เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 37 ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม?

ตอนที่ 37 ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม?

ตอนที่ 37 ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม?


ตอนที่ 37 ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม?

? เมื่อเทียบกับความกังวลของไป๋ซื่อชิง ซุนโส่วเฉิงที่รู้ว่าเมืองหลวงส่งหลานชายเสนาบดีกรมพระคลังมายังเมืองยงโจวของพวกเขา กลับตบมือร้องดีใจอย่างตื่นเต้น

ในมุมมองของเขา การที่กรมพระคลังส่งคนมา ย่อมหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับจดหมายลับที่เขาเขียนไป

เมืองยงโจวของพวกเขาห่างจากเมืองหลวงถึงแสนแปดพันลี้ หลายสิบปีมานี้ไม่เคยมีขุนนางเมืองหลวงลงมาตรวจสอบเลย

การที่กรมพระคลังส่งคนมาในครั้งนี้ ย่อมต้องพุ่งเป้ามาที่เฉินโหย่วอวี๋อย่างแน่นอน

เมื่อคิดว่าเฉินโหย่วอวี๋กำลังจะโชคร้าย ความอึดอัดที่สะสมในใจเขามาหลายวัน ในที่สุดก็คลายลงไปบ้าง

เขายังคิดใคร่ครวญว่าคนที่มาจากเมืองหลวงคราวนี้เป็นถึงหลานชายแท้ๆ ของเสนาบดีกรมพระคลัง อย่างไรเสียก็ต้องแสดงฝีมือให้ดีสักหน่อย เพื่อให้อีกฝ่ายประทับใจ

อำเภอหย่งเฟิงที่เขาปกครอง เป็นถึงอำเภอที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองยงโจวแห่งนี้ หากสามารถทำให้หลานชายของเสนาบดีกรมพระคลังเห็นอำเภอที่เขาดูแล ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ถนนหนทางเป็นระเบียบเรียบร้อย ตลาดร้านรวงสงบร่มเย็น ทุกสิ่งล้วนเจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนั้น

เช่นนั้นย่อมต้องประทับใจในตัวเขาอย่างลึกซึ้งเป็นแน่

ถึงเวลานั้นเขาก็แสร้งทำเป็นหลุดปากพูดถึงอำเภอชิงสือที่อยู่ข้างๆ ซึ่งมีฝุ่นปลิวว่อนเต็มฟ้า บนถนนมีขยะกองเป็นภูเขา สิ่งปฏิกูลเกลื่อนกลาด ราษฎรร้องทุกข์ไม่ขาดสาย

เมื่อเปรียบเทียบเช่นนี้ ย่อมยิ่งขับเน้นให้เห็นว่านายอำเภอหย่งเฟิงเช่นเขามีความสามารถมากเพียงใด

เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็เร่งเขียนจดหมายถึงไป๋ซื่อชิงตลอดทั้งคืน

ในจดหมาย เขาทำทีเป็นคิดเผื่อไป๋ซื่อชิง โดยกล่าวว่าเมืองหลวงจะส่งคนมาตรวจสอบ เช่นนั้นจำต้องให้มาที่อำเภอหย่งเฟิง

ท้ายที่สุดแล้วในฐานะที่เป็นอำเภอหย่งเฟิงที่มั่งคั่งอันดับหนึ่งของเมืองยงโจว ความเป็นอยู่ของราษฎรย่อมบริบูรณ์ ตลาดร้านรวงก็มั่นคง

ในขณะที่สามารถสร้างความประทับใจที่ดีให้แก่ผู้คนได้ ก็ยังยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่านผู้ว่าการเมืองปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างมีแบบแผน ดินแดนในปกครองล้วนเจริญรุ่งเรือง

แม้ไป๋ซื่อชิงจะรู้ดีว่าจิ้งจอกเฒ่าอย่างซุนโส่วเฉิงกำลังคิดแผนการใดอยู่ ทว่าเขากลับมองว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นไม่ผิด

เมื่อเทียบกับอำเภออื่นแล้ว ราษฎรในอำเภอหย่งเฟิงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า การค้าขายรุ่งเรือง การก่อสร้างในอำเภอเป็นระเบียบเรียบร้อยครบครัน ถนนหนทางก็กว้างขวางและสะอาดสะอ้านกว่ามาก

การให้เซี่ยเหยี่ยนจือไปตรวจสอบความเป็นอยู่ของราษฎรที่อำเภอหย่งเฟิงนั้นเหมาะสมที่สุด ดังนั้นเขาจึงให้โจวเจิ้งเขียนจดหมายตอบกลับไป ให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนเขาจะพยายามจัดการให้อย่างเต็มที่

วันที่เซี่ยเหยี่ยนจือเดินทางมาถึงเมืองยงโจว ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก อากาศสดใสแสงแดดอบอุ่น

