เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 102 - คนดังคนที่หกรีเฟรชแล้ว!

บทที่ 102 - คนดังคนที่หกรีเฟรชแล้ว!

บทที่ 102 - คนดังคนที่หกรีเฟรชแล้ว!


ซูเฉิงเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดมุ่งหน้าไปยังอาคารเรียน ราวกับมีเรื่องหนักใจ รัศมีห้าสิบเมตรรอบตัวเขาไม่มีใครกล้าเฉียดใกล้เลยแม้แต่คนเดียว!

ในที่สุดการสอบวัดระดับก็มาถึง เขาจะได้มีโอกาสทดสอบเสียทีว่าตอนนี้ระดับความรู้ของตัวเองอยู่ในขั้นไหนแล้ว

แต่ตอนนี้ยังมีปัญหาเล็กๆ อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือถ้าคำนวณตามกฎเกณฑ์ก่อนหน้านี้ วันนี้ก็จะต้องมีคนดังรีเฟรชโผล่มาอีกคน แต่ประเด็นคือ... เขากำลังสอบอยู่น่ะสิ!

ถ้าเกิดตอนสอบวิชาฟิสิกส์ ดันรีเฟรชได้คนดังสายคณิตศาสตร์ขึ้นมา แบบนั้นมันจะไปมีประโยชน์อะไรกับการสอบล่ะ?

แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่ยุ่งยากจริงๆ ก็คือ ถ้าอยากได้กล่องของขวัญจากคนดัง เขาก็ต้องพูดคุยสานสัมพันธ์กับคนดังให้ราบรื่นเสียก่อน

แต่ตลอดการสอบในวันนี้ เขาแทบไม่มีเวลาจะปลีกตัวไปคุยกับคนดังได้เลย

หลังจากผ่านมาได้หลายวัน ตอนนี้ซูเฉิงพอจะจับทางได้แล้วว่าคนดังแต่ละคนล้วนมีบุคลิกเฉพาะตัว! เขารู้ดีว่าถ้ามัวแต่จดจ่ออยู่กับการสอบจนเมินเฉยคนดังล่ะก็...

กล่องของขวัญก้อนโตคงหลุดลอยไปอย่างไม่ต้องสงสัย!

ตอนนี้ดูเหมือนจะเจอทางตันเข้าให้แล้ว ทางแก้เดียวที่ซูเฉิงคิดออกก็คือ เขาต้องรีบทำข้อสอบแล้วส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลาในทุกๆ วิชา พอออกจากห้องสอบปุ๊บ เขาก็จะได้มีเวลาไปนั่งคุยกับคนดังได้!

แต่ถึงอย่างนั้น... วันนี้มันเป็นวันสอบสุดหฤโหดนะ! สอบติดๆ กันหลายวิชาขนาดนี้ คงไม่มีคนดังคนไหนชอบใจแน่ๆ!

แม้จะเป็นอย่างนั้น ซูเฉิงก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว วันนี้เขาจะตั้งใจสอบให้ดีที่สุด เขาอยากจะรู้จริงๆ ว่าหลังจากได้ของขวัญบัฟมาตั้งมากมายก่ายกอง ตอนนี้ระดับของเขาจะพุ่งไปถึงไหนแล้ว!

สอบห้าวิชารวดในวันเดียว! นี่มันบททดสอบความตั้งใจขั้นสูงสุดชัดๆ!

07:30 ถึง 08:00 เตรียมตัวก่อนสอบ 08:00 ถึง 10:30 สอบวิชาภาษาจีน 10:30 ถึง 10:50 พักเบรก จากนั้น 10:50 ถึง 12:05 สอบวิชาฟิสิกส์

พักกินข้าวกลางวันและพักผ่อนรวมทั้งหมด 60 นาที

ช่วงบ่าย 13:30 ถึง 15:30 สอบวิชาคณิตศาสตร์ 15:30 ถึง 16:45 สอบวิชาเคมี 17:00 ถึง 19:00 สอบวิชาภาษาอังกฤษ จากนั้นพัก 20 นาที แล้วปิดท้ายด้วยวิชาชีววิทยา

พอสอบเสร็จก็เลิกเรียนกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องอยู่เรียนคาบค่ำต่อ!

สาเหตุที่โรงเรียนงดคาบค่ำ ไม่ใช่เพราะโรงเรียนเกิดใจบุญสุนทานขึ้นมาหรอกนะ แต่เป็นเพราะการสอบแบบนี้มันสูบพลังชีวิตไปจนหมดหลอดต่างหาก

การสอบเนื้อหาเกาเข่าทั้งหมดให้จบภายในวันเดียว มันเผาผลาญพลังงานสมองอย่างมหาศาล

ซูเฉิงเดินมาถึงห้องเรียนที่อยู่ริมสุดทางเดินบนชั้นสี่ นั่นคือห้องสอบรองบ๊วยอันดับสาม ห้องสอบที่สะท้อนระดับความสามารถที่แท้จริงของเขาในช่วงที่ยังไม่ได้รีเฟรชคนดัง

นักเรียนในห้องสอบนี้ นอกจากซูเฉิงแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กสายกีฬาไม่ก็สายศิลปะ สำหรับห้องสอบประเภทนี้ ครูคุมสอบถึงกับต้องเสียเวลามานั่งย้ำกฎระเบียบห้องสอบกันเลยทีเดียว

แต่วันนี้ ทันทีที่ซูเฉิงก้าวเท้าเข้ามาในห้องสอบ นักเรียนทุกคนก็พร้อมใจกันก้มหน้างุด ไม่กล้าปริปากพูดอะไรสักคำ!

