- หน้าแรก
- เริ่มต้นฝึกตนไร้พ่ายตั้งแต่สนามสอบเข้ามหาวิทยาลัย
- บทที่ 13: รวมทีมออกนอกเมือง
บทที่ 13: รวมทีมออกนอกเมือง
บทที่ 13: รวมทีมออกนอกเมือง
บทที่ 13: รวมทีมออกนอกเมือง
เจียงฝานเดินทางมาถึงตลาดค้าสัตว์อสูรอีกครั้ง
ที่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ เขาฉีกยิ้มกว้างถามด้วยใบหน้าหนาเตอะ
"คนสวย ที่นี่มีภารกิจรวมทีมไปภูเขาเฟิ่งหวงบ้างไหม?"
ในสถานการณ์เช่นนี้ วิธีหาเงินที่เร็วที่สุดที่เจียงฝานนึกออกก็คือการออกไปล่าสัตว์อสูรนอกเมือง ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขา ตราบใดที่ไม่ทำอะไรวู่วามและเลือกจัดการกับสัตว์อสูรระดับหนึ่งที่อ่อนแอสักตัว มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร และสถานที่ที่ใกล้ที่สุดสำหรับการล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งก็คือภูเขาเฟิ่งหวง
ทว่าเขาไม่คุ้นเคยกับภูเขาเฟิ่งหวงเลย การมาที่นี่เพื่อขอร่วมทีมกับคนอื่นจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
พนักงานต้อนรับสาวเงยหน้าขึ้นมองเจียงฝาน เธอรู้สึกคุ้นหน้าเขาอยู่บ้าง ก่อนจะนึกขึ้นได้ทันทีว่าเขาคือคนที่แวะมาเมื่อเช้าเพื่อขอดูรายชื่อภารกิจล่าสัตว์อสูรนอกเมือง
เธอขมวดคิ้ว "นายถามเรื่องนี้ไปทำไม?"
เธอจำเจียงฝานได้แม่น ประการแรก คนวัยเดียวกับเจียงฝานแทบไม่ปรากฏตัวที่นี่ ประการที่สอง เธอเพิ่งเก็บเงินหนึ่งร้อยเหรียญดาวฟ้าครามจากเขามาหมาดๆ ความทรงจำที่มีต่อเขาจึงชัดเจนเป็นพิเศษ
เจียงฝานระบายยิ้มบนใบหน้า "ผมอยากลองเสี่ยงโชคหาเงินดูน่ะครับ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พนักงานต้อนรับสาวก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม "เลิกเล่นพิเรนทร์ได้แล้ว! นายอายุเท่าไหร่กันเชียว?!"
"นอกเมืองมันอันตรายนะ!"
"นายยังเป็นแค่นักเรียนมัธยมใช่ไหม? กลับบ้านไปซะเถอะ!"
หากไม่ใช่เพราะรายได้หนึ่งร้อยเหรียญดาวฟ้าครามนั่น เธอคงไม่เสียเวลามานั่งตักเตือนให้วุ่นวายหรอก
เจียงฝานยังคงตีหน้ามึนต่อไป "ผมไปก่อเรื่องข้างนอกมาน่ะครับ เลยต้องใช้เงินสักก้อน..."
ทว่าก่อนที่เขาจะพูดจบ พนักงานต้อนรับสาวก็พูดแทรกขึ้นมา "นี่นายอยากได้เงินหรืออยากมีชีวิตรอดล่ะ?"
บางทีอาจเป็นเพราะเธอเริ่มรำคาญเจียงฝาน จู่ๆ เสียงของเธอจึงดังขึ้นจนดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างในทันที
เมื่อเห็นคนเริ่มมุงดู เจียงฝานก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ จังหวะที่เขากำลังจะปลีกตัวหนีเพื่อไปหาวิธีอื่น จู่ๆ ก็มีเสียงแหบพร่าดังขึ้นจากด้านข้าง
"น้องชายอยากรับภารกิจเหมือนกันงั้นเรอะ?"
เจียงฝานหันไปมองและพบกับชายรูปร่างกำยำดั่งหอคอยเหล็กกำลังฉีกยิ้มให้เขา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "มีภารกิจไปภูเขาเฟิ่งหวงไหมครับ?"
รอยยิ้มของชายคนนั้นกว้างขึ้นกว่าเดิม "มีสิ... มีแน่นอน! ตามข้ามาเลย!"
ขณะที่เจียงฝานกำลังลังเล พนักงานต้อนรับสาวก็ตวาดลั่น "เยว่เหล่าซาน! นี่ลุงไม่มีมโนธรรมบ้างเลยหรือไง?"
"เขาเป็นแค่เด็กตัวแค่นี้ ลุงคิดจะหลอกเขาไปทำอะไร?"
เยว่เหล่าซานดูจะเกรงกลัวพนักงานต้อนรับสาวอยู่บ้าง เขาหดคอลงเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาทำหน้าด้านหน้าทนอย่างท้าทาย
"เซียวซิน พูดแบบนี้มันทำร้ายน้ำใจกันเกินไปแล้ว!"
"จะเรียกว่าหลอกได้ยังไงกัน?"