รถม้าเพิ่งแล่นมาถึงเมืองยงโจว ขุนนางป้องกันเมืองของเมืองยงโจวเห็นว่าเป็นขบวนเกียรติยศที่มีป้ายประจำตำแหน่งของกรมพระคลัง ก็มิกล้าชักช้า รีบเข้าไปแจ้งข่าวในเมืองทันที

เซี่ยเหยี่ยนจือสวมชุดขุนนางขั้นหก ใบหน้าอ่อนเยาว์และแปลกตา ที่เอวแขวนหนังสือรับรองของกรมพระคลัง นำพาเจ้าหน้าที่ผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง ค่อยๆ เดินทางเข้าเมืองไป

ตามกฎเกณฑ์ของแวดวงขุนนาง ในฐานะที่เซี่ยเหยี่ยนจือเป็นขุนนางเมืองหลวงที่มาตรวจสอบท้องถิ่น จำต้องเข้าพบผู้ว่าการเมืองก่อน

เมื่อคณะเดินทางเข้าเมืองมา ก็มุ่งตรงไปยังที่ว่าการเมืองทันที

ไป๋ซื่อชิงมารอรับอยู่ที่หน้าประตูจวนแต่เช้าตรู่ ลงมือต้อนรับผู้คนเข้าจวนด้วยตนเอง ถือเป็นการให้เกียรติอย่างมาก

แม้เซี่ยเหยี่ยนจือจะยังอ่อนเยาว์ ทว่ามารยาทและกฎเกณฑ์ที่พึงมีกลับไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย

เขาป้องมือทำความเคารพตามธรรมเนียมขุนนาง พร้อมกับยื่นเอกสารราชการของกรมพระคลังให้อีกฝ่าย

“ขุนนางผู้น้อยเซี่ยเหยี่ยนจือ จู่สื้อกรมคลัง รับบัญชาจากกรม ให้มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของราษฎรและการปกครองในอำเภอต่างๆ ภายใต้การดูแล เพิ่งมาถึงจวนอันทรงเกียรติเป็นครั้งแรก จึงตั้งใจมาคารวะท่านผู้ว่าการเมืองโดยเฉพาะ”

ไป๋ซื่อชิงรับหนังสือรับรองมา นัยน์ตาลอบสำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ

อายุเพียงยี่สิบต้นๆ ผิวพรรณขาวสะอาด ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของตำรา ดูแล้วยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไร้ซึ่งกลิ่นอายอันช่ำชองของแวดวงขุนนางโดยสิ้นเชิง

ส่วนลึกในดวงตาของเขายิ่งดูแคลน เป็นเพียงแค่คุณชายที่อาศัยบารมีของตระกูล มาหาตำแหน่งว่างๆ ทำในเมืองหลวงก็เท่านั้น

ทว่าความเกรงใจบนใบหน้ากลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย

“จู่ซื่อเซี่ยเดินทางมาไกล ระหว่างทางเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งรถลงเรือ ลำบากท่านแล้ว กรมพระคลังมีคำสั่ง จวนนี้ย่อมต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ หากท่านจู่ซื่อต้องการตรวจสอบอำเภอใดภายใต้การดูแล ก็เพียงแค่เอ่ยปากมา คนทั้งที่ว่าการเมือง ย่อมต้องให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน!”

เมื่อเขากล่าวจบ บ่าวรับใช้ก็ยกน้ำชาเข้ามา

เซี่ยเหยี่ยนจือยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง ชาเป็นชาเขียวคั่วธรรมดาของเมือง รสชาติจืดชืด ไม่หอมไม่ฝาด กำลังพอดี

นับว่าไม่ใช่ชาชั้นเลิศ ทว่าก็หาข้อติไม่ได้เช่นกัน

จากน้ำชา เขาลิ้มรสเจตนาบางอย่างของไป๋ซื่อชิงได้ ผู้ว่าการเมืองยงโจวที่กำลังทักทายปราศรัยกับเขาตรงหน้าผู้นี้ มิได้ดูเป็นมิตรและน่าเข้าใกล้ดั่งเช่นที่เห็นภายนอก

ทั้งสองแสร้งทักทายปราศรัยกันอีกพักหนึ่ง เขาจึงวางถ้วยชาลง พร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยนและถ่อมตน เอ่ยถามขึ้นว่า