คนที่นั่งอยู่ข้างหลังซูเฉิงคือเด็กสายกีฬาผิวเข้มร่างโย่งสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตร มองปราดแรกซูเฉิงเกือบคิดว่าเป็นผู้ปกครองของใครสักคน แถมหน้าตายังดูเอาเรื่องสุดๆ

แต่ตอนนี้พ่อหนุ่มนักสอบ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฉินเฟิง กลับนั่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้!

เมื่อก่อนเขาเป็นตัวตึงของชั้นเรียนที่ไม่เคยมีใครกล้าแหยม แม้แต่เด็กต่างโรงเรียนเห็นหน้าเขายังต้องเดินเลี่ยง แต่ตอนนี้... คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคือซูเฉิงนะเว้ย!

อิทธิพลของตัวเองอย่างมากก็แค่ใช้ข่มขู่คนในโรงเรียนหรือพวกเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันได้นิดหน่อย แต่พอมาอยู่ต่อหน้าซูเฉิง มันคนละชั้นกันเลย!

ฉันเก่งสุดก็แค่แอ็คอาร์ตทำตัวเป็นเด็กแว้น แต่พี่เฉิงนี่แหละคือของจริง!

ซวยแล้วสิ... สถิติส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลาของฉันต้องถูกทำลายแน่ๆ!

ฉินเฟิงเป็นพวกชอบทำตัวเท่ๆ ในโรงเรียน และโอกาสทองในการทำเท่ก็คือการส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลาตอนสอบจำลองนี่แหละ

การทำแบบนั้นจะทำให้เขาดูเป็นคนที่ไม่ได้แคร์เรื่องคะแนนสอบเลยสักนิด! ที่ฉินเฟิงทำแบบนี้ก็เพราะเขารู้ตัวดีว่า... ยังไงก็ต้องสอบซิ่วใหม่เพื่อเตรียมตัวอีกปีอยู่แล้ว...

ก็คะแนนสอบภาคปฏิบัติวิชากีฬาของฉันมันห่วยแตกสุดๆ ไปแล้วนี่หว่า! ตอนนี้ฉันยังไม่อยากใส่ชุดเหลืองไปขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหารนะเว้ย...

แต่ตอนนี้คนข้างหน้าคือซูเฉิง ใครมันจะกล้าลุกไปส่งกระดาษคำตอบก่อนล่ะ...

แปดโมงตรง การสอบวิชาภาษาจีนเริ่มต้นขึ้น ซูเฉิงรวบรวมสมาธิทั้งหมดในเสี้ยววินาที วินาทีนั้นสรรพเสียงรอบตัวราวกับอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น

ภาษาจีนเป็นวิชาที่ซูเฉิงทำคะแนนได้ดีที่สุดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมีพื้นฐานอยู่บ้าง ประกอบกับการเขียนแบบไป๋เมี่ยวระดับท็อปที่หลี่ไป๋มอบให้ ถึงบางข้ออาจจะไม่ได้ใช้ก็เถอะ

แต่สำหรับข้อสอบการอ่านจับใจความ ซูเฉิงดึงทักษะนี้ออกมาใช้อย่างเต็มที่ แม้ถ้อยคำจะไม่ได้สละสลวยหรูหรา แต่มันก็ไม่ใช่ตัวหนังสือที่แห้งแล้งไร้อารมณ์อีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ ซูเฉิงเคยคิดว่าการเขียนแบบไป๋เมี่ยวระดับท็อปของหลี่ไป๋คงไม่ค่อยมีประโยชน์กับการสอบสักเท่าไหร่

แต่พอได้ลงมือทำข้อสอบวันนี้ เขาถึงได้รู้ว่าทักษะนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการเขียนเท่านั้น แต่มันยังช่วยยกระดับความสามารถในการตีความด้วย โดยเฉพาะพวกคำถามสุดคลาสสิกอย่าง...

ผู้แต่งใช้ประโยคนี้เพื่อสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกแบบใด?

พอใช้ทักษะการเขียนแบบไป๋เมี่ยววิเคราะห์ย้อนกลับ คำตอบทั้งหมดก็ปรากฏชัดเจนอยู่บนกระดาษทันที!

ซูเฉิงยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือบางครั้งตอนทำข้อสอบวิชาภาษาจีน เขารู้สึกว่าตัวเองพอจะเดาแนวทางคำตอบได้เลาๆ แต่พอจะจรดปากกาเขียนจริงๆ กลับนึกคำไม่ออกเลยสักตัว

แต่ด้วยการสนับสนุนจากการเขียนแบบไป๋เมี่ยวระดับท็อป ซูเฉิงไม่ต้องเจอกับปัญหาการเขียนไม่ออกอีกต่อไป

"ฟึ่บๆๆ..."

ครูคุมสอบถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก นี่มันห้องสอบรองบ๊วยอันดับสามนะเว้ย ห้องสอบแบบนี้มันควรจะมีเสียงฝนข้อสอบเร็วขนาดนี้ด้วยเหรอ?

เสียงนี้มันโผล่มาได้ยังไง... มันแปลกยิ่งกว่าเสียงกรนของเด็กที่หลับในห้องสอบซะอีก!

ถึงแม้ว่าวิชานี้จะเป็นวิชาภาษาจีน ขอแค่เป็นคนประเทศมังกรก็สามารถเขียนจนเต็มหน้ากระดาษได้ก็เถอะ แต่ความเร็วในการเขียนขนาดนี้... นี่แกได้คิดก่อนเขียนหรือเปล่าเนี่ย?

ครูคุมสอบเป็นครูสอนวิชาอื่นที่มาสอนแทนเด็ก ม.5 แม้เขาจะพอได้ยินวีรกรรมของซูเฉิงมาบ้าง แต่เขาก็ยังจำหน้าตากับชื่อของเด็กคนนี้ไม่ได้แม่นนัก แถมตอนนี้ซูเฉิงยังก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างเอาเป็นเอาตาย

สายตาของครูคุมสอบจึงจับจ้องไปที่ซูเฉิงโดยอัตโนมัติ พอเพ่งมองไปที่กระดาษคำตอบ เขาก็ต้องอึ้งจนตาค้าง!

เวลาสอบวิชาภาษาจีนเกาเข่าคือ 150 นาที หรือก็คือสองชั่วโมงครึ่ง แต่นี่ยังไม่ถึงเก้าโมงเลย หมอนี่เตรียมจะเขียนเรียงความแล้วเหรอเนี่ย?

ถึงแม้ครูคุมสอบจะไม่ได้สอนวิชาภาษาจีน แต่เขาก็เคยผ่านการสอบเกาเข่ามาก่อน การทำข้อสอบภาษาจีนได้เร็วขนาดนี้... แกได้คิดทบทวนจริงๆ ใช่ไหม?

ฉันเดาว่าแกคงไม่ได้อ่านโจทย์ให้ละเอียดด้วยซ้ำแล้วก็ลงมือเขียนเลยล่ะสิ! ถึงแม้จะเหลือเวลาอีกแค่เก้าสิบกว่าวันก็จะถึงวันสอบเกาเข่าแล้ว แต่แกก็ไม่เห็นต้องรีบยอมแพ้ต่อโชคชะตาเร็วขนาดนี้เลยนี่...

ซูเฉิงวางปากกาลงแล้วกวาดสายตาอ่านหัวข้อเรียงความอย่างรวดเร็ว

มีคนกล่าวไว้ว่า ชีวิตคือ "การเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก" ที่ต้องเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ เพื่อให้ได้มาซึ่งพระธรรมอันแท้จริง

ขณะที่บางคนมองว่า ชีวิตเหมือน "การตามหาเซียน" ที่ไม่มีแผนที่ตายตัว อาจได้พบเจอทิวทัศน์งดงามท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อน และค้นพบตัวตนที่แท้จริงท่ามกลางอุปสรรคที่คลี่คลายลง

...

จงเขียนเรียงความโดยเชื่อมโยงจากข้อความข้างต้นและอิงจากชีวิตจริง

ทักษะการเขียนแบบไป๋เมี่ยวระดับท็อปเป็นของขวัญจากหลี่ไป๋ ตอนนี้พอเขาอ่านโจทย์เรียงความ แนวคิดแบบหลี่ไป๋ก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที

อะไรคือ "การอัญเชิญพระไตรปิฎก" อะไรคือ "การตามหาเซียน" ในสายตาของฉัน มันก็แค่การเดินทางไกลเท่านั้นแหละ!

ในใจมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ สองเท้าเหยียบย่างข้ามขุนเขาและสายน้ำ ดูเหมือนเป็นการเดินทางไกลตามใจปรารถนา แต่ทุกย่างก้าวล้วนมุ่งสู่ตัวตนที่แท้จริงและฟ้าดิน

เส้นทางและแผนที่น่ะเหรอ? ถ้ามีของพวกนั้นตั้งแต่ตอนออกเดินทาง มันจะไปสนุกอะไรล่ะ!

ซูเฉิงจรดปากกาเขียนชื่อเรื่องด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม : "สายลมหมื่นหลี่ ก้าวเดินพร้อมขับขาน" ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงของระบบก็ดังขึ้น!

[ติ๊ง! เหลือเวลาอีก 98 วันจะถึงการสอบเกาเข่า ระบบทำการรีเฟรชคนดังคนที่หก!]

[พระเจ้าช่วย! ไม่ใช่วิชาคณิตศาสตร์เหรอ? ฉันจบเห่แน่!]

จบบทที่ บทที่ 102 - คนดังคนที่หกรีเฟรชแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว