก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย นี่คือกลอนคู่ที่อาจารย์หลี่แห่งทางใต้ของเมืองเป็นคนแต่งขึ้น ในตอนนั้นมีลูกศิษย์อยู่ในห้องเรียนถึงยี่สิบคน แต่กลับไม่มีใครสามารถต่อกลอนได้เลย คิดไม่ถึงว่ากวนหมิงจะนำกลอนวรรคนี้ออกมาใช้
"น่าสนใจดีนี่" ฉู่เหอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ต้นหวายเตี้ยปลูกติดบันได"
ในขณะที่เหล่าบัณฑิตกำลังครุ่นคิด เขาก็ได้พูดโพล่งออกมาแล้ว
คิ้วเรียวงามของซ่างกวนเสี่ยวเสี่ยวที่ขมวดแน่นอยู่พลันคลายออก นางพึมพำว่า "ต่อกลอนได้เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก หรือว่าฉู่เหอจะมีความรู้ความสามารถจริงๆ?"
"จะเป็นไปได้อย่างไร? จะต้องเป็นเรื่องบังเอิญแน่!" หลิวหรูเฟิงมีสีหน้าดูไม่สู้ดีนัก
"พี่กวน ถึงตาข้าแล้ว" ฉู่เหอยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "เล่นหมากล้อมพนันสุรา เดินหนึ่งหมากดื่มหนึ่งจอก"
"เป็นกลอนคู่อันน่าทึ่งอีกแล้ว!" ดวงตางดงามของซ่างกวนเสี่ยวเสี่ยวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ นางยังแก้กลอนวรรคแรกของฉู่เหอไม่ได้ เขาก็ส่งวรรคที่สองมาอีกแล้ว
ไม่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ กวนหมิงตกตะลึงไปอีกครั้ง จากนั้นฝ่ามืออีกข้างก็ตบฉาดเข้ามา
ในช่วงเวลาหนึ่งเค่อต่อจากนั้น เสียงเพียะๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทุกคนได้สติกลับมา กวนหมิงก็ถูกตบจนหน้าบวมเป่งกลายเป็นหัวหมูไปเสียแล้ว
"พี่กวน ท่านจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน?"
ฉู่เหอพยุงกวนหมิงให้ลุกขึ้น ส่วนฝ่ามืออีกข้างก็ฟาดลงไปอีกครั้ง
เพียะ!
ฝ่ามือนี้ตบกวนหมิงจนกระเด็นลงจากลานประชันอักษรโดยตรง กวนหมิงชี้ไปที่ฉู่เหอที่อยู่บนเวที แขนสั่นเทาอย่างรุนแรง
"พรวด!"
ละอองเลือดคำใหญ่พ่นออกมา กวนหมิงสลบเหมือดไปในทันที
ทุกคนต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน กวนหมิงพ่ายแพ้แล้วจริงๆ พ่ายแพ้อย่างราบคาบ ไม่สามารถเอาชนะได้เลยแม้แต่รอบเดียว
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง ทันใดนั้นพู่กันในมือของฉู่เหอก็ชี้ตรงไปยังหลิวหรูเฟิง
"คุณชายหลิว อยากจะขึ้นมาเล่นด้วยกันสักสองสามรอบหรือไม่?"