“ขุนนางผู้น้อยเพิ่งมาเยือนยงโจวเป็นครั้งแรก ยังไม่คุ้นชินกับพื้นที่นี้ อีกทั้งยังแปลกหน้ากับอำเภอภายใต้การปกครองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าท่านผู้ว่าการเมืองพอจะบอกได้หรือไม่ ว่ามีอำเภอใดบ้างที่เหมาะสมให้ขุนนางผู้น้อยเดินทางไปตรวจสอบมากที่สุด หวังว่าใต้เท้าจะช่วยชี้แนะสักเล็กน้อย ขุนนางผู้น้อยจะได้ดำเนินการตรวจสอบตามลำดับ ไม่ให้เกิดความบกพร่อง”

ความหมายแฝงก็คือ เขาไม่มีเวลาไปเยือนทีละแห่ง จึงอยากให้อีกฝ่ายแนะนำ

พอไป๋ซื่อชิงได้ยินคำพูดนี้ บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยก้อนเนื้อ รอยยิ้มก็ยิ่งเบ่งบานขึ้นอีกหลายส่วน

“เมืองยงโจวพื้นที่กว้างใหญ่ผู้คนเบาบาง ใต้เท้าเซี่ยเพิ่งมาเยือนที่นี่เป็นครั้งแรกย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะไม่คุ้นชิน จวนของข้ามีแผนที่ ท่านสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง”

กล่าวจบ เขาก็ให้บ่าวรับใช้ไปหยิบแผนที่ภูมิประเทศของเมืองยงโจวออกมาจากห้องหนังสือ

บนนั้นมีชื่อของอำเภอต่างๆ ระบุไว้

เขาได้เขียนชื่ออำเภอหย่งเฟิงให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตากว่าอำเภออื่นทั้งหมด เพื่อให้เซี่ยเหยี่ยนจือสังเกตเห็นได้ในทันที

เซี่ยเหยี่ยนจือมองดูตัวอักษรสามคำ “อำเภอหย่งเฟิง” ที่จงใจทำเครื่องหมายให้ใหญ่ขึ้น มุมปากก็ยกยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก็จางหายไป รวดเร็วจนผู้คนไม่อาจจับสังเกตได้ ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เขายื่นนิ้วออกไป คล้ายกับจงใจชี้ไปที่ตัวอักษรขนาดใหญ่ไม่กี่คำ “อำเภอหย่งเฟิง” อย่างส่งเดช แล้วหันไปมองไป๋ซื่อชิง พร้อมกับเอ่ยยิ้มๆ ว่า

“อำเภอหย่งเฟิงแห่งนี้ ขุนนางผู้น้อยเห็นตั้งแต่แรก เช่นนั้นก็เริ่มจากที่นี่ ไม่ทราบว่าท่านผู้ว่าการเมืองเห็นเป็นเช่นไร”

ไป๋ซื่อชิงมองตามตำแหน่งที่เขาชี้ไป รอยยิ้มที่มุมปากไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป

“ในเมื่อใต้เท้าเซี่ยเห็นตั้งแต่แรก ก็แสดงว่าอำเภอหย่งเฟิงแห่งนี้มีวาสนากับท่าน ในเมื่อมีวาสนา เช่นนั้นมิสู้ทำตามประสงค์ของสวรรค์”

“สิ่งที่ท่านผู้ว่าการเมืองกล่าวนั้นถูกต้องยิ่งนัก” เซี่ยเหยี่ยนจือตอบรับด้วยรอยยิ้ม

ทั้งสองแสร้งทักทายปราศรัยกันอีกครั้ง เอ่ยคำเกรงใจกันไปมาสองสามประโยค เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว ไป๋ซื่อชิงจึงจัดแจงสถานีพักม้าให้คณะของเซี่ยเหยี่ยนจือได้พักผ่อน โดยให้พวกเขาสักพักสักสองวันก่อนจะไปตรวจสอบ

เซี่ยเหยี่ยนจือมิได้ขัดข้องแต่อย่างใด เดินทางจากเมืองหลวงมายังเมืองยงโจวใช้เวลาไปค่อนเดือน ลำบากตรากตรำ สมควรได้พักผ่อนสักสองวัน

รอจนเซี่ยเหยี่ยนจือจากไป ม่านประตูด้านในโถงก็ลดลง รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋ซื่อชิงก็หุบลงในทันที เขาหันไปแค่นเสียงเย็นชาอย่างได้ใจใส่โจวเจิ้งที่อยู่ด้านข้าง

“สิ่งที่ท่านซานเซิงพูดมานั้นไม่ผิด เป็นเพียงไอ้หนุ่มที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไม่รู้ความตื้นลึกหนาบางของท้องถิ่น ปล่อยให้เขาตรวจสอบอย่างไรก็ไม่อาจสร้างคลื่นลมได้แม้แต่น้อย”

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า

“เจ้าเขียนจดหมายถึงซุนโส่วเฉิง ส่งไปที่อำเภอหย่งเฟิงตลอดทั้งคืน แจ้งให้เขาทราบล่วงหน้า ให้เขาเตรียมตัวให้พร้อมอย่างดีเด็ดขาด อย่าได้สร้างเรื่องวุ่นวายใดๆ ให้ขุนนางผู้นี้เชียว”

