- หน้าแรก
- ระบบรีเฟรชคนดัง เปลี่ยนผมเป็นเทพก่อนสอบเกาเข่า
- บทที่ 15 - ใจเย็นก่อนครับคุณแม่! น้ำแกงหม้อนี้ขืนซดเข้าไป มณฑลเราต้องสูญเสียบุคลากรทรงคุณค่าแน่ๆ!
บทที่ 15 - ใจเย็นก่อนครับคุณแม่! น้ำแกงหม้อนี้ขืนซดเข้าไป มณฑลเราต้องสูญเสียบุคลากรทรงคุณค่าแน่ๆ!
บทที่ 15 - ใจเย็นก่อนครับคุณแม่! น้ำแกงหม้อนี้ขืนซดเข้าไป มณฑลเราต้องสูญเสียบุคลากรทรงคุณค่าแน่ๆ!
คำว่า 'ใส่ลงไปให้หมด' นั่นแม่ของเขาตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นสุดขีด!
ของสองสามอย่างแรกหัวหน้าจางก็พอจะหยวนๆ ให้อยู่ในหมวดของบำรุงได้หรอก แต่พอเริ่มไล่มาถึงดีวัวหมื่นปี? วัวเมื่อหมื่นปีก่อน ป่านนี้แค่ซากฟอสซิลยังหายากเลยมั้งคุณแม่!
อำพันทะเล? ไอ้ของพรรค์นี้มันเครื่องหอมที่พวกสนมในวังหลวงยุคโบราณใช้ไม่ใช่หรือไง?
หัวหน้าจางกับครูใหญ่ขงมองขึ้นไปที่ห้องครัวชั้นสองด้วยสายตาสยดสยอง ท่าทางของหญิงวัยกลางคนผมดัดลอนกำลังพยายามยัดของบางอย่างลงไปในหม้อใหญ่ใบเบ้อเริ่ม!
ปากเธอก็ยังคงพร่ำอธิบายสรรพคุณไม่หยุด!
ไป๋ฮุ่ย: "พวกนี้เป็นแค่เบสน้ำซุปนะ! ฉันอุตส่าห์ไปขอสูตรลับมาจากคนรู้จักเลยนะ ต่อไปก็..."
ไป๋ฮุ่ย: "ถั่งเช่ายาวหนึ่งเมตร! หอยงวงช้างยาวหนึ่งเมตร! กระดูกเสือ! แต่ไม่ใชกระดูกเสือธรรมดานะคุณพ่อ! นี่มันคือกระดูกของเสือเขี้ยวดาบ!"
หัวหน้าจางแทบจะจิกเล็บทะลุพวงมาลัยรถอยู่แล้ว! ถั่งเช่ายาวหนึ่งเมตร? ดูจากท่าทางจับของแม่คุณแล้ว นั่นมันหยิบงูขึ้นมาโยนลงหม้อชัดๆ!
ครูใหญ่ขงปาดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก ถึงผมจะไม่ได้สอนวิชาชีววิทยาหรือประวัติศาสตร์ แต่ผมก็รู้นะเว้ยว่าไอ้เสือเขี้ยวดาบเนี่ยมันสูญพันธุ์ไปตั้งแต่สิบล้านปีก่อนแล้ว!
ภายใต้แสงไฟ เงาของแม่ซูเฉิงที่ปกติมักจะดูอ่อนโยน บัดนี้กลับดูสยดสยองขึ้นมาทันตาเห็น เห็นชัดเลยว่าหม้อใบนั้นมันเล็กเกินไป เธอถึงต้องพยายามใช้ทัพพีกระทุ้งของลงไปสุดแรงเกิด!
ไป๋ฮุ่ย: "ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ แค่นี้ก็ถือว่าบำรุงสุดยอดแล้ว แต่อาจารย์ท่านนั้นบอกฉันมาว่า มีสูตรลับอีกอย่างที่กินแล้วสมองจะปรู๊ดปร๊าดเลยล่ะ!"
ไป๋ฮุ่ย: "น้ำค้างยามเช้าจากดาวอังคาร! ขี้ผึ้งดำต่อกระดูก! น้ำลายเจ้าแม่หนี่วา! แล้วก็กระดูกซี่โครงของอดัม!"
'ปี๊น!' เสียงแตรรถดังกึกก้อง หัวหน้าจางตกใจจนเผลอเอามือไปกดโดนแตรเข้าเต็มเปา!
