- หน้าแรก
- ข้าเป็นนายอำเภอจนๆ เหตุใดยังไม่ล้มละลายเสียที
- ตอนที่ 55 คุยกันอย่างถูกคอ รู้จักกันช้าไป
ตอนที่ 55 คุยกันอย่างถูกคอ รู้จักกันช้าไป
ตอนที่ 55 คุยกันอย่างถูกคอ รู้จักกันช้าไป
ตอนที่ 55 คุยกันอย่างถูกคอ รู้จักกันช้าไป
เวลาผ่านไปไม่นาน ซือเหยียโจวก็พาหวังกงกงมาถึงห้องรับรอง
ห้องรับรองตั้งอยู่เรือนหลังของที่ว่าการอำเภอ เป็นสถานที่ที่เฉินโหย่วอวี๋ใช้รับประทานอาหารในยามปกติ
ทันทีที่หวังกงกงก้าวเข้าสู่ห้องรับรอง สายตาก็กวาดมองโต๊ะเบื้องหน้าเฉินโหย่วอวี๋เป็นอันดับแรก
ถั่วลิสงหนึ่งจาน แตงกวาดองซีอิ๊วหนึ่งจาน และหัวไชเท้าดองหนึ่งชาม รอยยิ้มบนมุมปากของเขาพลันแข็งค้าง
ตามติดมาด้วยความตกตะลึงสายหนึ่งพาดผ่านก้นบึ้งดวงตา เปลือกตาของเขาตกลงมา แววตาดำมืด
เขาเป็นถึงกงกงหน้าพระที่นั่ง เดินทางไกลมาจากเมืองหลวง ทว่ากลับใช้ผักดองกับถั่วลิสงมาขับไล่เขางั้นหรือ
เฉินโหย่วอวี๋ประหนึ่งมองไม่เห็นความไม่พอใจบนใบหน้าของเขา เขาลุกขึ้นยืนอย่างขอไปที ทำท่าผายมือเชิญ
“กงกงเดินทางมาไกล เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ขุนนางผู้นี้จึงจงใจเตรียมสุราขุ่นหนึ่งกา ผักดองสองจาน ถั่วลิสงหนึ่งจานไว้ต้อนรับ ขอหวังกงกงโปรดอย่าได้รังเกียจ”
กล่าวจบ ยังไม่ทันรอให้หวังกงกงนั่งลง เขาก็นั่งลงไปเองโดยไม่สนใจสิ่งใด ไม่มีจิตสำนึกในการต้อนรับแขกแม้แต่น้อย
กลับเป็นซือเหยียโจวที่ยกเก้าอี้ออกมา เพื่อให้หวังกงกงได้นั่งลงอย่างสะดวก
หวังกงกงรู้สึกอึดอัดขัดเคืองในใจยิ่งขึ้นไปอีก
จะบอกว่ามารยาทไม่ครบถ้วน เฉินโหย่วอวี๋ก็ลุกขึ้นยืนแล้ว ท่าทีการปรนนิบัติของซือเหยียที่อยู่ด้านข้างก็เปี่ยมไปด้วยความเคารพ หาที่ติไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
จะบอกว่าไม่ต้อนรับ เฉินโหย่วอวี๋ก็เชิญเขาร่วมรับประทานอาหารแล้ว
มีทั้งสุราและกับข้าว เพียงแต่มันค่อนข้างซอมซ่อไปหน่อย
เขาจะบอกว่าเพราะอาหารซอมซ่อเกินไป แล้วเอ่ยปากตำหนิผู้อื่นก็คงไม่ได้
เขาทำได้เพียงอดกลั้นไว้ บีบพัดขนหางม้าในมือ นั่งตัวตรงอย่างมั่นคงอยู่หน้าโต๊ะ ใบหน้าไม่เผยความโกรธเกรี้ยว มีเพียงรอยยิ้มบางๆ สายตาที่มองไปยังเฉินโหย่วอวี๋ซ่อนเร้นการพินิจพิเคราะห์ดุจเข็มซ่อนปลาย
เฉินโหย่วอวี๋ย่อมสัมผัสได้ แต่เขาทำเป็นมองไม่เห็น
ยังยิ้มพลางยกกาสุรา รินสุราให้เขาหนึ่งจอกด้วยตนเอง เมื่อเห็นหวังกงกงไม่ขยับตะเกียบ เขาก็เอ่ยเสียงเรียบ
“กงกงคงจะกินอาหารเหลาในวังจนชินกระมัง จึงกินอาหารจืดชืดในอำเภอเล็กๆ ของพวกเราไม่ลง”
คำพูดนี้ไม่อ่อนไม่แข็ง ทว่ากลับจี้จุดได้อย่างพอดิบพอดี
เป้าหมายของเฉินโหย่วอวี๋ คือการให้หวังกงกงกล้ำกลืนฝืนกินอาหารจืดชืดมื้อนี้ลงไป