"ลองถามพ่อหนุ่มคนนี้ดูสิ เขาไม่อยากไปภูเขาเฟิ่งหวงกับข้าหรอกเรอะ?"
เซียวซินมองไปที่เจียงฝาน สายตาของเธอพยายามส่งสัญญาณเตือนอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเมื่อเห็นเจียงฝานยังคงนิ่งเฉย เธอจึงกัดฟันพูดออกไปว่า
"เยว่เหล่าซานคนนี้เชี่ยวชาญเรื่องการหลอกเด็กใหม่ให้ไปร่วมทีม เพื่อใช้เป็นตัวล่อเป้าในการล่าสัตว์อสูรนะ!"
"พูดง่ายๆ คือไม่มีใครที่ร่วมทีมกับเขาแล้วพบจุดจบที่ดีเลยสักคน!"
เจียงฝานดูออกตั้งนานแล้วว่าเยว่เหล่าซานคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เขาจำเป็นต้องรีบออกนอกเมือง จึงไม่อยากเลือกมากนัก
"ผมทราบครับ แต่ผมอยากจะลองดู!"
เซียวซินอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในทันที "ได้! ดี! เอาเลย!"
"ฉันมันแส่ไม่เข้าเรื่องเอง นายก็ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน!"
เยว่เหล่าซานหัวเราะหึหึ พลางโอบไหล่เจียงฝานแล้วพาตัวเขาเดินออกไป
...
กลุ่มของพวกเขาเดินออกจากโถงใหญ่ของตลาดค้าสัตว์อสูร เยว่เหล่าซานยังคงโอบไหล่เจียงฝานขณะที่พาเดินหลบไปมุมหนึ่ง
"น้องชาย อย่าไปฟังคำพูดไร้สาระของยัยนั่นเลย!"
"ที่ตามข้ามาน่ะถูกแล้ว ข้าคลุกคลีอยู่ในตลาดค้าสัตว์อสูรนี่มาตั้งนาน เคยออกไปล่าสัตว์มาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ประสบการณ์โชกโชน..."
เจียงฝานปัดมือของเยว่เหล่าซานออก แล้วเอ่ยอย่างใจเย็น "ผมขอดูเส้นทางไปภูเขาเฟิ่งหวงหน่อยได้ไหม?"
เยว่เหล่าซานชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบแผนที่ออกมาอย่างไม่ใส่ใจ "นี่ไงล่ะ!"
"ตรงไปจากตรงนี้ ผ่านป่าทางตะวันตกของเมือง แล้วเข้าสู่ภูเขาเฟิ่งหวงทางแนวป่าทิศตะวันออกเฉียงใต้..."
เจียงฝานไม่ได้สนใจคำอธิบายของเขา แต่กลับพิจารณาแผนที่ในมืออย่างละเอียด เหตุผลที่เขาตามหาทีมไปภูเขาเฟิ่งหวง ก็เพราะเขาไม่เคยไปที่นั่นและไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศ เขาจำเป็นต้องมีคนนำทาง!
แม้เยว่เหล่าซานจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและมีเจตนาแอบแฝงที่ชวนเขามาอย่างแน่นอน แต่ดูจากลักษณะแล้ว อีกฝ่ายน่าจะยังไม่บรรลุถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ เจียงฝานจึงไม่ได้เกรงกลัวอะไร
เมื่อไปถึงภูเขาเฟิ่งหวงและเริ่มคุ้นชินเส้นทางเมื่อไหร่ เขาค่อยสลัดคนพวกนี้ทิ้งเพื่อตัดปัญหาตามมาทีหลังก็ยังไม่สาย!
เจียงฝานคิดแผนการไว้ในใจ
...
เนื่องจากเจียงฝานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทีมของเยว่เหล่าซานจึง 'หลอก' เขาให้ออกเดินทางได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
กลางถิ่นทุรกันดาร รถจี๊ปบุบสลายคันหนึ่งกำลังแล่นฉิวไปข้างหน้า ภายในรถ เยว่เหล่าซานและเจียงฝานนั่งอยู่เบาะหลัง นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว ยังมีคนนั่งอยู่ที่เบาะคนขับและเบาะข้างคนขับอีกที่ละคน
นี่คือทีมสามคน ถ้ารวมเจียงฝานด้วยก็เป็นสี่คนพอดี!
สองคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าชื่ออาเวยกับเสี่ยวเตา ทั้งคู่ดูมีท่าทีดุดันเหี้ยมเกรียม!
"น้องชาย ข้าบอกแล้วไงว่าทีมของเราน่ะประสบการณ์แน่นปึ้ก!"
"นอกจากประสบการณ์จะเยอะแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่ข้าไม่ได้บอกนั่นก็คือ ความแข็งแกร่งของเราก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน!"
ที่เบาะหลัง เยว่เหล่าซานพยายามทำตัวตีสนิทกับเจียงฝาน น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
"ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูแค่รถจี๊ปคันนี้ของเราก็พอ มีทีมล่าสัตว์ปลายแถวสักกี่ทีมเชียวที่มีอุปกรณ์แบบนี้?"