เชี่ย... น้ำค้างยามเช้าจากดาวอังคาร? อย่าว่าแต่เรื่องที่ดาวอังคารมีน้ำค้างไหมเลย ต่อให้มีจริง คุณแม่ไปเอามาจากไหนครับ? นาซ่ายังส่งคนไปไม่ถึงเลย!
ขี้ผึ้งดำต่อกระดูก? นี่มันของวิเศษในเรื่องดาบมังกรหยกไม่ใช่หรือไง? คุณแม่ไปทวงสูตรมาจากกิมย้งเหรอครับ?
แล้วน้ำลายเจ้าแม่หนี่วาอีกล่ะ? ถ้าของพวกนี้เป็นของจริงล่ะก็ ทันทีที่คุณแม่หย่อนมันลงไป หม้อใบนั้นมันคงจะพูดได้แล้วล่ะ!
ของพรรค์นี้ต้มเสร็จแค่ดมก็ไม่ต้องสอบเกาเข่าแล้วมั้ง! ทะลวงเข้าสู่ขั้นวิญญาณก่อกำเนิด (หยวนอิง) ไปเลยสิไม่ว่า!
ครูใหญ่ขงอายุมากแล้วแถมช่วงนี้ยังทำงานหนัก พอได้ยินวัตถุดิบแต่ละอย่าง แกถึงกับต้องเอามือกุมหน้าอกตัวเองไว้แน่น
แม่งเอ๊ย กระดูกซี่โครงของอดัม? ไอ้ของแบบนี้มันจัดอยู่ในหมวดยาจีนหรือยาแผนปัจจุบันกันแน่วะเนี่ย มันไม่สำคัญแล้ว!
ประเด็นสำคัญคือ... ซูเฉิง! แกห้ามกินน้ำแกงนั่นเด็ดขาดเลยนะเว้ย...
ถ้าของพวกนี้มันเป็นของจริงทั้งหมดล่ะก็ ขืนซูเฉิงซดน้ำแกงนี่เข้าไปสักอึก แล้วไปฉี่ลงบ่อปลาคาร์ปในหมู่บ้าน ปลาคาร์ปพวกนั้นคงกลายร่างเป็นมังกรบินขึ้นฟ้าไปแล้วล่ะ!
ในครอบครัวที่มีลูกเตรียมสอบเกาเข่า คนเป็นแม่มักจะรับหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินและชีวิตประจำวันของลูก ซึ่งมักจะใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง! แต่ถึงจะอยากบำรุงลูกแค่ไหน มันก็ต้องมีลิมิตบ้างสิ นี่มันวัตถุดิบหลุดโลกอะไรกันวะเนี่ย?
เวลาแบบนี้แหละที่ครอบครัวต้องการคนที่มีเหตุผลมาดึงสติ อย่างเช่นคนเป็นพ่อ ที่ควรจะลุกขึ้นมาห้ามปรามการกระทำบ้าๆ แบบนี้!
"โอ้โห! เสี่ยวฮุ่ย! สมแล้วที่เป็นคุณแม่ยอดฝีมือ! หาซื้อของพวกนี้มาได้ยังไงเนี่ย!"
"เดี๋ยวพ่อขอชิมแทนลูกเราก่อนนะ!"
...
ครูใหญ่ขงหันไปมองซูเฉิงด้วยสายตาที่เริ่มจะเวทนาเด็กคนนี้ขึ้นมานิดๆ แล้ว ที่ผ่านมาการเรียนซูเฉิงห่วยแตกขนาดนั้น ก็คงเป็นเพราะซดน้ำแกงสูตรพิสดารพวกนี้นี่แหละมั้ง
เมื่อวานซูเฉิงคงไม่ได้กินแน่ๆ วันนี้สมองถึงได้แล่นปรู๊ดปร๊าดเป็นอัจฉริยะขึ้นมา...
ขณะที่ครูใหญ่ขงกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง ครูหยางก็พาศาสตราจารย์เซี่ยและหลิวเฉียง ด็อกเตอร์ที่ดูแลศาสตราจารย์เดินตรงเข้ามาพอดี
ครูใหญ่ขงรีบลงจากรถ เดินก้าวฉับๆ เข้าไปแนะนำตัวอย่างรวดเร็ว
"รีบขึ้นไปข้างบนกันเถอะครับ ศาสตราจารย์เซี่ยอายุมากแล้ว ไม่ควรจะนอนดึกนะครับ!"