โจวเจิ้งรีบรับคำ แล้วก็ไปเขียนจดหมาย

พอซุนโส่วเฉิงได้รับจดหมายที่ไป๋ซื่อชิงส่งมาให้ ก็ตื่นเต้นจนมุมปากฉีกไปถึงหลังหู

เขารีบสั่งการให้ลูกน้องทำการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองทันที อีกทั้งยังให้พ่อค้าเกลือควบคุมราคาเกลือชั่วคราว ควบคุมราษฎร และให้การตรงกัน

แม้แต่แผงขายผักบนถนนที่จ่ายค่าเช่าแผงไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมให้ตั้ง

การกระทำที่เผด็จการเช่นนี้ ทำให้ราษฎรต่างพากันร้องเรียน

“แผงที่พวกข้าจ่ายเงินไปแล้ว อาศัยอะไรมาไม่ให้ตั้ง” ชายชราขายผักคนหนึ่งยืนหยัดขึ้นมาซักถาม

ชายชราผู้นี้มีนามว่าหวังเหลาไช่ ทว่าหวังเหลาไช่มิใช่ชื่อจริงของเขา เพียงแต่ขายผักมานาน ทุกคนจึงเรียกเขาเช่นนี้ จนกลายเป็นหวังเหลาไช่ไป

หวังเหลาไช่ก็เป็นคนอาภัพเช่นกัน เมื่อหลายปีก่อนลูกชายและลูกสะใภ้ตายจากไป ทิ้งหลานชายไว้เพียงคนเดียว ปีนี้อายุเพิ่งจะหกเจ็ดขวบ วันธรรมดากับภรรยาเฒ่าก็อาศัยแผงขายผักนี้ประทังชีวิต

บัดนี้ไม่ให้ตั้งแผง เช่นนั้นก็เท่ากับตัดหนทางทำกินของพวกเขามิใช่หรือ

ยิ่งไปกว่านั้น แผงนี้เดิมทีเขาก็จ่ายเงินไปแล้ว

เจ้าหน้าที่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือทุบตีคนไปยกหนึ่งทันที พร้อมกับข่มขู่ว่าหากยังโวยวายอีก จะจับขังคุกใหญ่

เจ้าหน้าที่เชือดไก่ให้ลิงดู พอพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็ทำได้เพียงพากันหุบปาก

หวังเหลาไช่ถูกทุบตีจนหน้าตาบวมปูด ล้มลงไปกองกับพื้น คลานอยู่นานกว่าจะลุกขึ้นมาได้

โชคดีที่ปกติร่างกายยังถือว่าแข็งแรงดี นอกจากใบหน้าที่ถูกทุบตีจนดูไม่จืดแล้ว ก็ไม่มีอาการผิดปกติอื่นใด

หวังเหลาไช่ไม่กล้าส่งเสียงอีก ที่บ้านยังมีภรรยาเฒ่าและหลานชายรอเขาอยู่

เขาทำได้เพียงเก็บผักบนพื้นที่ถูกย่ำยีอย่างเงียบๆ เลือกเอาส่วนที่ยังพอกินได้ขึ้นมา

ผู้คนรอบข้างที่มีน้ำใจเห็นเขาแล้วน่าสงสาร จึงเสนอความคิดให้เขาว่า

“หวังเหลาไช่ ได้ยินมาว่าที่ว่าการอำเภอชิงสือที่อยู่ติดกันกำลังรับสมัครช่างไม้ เดือนหนึ่งมีเงินเดือนถึงห้าตำลึง เจ้าลองไปเสี่ยงดวงที่นั่นดูไหม”

สมัยหนุ่มหวังเหลาไช่เคยเป็นช่างไม้ เพียงแต่ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น ก็ไม่มีใครเรียกเขาไปทำงาน นานวันเข้าก็ไม่มีงานทำ

พอหวังเหลาไช่ได้ยินว่าเงินเดือนห้าตำลึง นัยน์ตาที่ขุ่นมัวก็กลับมามีชีวิตชีวาในชั่วพริบตา

เขาขายผักทั้งปีก็ยังขายได้ไม่ถึงห้าตำลึง

ดังนั้นจึงกลับบ้านไปเก็บกข้าวของ ปรึกษากับภรรยาเฒ่าครู่หนึ่ง แล้วนำเครื่องมือช่างไม้ครบชุดที่เคยใช้ในอดีตมุ่งหน้าไปยังอำเภอชิงสือ

[จบตอน]

จบบทที่ ตอนที่ 37 ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม?

คัดลอกลิงก์แล้ว