เช่นนี้เมื่อหวังกงกงกลับไปอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ ยามกล่าวถึงเขาจะได้ยิ่งกัดฟันกรอด ใช้ถ้อยคำรุนแรงดุเดือด
เมื่อถูกเขาพูดเช่นนี้ หวังกงกงก็ชะงักไปเล็กน้อยในใจ รู้ดีว่าหากยังวางมาดต่อไป กลับจะกลายเป็นข้ออ้างให้ถูกครหาว่าถือดีในความโปรดปราน จู้จี้จุกจิกกับขุนนางท้องถิ่น ทั้งยังดูเหมือนตนเองฟุ้งเฟ้อไร้ขอบเขตจนเกินไป
เขาฝืนใจหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบแตงกวาดองซีอิ๊วขึ้นมาหนึ่งชิ้นด้วยความรังเกียจยิ่ง
เดิมทีคิดว่าเป็นผักดองธรรมดา แต่คิดไม่ถึงว่าพอส่งเข้าปาก เพิ่งจะเคี้ยว สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
กรุบกรอบสดชื่น เค็มหอมชุ่มคอ
ไม่เค็มปี๋ ไม่เปรี้ยวไม่เลี่ยน สดชื่นแก้เลี่ยน ถึงกับเข้าเนื้อกว่าผักดองที่ห้องเครื่องในวังทำเสียอีก
เขาลองชิมหัวไชเท้าดองอีกคำ กรุบกรอบสดชื่นแก้เลี่ยน
ยังมีถั่วลิสงคั่วที่หอมกรอบเข้าเนื้อ ยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม
สวรรค์! อร่อยเกินไปแล้ว
เขาอาศัยอยู่ในวังลึกมาเนิ่นนาน ลิ้มลองอาหารเลิศรสของห้องเครื่องมาจนหมดสิ้น ทว่าไม่เคยได้กินกับข้าวพื้นบ้านที่แสนเรียบง่าย แต่กลับเข้าเนื้อจับใจเช่นนี้มาก่อน
พอดื่มสุราชั้นยอดอีกคำ รสชาตินั้นช่างสุดยอดจริงๆ
อาหารมื้อนี้ยิ่งกินยิ่งมีรสชาติ สุรายิ่งดื่มยิ่งจับใจ
กินไปจนถึงช่วงท้าย หวังกงกงถึงกับเป็นฝ่ายเริ่มชนจอกสุรากับเฉินโหย่วอวี๋
เดิมทีเฉินโหย่วอวี๋ยังคิดจะทำให้แต่อีกฝ่ายรู้สึกสะอิดสะเอียนเสียหน่อย คิดไม่ถึงว่าหวังกงกงจะกินอย่างมีความสุขยิ่งนัก
ไม่สิ นี่มันไม่ถูกต้องแล้ว!
สุราผ่านไปสามรอบ อาหารผ่านไปห้ารส หวังกงกงถึงกับเรียกขานเป็นพี่เป็นน้องกับเฉินโหย่วอวี๋ขึ้นมา
แม้จะกล่าวว่านี่ค่อนข้างผิดกฎระเบียบไปบ้าง
แต่ทั้งสองต่างก็ดื่มสุรา คุยกันอย่างถูกคอ รู้สึกเสียดายที่รู้จักกันช้าไป
ทำให้ซือเหยียโจวที่อยู่ด้านข้างมองจนตะลึงงันไปอีกครั้ง
ความเลื่อมใสในใจที่มีต่อใต้เท้าของตนเองนั้น ช่างไม่อาจเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดได้เลยจริงๆ
เมื่อครู่นี้เขาคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง อกสั่นขวัญแขวนมาตลอด เกรงว่าหวังกงกงจะไม่พอใจเอาได้ ถึงเวลาหลับไปอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้แล้วจะนำเรื่องไม่ดีของใต้เท้าไปทูล
หัวใจที่แขวนลอยอยู่ของเขา ผ่อนคลายลงในพริบตา
หลังอาหาร หวังกงกงถูกประคองกลับไปพักผ่อนที่ห้องปีกตะวันออกของโถงใหญ่
ทันทีที่นั่งลง เสี่ยวซุ่นจื่อก็ขยับเข้ามาตรงหน้าเขา กดเสียงต่ำกล่าวว่า