ทว่าหลิวเฉียงกลับพูดแทนศาสตราจารย์เซี่ย ซึ่งศาสตราจารย์เซี่ยก็ไม่สนใจมารยาทสังคมอะไรทั้งนั้น ท่านผลักหัวหน้าจาง ลูกศิษย์เก่าของตัวเองออกไปเบาๆ แล้วหรี่ตาเดินตรงดิ่งเข้าไปหาซูเฉิงทันที
"สวัสดีครับนักเรียนซู ข้อสอบที่เธอทำเมื่อเช้ากับโจทย์ข้อนั้นเป็นฝีมือฉันเอง ฉันยังมีปัญหาคณิตศาสตร์อีกสองสามข้ออยากจะถกกับเธอหน่อย!"
ซูเฉิงเดาได้ทันทีว่าคนคนนี้ต้องเป็นคนที่สามารถช่วยให้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยโควตาพิเศษได้แน่ๆ ซูเฉิงจึงรีบเชิญทุกคนขึ้นไปบนบ้านทันที!
วินาทีที่ประตูบ้านเปิดออก แววตาของศาสตราจารย์เซี่ยก็ฉายแววฉงน ในบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เขาเคยเจอมา บางคนก็มาจากครอบครัวธรรมดา บางคนก็เกิดในตระกูลปัญญาชน แต่ครอบครัวแบบซูเฉิงที่ดู... ทรงซ้อทรงป๋าอู้ฟู่ซะขนาดนี้... นานๆ ทีจะเจอแฮะ...
เพนต์เฮาส์ห้าห้องนอน สองห้องนั่งเล่น สองห้องน้ำ แถมสไตล์การตกแต่งยังกะลอกมาจากพระราชวังวัง... ทองอร่ามตาแตกขนาดนี้...
เมื่อเห็นว่าจู่ๆ ก็มีแขกเหรื่อแห่กันมาเต็มบ้าน พ่อแม่ของซูเฉิงก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย นี่... ลูกชายตัวดีของฉันไปก่อเรื่องระดับชาติอะไรมาวะเนี่ย?
ครูประจำชั้น? หัวหน้าหมวด? ครูใหญ่? แถมยังมีคนจากมณฑลมาด้วย?
โชคดีที่ครูหยางเตรียมสคริปต์คำพูดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงช่วยอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้กระจ่าง
"ศาสตราจารย์เซี่ยท่านเอ็นดูคนมีความสามารถน่ะครับ ถึงได้รีบเดินทางมาจากมณฑล เอาเป็นว่าเราอย่าเสียเวลาเลย รบกวนช่วยจัดห้องว่างๆ ให้พวกเขาสองคนคุยกันหน่อยเถอะครับ!"
แม่ของซูเฉิงรีบพาศาสตราจารย์เซี่ยกับหลิวเฉียงเข้าไปในห้องนอนของซูเฉิง จากนั้นก็หั่นผลไม้จัดใส่จานอย่างสวยงามยกเข้าไปเสิร์ฟให้
ศาสตราจารย์เซี่ยเข้าเรื่องทันที เขาสั่งให้หลิวเฉียงยื่นกระดาษที่พรินต์ออกมาสองแผ่นให้ซูเฉิง ทว่าสีหน้าของหลิวเฉียงกลับเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
สิ่งที่อยู่บนกระดาษคือหัวข้อวิจัยของกลุ่มพวกเขาในปีนี้ ซึ่งความยากระดับนี้มันทะลุจักรวาลไปแล้ว!
พูดแบบไม่อวยเลยนะ ถ้าซูเฉิงสามารถแก้โจทย์นี้ได้ เขาสามารถเอาไปตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการได้เลย แถมเปเปอร์ชิ้นนี้จะทำให้ศาสตราจารย์ระดับท็อปหลายคนแทบจะกราบกรานขอรับซูเฉิงเป็นนักศึกษาปริญญาเอกเลยล่ะ!
ปัญหาของโจทย์ข้อนี้มันไม่ได้อยู่ที่ความยาก แต่มันอยู่ที่พื้นฐานในการทำความเข้าใจโจทย์ ถ้าคุณไม่ได้เรียนถึงระดับปริญญาโท คุณไม่มีทางอ่านมันรู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ!
แถมข้อพิสูจน์บางข้อยังเกี่ยวพันกับผลการวิจัยล่าสุดในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้อีกต่างหาก!
