- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ ขอใช้มิติวิเศษพลิกชะตา รวยล้นฟ้าในยุคโบราณ
- ตอนที่ 35 ขอบคุณต่อหน้า
ตอนที่ 35 ขอบคุณต่อหน้า
ตอนที่ 35 ขอบคุณต่อหน้า
ตอนที่ 35 ขอบคุณต่อหน้า
แม้ภายนอกมู่หรงเจ๋อจะดูสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับตื่นเต้นยินดีจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
'ลูกสาวของข้ารอดพ้นจากความตายมาได้ ย่อมต้องมีวาสนาใหญ่หลวงรออยู่ภายภาคหน้าเป็นแน่ ถึงขนาดได้รับความเมตตาจากเทพเซียน ข้าเชื่อมั่นว่าอีกไม่นาน ครอบครัวของเราจะต้องผ่านพ้นเรื่องร้ายและพบเจอแต่ความโชคดีอย่างแน่นอน' เขาคิดอย่างมีความหวัง
"ท่านพ่อวางใจเถิดขอรับ ข้าย่อมรู้ดีว่าเรื่องใดหนักเรื่องใดเบา" มู่หรงควนตบหน้าอกรับประกัน
"อาหราน แล้วท่านเทพเซียนเฒ่าผู้นั้นอยู่ที่ใดกัน หรือเจ้าจะพอขอให้ท่านปรากฏตัวให้พวกเราเห็นได้หรือไม่?" มู่หรงเจ๋อเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
'การได้รับของขวัญที่ล้ำค่าถึงเพียงนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเอ่ยคำขอบคุณต่อหน้าท่านด้วยตนเอง' เขาคิดในใจ
มู่หรงควนเองก็จ้องมองน้องสาวด้วยดวงตาที่เป็นประกายเจิดจ้าเช่นกัน
'หากชั่วชีวิตนี้มีวาสนาได้พบเห็นเทพเซียนตัวเป็นๆ สักครั้ง ก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว'
มู่หรงหลิงหรานได้ตระเตรียมข้ออ้างเอาไว้ในใจตั้งแต่แรกแล้ว นางส่ายหน้าปฏิเสธทันที
"ท่านเทพเซียนเฒ่าไปมาไร้ร่องรอย ซ้ำยังปรากฏตัวให้เห็นแค่ในความฝันเท่านั้น แถมยังมาแต่เสียงอีกด้วย จนถึงบัดนี้ข้าก็เพิ่งจะได้พูดคุยกับท่านเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ข้าไม่รู้เลยว่าท่านมีหน้าตาเป็นเช่นไร และก็ไม่รู้ด้วยว่าท่านอยู่ที่ใดกันแน่เจ้าค่ะ"
'สิ่งที่ข้าพูดออกไปล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น พวกเทพเซียนมักจะไปมาไร้ร่องรอย ต่อให้ฉางฉีเสินจวินจะพำนักอยู่ภายในมิติวิเศษ ทว่าคราวก่อนข้าก็ยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตาของเขาเลยแม้แต่น้อย ข้าไม่รู้ตำแหน่งที่อยู่แน่ชัดของเขาเลยจริงๆ' นางลอบแก้ต่างให้ตนเองในใจ
'ทุกครั้งที่คุยกัน ข้าก็ใช้เพียงกระแสจิตในการสื่อสารกับเขา ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างจากการพบกันในความฝันเลยสักนิด'
เมื่อมู่หรงเจ๋อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังแต่อย่างใด ทว่ากลับมีสีหน้าตำหนิตนเอง
"จริงด้วยสิ เป็นพ่อที่สะเพร่าเอง เทพเซียนที่ไหนจะยอมให้มนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างพวกเราพบเห็นได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นเล่า พ่อพูดจาเหลวไหลไปเองแท้ๆ"
ในขณะเดียวกัน ณ พระราชวังหลวงแห่งแคว้นเสวียนชิ่ง
หมอหลวงหลิวกำลังตั้งอกตั้งใจตรวจชีพจรให้กับเฮ่อเหลียนหรงจิ่ว หลังจากเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หมอหลวงหลิวก็ลูบเคราของตนเองพร้อมกับระบายยิ้มออกมา
"บาดแผลของฝ่าบาทฟื้นฟูได้ดีมากเลยพ่ะย่ะค่ะ บาดแผลฉกรรจ์ถึงเพียงนี้ ทว่าเพียงแค่วันเดียวกลับสมานตัวได้รวดเร็วเทียบเท่ากับคนปกติที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นถึงสามวัน ฝ่าบาททรงเป็นโอรสสวรรค์ที่แท้จริง ทรงมีพระบารมีมากล้นพ่ะย่ะค่ะ"
เฮ่อเหลียนหรงจิ่วรับฟังถ้อยคำประจบสอพลอเหล่านั้นแล้วแค่นเสียงเย็นชา
"ที่บาดแผลของเจิ้นสามารถฟื้นตัวได้ดีถึงเพียงนี้ ประการแรกเป็นเพราะโชคดีที่ไปพบกับท่านลุงผู้นั้นเข้า ประการที่สองก็ต้องขอบคุณสรีระร่างกายอันพิเศษของเจิ้น ที่มีความสามารถในการสมานแผลได้อย่างดีเยี่ยม มิเช่นนั้น ป่านนี้เจิ้นคงได้ลงไปนอนคอพับอยู่ในโลงศพตั้งนานแล้ว จะยังมีชีวิตรอดมาทนฟังเจ้าพูดพล่ามอยู่อีกหรือ?"