“พ่อบุญธรรม ลูกเพิ่งไปสืบจนกระจ่างแล้วขอรับ กับข้าวสามจานบนโต๊ะฝั่งท่าน ไม่ใช่การสุ่มจัดมาเลยขอรับ เป็นอาหารพื้นบ้านที่ท่านนายอำเภอรับประทานทุกมื้อในยามปกติ วิธีการดอง การผัด ล้วนเป็นวิธีเฉพาะตัวที่ใต้เท้าคิดค้นขึ้นมาเอง คนอื่นในครัวหลังไม่อาจเรียนรู้ได้เลยขอรับ”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเสริมอีกประโยค
“กลับเป็นพวกขันทีน้อยผู้ติดตาม และเจ้าหน้าที่เบื้องล่างของพวกเราเสียอีก ที่ได้กินหมูสามชั้นน้ำแดงชิ้นใหญ่เยิ้มไปด้วยน้ำมัน กับข้าวชามโตที่เต็มไปด้วยน้ำมัน นั่นคือระเบียบอาหารคุกที่ที่ว่าการอำเภอเตรียมไว้สำหรับนักโทษในเรือนจำ ทุกมื้อล้วนมีเนื้อสัตว์และน้ำมันหนักๆ เพียงเพื่อให้อิ่มท้องและทนต่อความหิวขอรับ”
คำพูดนี้ ทำให้หวังกงกงทั้งร่างชะงักงันอย่างแรง สีหน้าบนใบหน้าเปลี่ยนไปมา
นักโทษและเจ้าหน้าที่ได้กินหมูสามชั้นน้ำแดงหอมฉุยมันเยิ้มทุกมื้อ ทว่าเฉินโหย่วอวี๋ในฐานะบิดามารดาของราษฎรฝ่ายหนึ่ง กลับกินอาหารจืดชืด
ก้นบึ้งหัวใจของเขาบังเกิดความเลื่อมใสจากใจจริงอยู่หลายส่วน
เสี่ยวซุ่นจื่อผู้นี้เป็นคนหัวไว ยังสืบรู้มาว่าเฉินโหย่วอวี๋นำเงินหนึ่งหมื่นตำลึงที่ฮ่องเต้ประทานให้ มอบให้อำเภอผิงเหอและอำเภอหย่งเฟิงที่เขาดูแล เพื่อให้พวกเขานำไปปรับปรุงอำเภอใหม่ทั้งเมืองเสียอย่างนั้น
เมื่อได้ยินข่าวนี้ หวังกงกงก็ตกใจจนเบิกตากว้าง
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้าหมายความว่า เขานำทองคำหนึ่งหมื่นตำลึงที่ฮ่องเต้ประทานให้ ควักออกมาทั้งหมดโดยไม่เก็บไว้เลยแม้แต่อีแปะเดียว เพื่ออุดหนุนอำเภอสองแห่งในสังกัด นำไปใช้จัดระเบียบถนนปูทาง ซ่อมแซมกำแพงเมือง สร้างแหล่งน้ำ และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรทั่วทั้งอาณาเขตอย่างนั้นหรือ”
เสี่ยวซุ่นจื่อพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ใช่แล้วขอรับ พ่อบุญธรรม ลูกยังได้ยินมาว่าใต้เท้าเฉินในยามปกติเป็นคนเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกไปไหน ทำตัวเรียบง่ายกับเสื้อผ้าอาหารที่อยู่อาศัยและการเดินทางของตนเองมาก ทว่ากลับดีต่อราษฎรทั่วไปเป็นอย่างยิ่งขอรับ”
หวังกงกงฟังจบ ร่างกายก็โน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก้นบึ้งหัวใจปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์
เขาก็นับว่าเป็นคนเก่าคนแก่ในวัง ในวังเขามีสิ่งใดบ้างที่ไม่เคยเห็น
เขาก็เคยเห็นขุนนางที่โลภสมบัติกอบโกยผลประโยชน์ ไขว่คว้าชื่อเสียงไล่ล่าลาภยศมามาก ผู้ใดได้รับเงินก้อนโตที่ฮ่องเต้ประทานให้ แล้วไม่รีบแอบซ่อนเก็บสะสมไว้ ซื้อหาที่ดินทำกินและทรัพย์สินให้ตระกูลบ้างเล่า
เขาไม่เคยเห็นขุนนางเช่นเฉินโหย่วอวี๋มาก่อนเลย
นำทองคำหมื่นตำลึงที่ฮ่องเต้ประทานให้ ไม่แอบซ่อนไว้เป็นของส่วนตัวแม้แต่น้อย สาดออกไปทั้งหมดเพื่อสร้างประโยชน์แก่ราษฎรในอำเภออื่น