โจทย์ข้อนี้มันยากขนาดไหนน่ะเหรอ? เอาเป็นว่าวินาทีที่กระดาษถูกส่งมาถึงมือ ซูเฉิงยังนึกว่านี่มันคือข้อสอบ Reading วิชาภาษาอังกฤษเลยด้วยซ้ำ!
นี่แม่ง มีตัวเลขเป็นแค่ตัวประกอบ แต่ตัวอักษรภาษาอังกฤษมาเป็นพืดเลยเหรอวะ?
ซูเฉิงพลิกกระดาษดู ถึงเพิ่งรู้ว่าข้อความยั้วเยี้ยบนกระดาษสองแผ่นนี้ มันคือโจทย์แค่ข้อเดียว!
แม่งเอ๊ย! แค่บรรทัดแรกฉันก็อ่านไม่รู้เรื่องแล้ว!
[เกาส์: ขอบคุณนะใต้เท้า! ก่อนที่วันนี้จะสิ้นสุดลง ท่านทำให้ผมได้เห็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่งดงามขนาดนี้!]
[เกาส์: แนวทางการอนุมานที่ไปถึงขีดสุด... ช่างงดงามจริงๆ! นี่สิถึงจะเรียกว่าคณิตศาสตร์!]
หลิวเฉียงมองซูเฉิงที่กำลังจ้องโจทย์ตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง รู้สึกเหลือเชื่ออยู่ในใจ หรือว่าเด็กคนนี้จะอ่านโจทย์ข้อนี้รู้เรื่องจริงๆ?
นี่มันไม่ใช่ระดับของนักเรียน ม.ปลายแล้วนะ แม้แต่นักศึกษา ป.ตรี ภาควิชาคณิตศาสตร์ระดับท็อปก็ยังไม่มีปัญญาทำได้เลย!
ต้องเข้าใจก่อนนะว่า ถึงจะเรียนภาควิชาคณิตศาสตร์เหมือนกัน แต่ช่องว่างระหว่างนักศึกษา ป.ตรี กับนักศึกษา ป.เอก มันกว้างเป็นปีแสง!
ป.ตรี มีแค่ความรู้ตามสาขาวิชา แต่ไม่มีทิศทางการวิจัย พวกเขาแค่ต้องเข้าใจพื้นฐานของคณิตศาสตร์ให้กว้างขวางที่สุด สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือทำความเข้าใจและซึมซับความรู้
แต่นักศึกษา ป.เอก ต้องขุดลึกลงไปในสาขาแคบๆ ที่ตัวเองเลือก ให้ถึงขอบเขตความรู้ส่วนหน้าสุดของมนุษยชาติ!
ป.เอก ไม่ได้มีหน้าที่ทำโจทย์ แต่มีหน้าที่ทำงานวิจัย!
จะนิยามมันยังไง? จะสร้างมันขึ้นมายังไง? ขอบเขตของมันอยู่ตรงไหน? หรือแม้กระทั่ง... ปัญหานี้มันมีคำตอบหรือเปล่าก็ยังไม่มีใครรู้...
แล้วตอนนี้ดันเอามาให้เด็ก ม.ปลายเนี่ยนะ? ต่อให้เขาจะเป็นอัจฉริยะระดับโลก แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? ทำไมศาสตราจารย์เซี่ยถึงต้องเอาโจทย์ข้อนี้มาให้เขาดูด้วย?
ที่สำคัญที่สุดคือ... โมเดลทฤษฎีนี้มันถูกพิสูจน์ไปแล้วว่ามันคือ 'ความล้มเหลว'...
หลายนาทีต่อมา ซูเฉิงก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างตื่นเต้น
"สุดยอดไปเลยครับ แนวทางการพิสูจน์สวยงามมาก แต่ปัญหาของพวกคุณไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคำตอบหรือเปล่า หรือคำตอบนั้นมีแค่หนึ่งเดียวหรือเปล่า!"
"ปัญหาของพวกคุณคือ... จุดเอกฐาน (Singularity) หรือรอยแยกของทฤษฎีนี้ มันไปโผล่ที่ตรงไหนต่างหาก!"
ไหล่ของศาสตราจารย์เซี่ยสั่นสะท้าน การเดินทางฝ่าฟันระยะทางกว่า 400 กิโลเมตรในครั้งนี้ คุ้มค่าแล้วแค่ได้ยินประโยคนี้เพียงประโยคเดียว!