"..."
เจียงฝานเพียงแค่ยิ้มและเงียบไป
แม้เยว่เหล่าซานจะคุยโวไปบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพอมีรถคันนี้ พวกเขาก็เดินทางได้เร็วมากจริงๆ! หากเดินเท้าอาจต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะถึงภูเขาเฟิ่งหวง แต่พอนั่งรถกลับใช้เวลาแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
ภูเขาเฟิ่งหวงตั้งชื่อตาม 'นกเฟิ่งหวง' หรือนกฟีนิกซ์ตามตำนาน เล่าลือกันว่าในยุคโบราณ เคยมีนกเฟิ่งหวงมาทำรังอยู่ที่นี่ และเกิดเรื่องราวมหัศจรรย์ขึ้นมากมายในยุคหลัง ชื่อนี้จึงถูกสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ทิวเขาทอดยาวต่อเนื่องกันหลายสิบไมล์ ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม! แม้จะไม่สูงชันเท่าเทือกเขาอื่น ทว่ายอดเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อนนั้นปกคลุมไปด้วยต้นไม้โบราณสูงใหญ่ และมักจะถูกบดบังด้วยหมอกหนาทึบอยู่เสมอ สัตว์อสูรมักจะปรากฏตัวในป่าลึก ทำให้มันเต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่ง
สรุปสั้นๆ คือ มันเป็นสถานที่ที่ลึกลับและอันตราย ห่างไกลจากความงดงามของชื่อเรียกขานลิบลับ
เมื่อมาถึงจุดหมาย ทั้งกลุ่มก็ลงจากรถ ดูดน้ำมันเบนซินออกใส่แกลลอนพกพา จากนั้นก็ล็อกรถด้วยโซ่โลหะผสมอย่างแน่นหนา ก่อนจะเริ่มสังเกตเส้นทางบนภูเขาอย่างระมัดระวัง
"ฮี่ๆ เราขับเข้าไปลึกกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ!"
"จอดรถทิ้งไว้ตรงนี้แหละ ขากลับค่อยขับกลับไป!"
เจียงฝานมองโซ่โลหะผสมบนพื้น
"ล็อกรถน่ะพอเข้าใจได้"
"แต่จะดูดน้ำมันออกทำไม?"
ก่อนที่เยว่เหล่าซานจะทันได้ตอบ เสี่ยวเตาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาจากด้านข้าง
"ดูดน้ำมันออกก็เพื่อที่ว่าต่อให้มีคนตัดโซ่โลหะผสมขาด พวกมันก็ขับรถหนีไปไม่ได้ยังไงล่ะ!"
เจียงฝานถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ!
...
ระหว่างที่เดินลึกเข้าไปในภูเขาเฟิ่งหวง เยว่เหล่าซานก็ยื่นดาบเหล็กขึ้นสนิมเล่มหนึ่งให้เจียงฝาน
"รับไปสิ!"
"ใช้เป็นใช่ไหม?"
เจียงฝานรับมาไว้ในมือแล้วตวัดเบาๆ สะบัดคมดาบพลิ้วไหวจนเกิดเป็นเงาดาบบุปผา ทำเอาเยว่เหล่าซานถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
"โอ้โห! ไม่เลวนี่!"
"เดี๋ยวเดินตามพวกเราให้ติดๆ ล่ะ ถึงตรงนี้จะเป็นแค่รอบนอก แต่ก็อาจจะมีสัตว์กลายพันธุ์ตัวเล็กๆ โผล่มาได้!"
"บางตัวอาจจะไม่สร้างความเสียหายถึงตาย แต่มันเร็วมาก ถ้าโดนข่วนหน้าเข้าล่ะก็ กลางป่ากลางเขาแบบนี้คงรับมือลำบากน่าดู!"
ทั้งกลุ่มเดินเท้าต่อไปพร้อมกับกวาดสายตามองรอบข้างอย่างระแวดระวัง
"ตามตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ เราน่าจะใกล้ถึงบริเวณที่สัตว์อสูรมักปรากฏตัวแล้ว ทุกคนระวังตัวด้วย!"
"อาเวย เสี่ยวเตา เตรียมของให้พร้อม!"
เมื่อเดินมาถึงลานกว้างที่ค่อนข้างราบเรียบ เยว่เหล่าซานก็ใช้นิ้วแตะสารเหนียวหนืดกองหนึ่งบนพื้นขึ้นมาดม ก่อนจะปีนขึ้นต้นไม้ใกล้ๆ อย่างคล่องแคล่วเพื่อสอดแนม
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ลงมาที่พื้นแล้วทำสัญลักษณ์มือ
อาเวยกับเสี่ยวเตาเริ่มลงมือขุดดินอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ เพียงไม่นานพวกเขาก็ขุดหลุมลึกได้ถึงสามเมตร
จากนั้น พวกเขาก็เริ่มติดตั้งอาวุธมีคมไว้ที่ก้นหลุม เมื่อติดตั้งของมีคมหลายชั้นเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ใช้ความชำนาญพรางปากหลุมเอาไว้
ขั้นตอนต่อไปก็คือเหยื่อล่อ...