นั่นคือความมั่งคั่งที่ได้มาอย่างง่ายดายเชียวนะ บอกจะสาดทิ้งก็สาดทิ้ง นำไปใช้ปรับปรุงสิ่งก่อสร้างในอำเภอข้างเคียงจนหมด ตนเองยังคงเฝ้าอยู่เรือนหลังของที่ว่าการอำเภอ กินอาหารจืดชืด ยินดีรับความยากลำบาก
ความใจกว้างเช่นนี้ วิสัยทัศน์ที่ไม่ยึดติดกับเงินทองและผูกพันกับราษฎรเช่นนี้ อย่าว่าแต่ขุนนางท้องถิ่นเล็กๆ เลย แม้แต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยในราชสำนักที่ดำรงตำแหน่งสูงส่ง ก็ยังเทียบไม่ติดเลยแม้แต่น้อย
เขายิ่งรู้สึกว่า เฉินโหย่วอวี๋ผู้นี้เป็นยอดคนที่มีแผนการล้ำลึกในใจ มีความประพฤติคู่ควรแก่การรับหน้าที่สำคัญ
หลังจากกลับเมืองหลวงไปแล้ว จะต้องทูลรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริงต่อฮ่องเต้อย่างแน่นอน
เฉินโหย่วอวี๋เองก็คิดไม่ถึงว่า หวังกงกงจะคิดกับเขาเช่นนี้ หากรู้เข้า จะต้องเสียใจจนลำไส้เขียวปัดอย่างแน่นอน
วันที่สอง เฉินโหย่วอวี๋เลี้ยงส่งหวังกงกงตามธรรมเนียม
หวังกงกงมองดูเขา รู้สึกว่าเฉินโหย่วอวี๋ผู้นี้แม้แต่เส้นผมยังส่องประกายสีทองออกมาหนึ่งชั้น
เขายกมือขึ้นปลดจี้หยกเหอเถียนเนื้อละเอียดนุ่มนวลที่หน้าอกตนเอง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความชื่นชมอยู่หลายส่วน ทั้งยังอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
“ข้ากับใต้เท้าเฉินมีวาสนาต่อกัน หยกชิ้นนี้อยู่กับข้ามาหลายปี วันนี้ขอมอบให้ใต้เท้า หนึ่งคือเพื่อให้เป็นของดูต่างหน้า สองคือถือเสียว่าเป็นน้ำใจแสดงความเลื่อมใสจากเฒ่าชราผู้นี้
ภายภาคหน้าหากมีเรื่องยากลำบาก หรือข้อพิพาทในแวดวงขุนนาง จงถือหยกชิ้นนี้ไว้ ก็ถือว่าเป็นหน้าตาเล็กๆ น้อยๆ ของข้าแล้ว”
เดิมทีเฉินโหย่วอวี๋คิดจะปฏิเสธ ทว่าเมื่อเห็นหวังกงกงมีสีหน้าจริงใจ ไม่ใช่การตีสนิทตามมารยาท จึงไม่อิดออด ยื่นมือรับมาอย่างจริงจัง
หลังจากรับมาแล้ว เขาก็ใส่เข้าไปในแขนเสื้อโดยตรง ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
เขาเองก็ไม่อยากเป็นขุนนางใหญ่ จะมีข้อพิพาทในแวดวงขุนนางอะไรได้
ซือเหยียโจวมองจี้หยกนั้นจนตาค้าง หวังกงกงเป็นผู้ใดกัน นั่นคือขันทีผู้ติดตามสำนักซีหลี่เจี้ยน เป็นคนสนิทด้านราชการของฮ่องเต้ ขุนนางสำคัญในราชสำนักฝ่ายในเชียวนะ
จี้หยกที่เขามอบให้ นั่นคือป้ายผ่านทางสู่ผู้หนุนหลังในราชสำนักฝ่ายใน เครื่องรางคุ้มกันภัย ไพ่ตายทางเส้นสายในเส้นทางขุนนางอย่างแท้จริง
ทั้งยังใช้ถั่วลิสงหนึ่งจาน แตงกวาดองซีอิ๊วหนึ่งจาน หัวไชเท้าดองหนึ่งชามจัดการมาได้
เขาเลื่อมใสในตัวใต้เท้าของตนเองจนแทบจะหมอบกราบอยู่แล้ว
หลังจากหวังกงกงกลับถึงเมืองหลวง ก็ไม่หยุดพักแม้แต่เค่อเดียว รีบไปทูลรายงานฮ่องเต้ทันที
[จบตอน]