"เมื่อวานนี้เจ้ายังพูดอยู่เลยว่า โชคดีที่มีคนช่วยห้ามเลือดให้เจิ้นได้อย่างทันท่วงที ทว่ามาวันนี้กลับเปลี่ยนคำพูดพลิคลิ้นไปอีกอย่าง อย่าคิดนะว่าเจิ้นจะไม่รู้เท่าทัน ที่เจ้าเอาแต่ประจบสอพลอเจิ้น ก็เพราะไม่อยากจะยอมรับว่าวิชาแพทย์ของตนเองสู้ผู้อื่นไม่ได้ใช่หรือไม่เล่า ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ มีหรือที่เจิ้นจะไม่รู้ว่าในใจของเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่?"
แม้จะถูกเปิดโปงความคิดในใจ ทว่าหมอหลวงหลิวก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด เขากลับระบายยิ้มประจบประแจงยิ่งกว่าเดิม
"ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถยิ่งนัก สิ่งที่ฝ่าบาทตรัสมาล้วนมีเหตุผลพ่ะย่ะค่ะ"
ในตอนนั้นเอง ขันทีน้อยก็เดินเข้ามารายงานว่าเว่ยจิ่งเซวียนมาขอเข้าเฝ้า เฮ่อเหลียนหรงจิ่วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เจ้าออกไปต้มยาเถิด เจิ้นมีเรื่องบ้านเมืองต้องหารือ"
หมอหลวงหลิวมีท่าทีลังเลอยู่ชั่วครู่ ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้เอ่ยถามข้อสงสัยในใจออกไป "พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"
หลังจากที่เว่ยจิ่งเซวียนก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง สีหน้าของเฮ่อเหลียนหรงจิ่วก็พลันมืดครึ้มลงทันที เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"สืบได้เบาะแสอันใดมาบ้างหรือไม่?"
เว่ยจิ่งเซวียนประสานมือรายงานด้วยความนอบน้อม "เป็นฝีมือของกลุ่มโจรภูเขาที่เพิ่งจะเข้ามาตั้งซ่องสุมกำลังอยู่ที่ภูเขาอู้หมิงในช่วงนี้พ่ะย่ะค่ะ"
เอ่ยจบเขาก็คุกเข่าลงบนพื้นเพื่อขอรับการลงโทษ "ฝ่าบาท ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกระหม่อมไร้ความสามารถ จึงไม่อาจคุ้มครองความปลอดภัยของพระองค์ได้ เป็นความผิดของกระหม่อมเอง ขอฝ่าบาททรงลงอาญาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
"ลุกขึ้นเถิด เรื่องนี้ไม่โทษเจ้าหรอก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เว่ยจิ่งเซวียนกลับยังคงก้มหน้าคุกเข่าอยู่อย่างนั้น
เฮ่อเหลียนหรงจิ่วปั้นหน้าขรึมแล้วเอ่ย "เจิ้นสั่งให้เจ้าลุกขึ้น เว่ยจิ่งเซวียน นี่เจ้าคิดจะขัดราชโองการอย่างนั้นหรือ?"
"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" เว่ยจิ่งเซวียนจำต้องหยัดกายลุกขึ้นยืน
"ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ ว่าพวกเราเติบโตมาด้วยกัน ในยามที่ไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย ก็เรียกข้าว่าพี่เก้าเหมือนอย่างเคยเถิด"
เฮ่อเหลียนหรงจิ่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาว
"เรื่องเมื่อวานนี้ข้าไม่ได้โทษเจ้าเลยจริงๆ พวกเราก็ไม่ได้เพิ่งจะเคยออกไปล่าสัตว์ด้วยกันเป็นครั้งแรกเสียหน่อย จะโทษก็ต้องโทษที่เมื่อวานนี้ดวงของพวกเรามันกุดนัก เพิ่งจะสลัดหนีองครักษ์เสวียนอู่พ้น ก็ดันไปวิ่งชนกับพวกโจรเหล่านั้นเข้าพอดี"
[จบตอน]