เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10: ความช่วยเหลือจากเศรษฐินีสาว

บทที่ 10: ความช่วยเหลือจากเศรษฐินีสาว

บทที่ 10: ความช่วยเหลือจากเศรษฐินีสาว


เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวเจี้ยนยวี่ก็เริ่มลนลานขึ้นมาทันที

เป้าหมายหลักในการมาเยือนตระกูลเหยียนของเขาในครั้งนี้ คือการคว้าเงินลงทุนมูลค่า 50 ล้านหยวนจากเหยียนซื่อเวนเจอร์แคปิตอลกลับไป แต่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า... คำพูดไม่กี่คำของซูลั่ว จะสอยโครงการที่เครือห่าวตากรุ๊ปวางแผนมาอย่างยาวนานจนร่วงไม่เป็นท่า เงิน 50 ล้านหยวนที่แทบจะลอยมาเข้ากระเป๋าอยู่รำไรกลับมลายหายไปในพริบตา

การโดนทำลายขุมทรัพย์ก้อนโตต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ มีหรือที่จ้าวเจี้ยนยวี่จะยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ

"คุณอาครับ แต่ว่า..."

"นอกจากนี้ อาเห็นด้วยกับมุมมองของเสี่ยวลั่วเกี่ยวกับกระแสธุรกิจฟิตเนสเป็นพิเศษ ยุคทองของอุตสาหกรรมฟิตเนสมันผ่านพ้นไปนานแล้ว การบุ่มบ่ามกระโจนเข้าสู่สมรภูมินี้ในตอนนี้ อย่าว่าแต่จะได้กินเนื้อเลย แม้แต่น้ำซุปก็คงไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้" เหยียนปิ่งจวินเอ่ยขัดจังหวะจ้าวเจี้ยนยวี่ทันควัน

เหยียนลั่วเสวี่ยรีบส่งลูกคู่ช่วยสนับสนุนอยู่ข้างๆ "จริงด้วยค่ะคุณพ่อ เดี๋ยวนี้เทรนด์การออกกำลังกายที่บ้านกำลังมาแรง วัยรุ่นหันมาเปิดคลิปสั้นออกกำลังกายตามอินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนสกันทั้งนั้น จำนวนคนที่เข้ายิมลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ~"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เหยียนลั่วเสวี่ยก็จงใจเปิดฉากโชว์ความหวานหยดย้อยต่อหน้าต่อตาทุกคน

เธอเอื้อมมือไปโอบแขนของซูลั่ว พลางเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขา "ที่รักเก่งที่สุดเลยค่ะ มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าโครงการนี้มีปัญหา และพวกเราไม่ควรเสี่ยงลงทุนด้วย~"

เมื่อเห็นผู้หญิงที่ตนเองเฝ้าถวิลหามาแสนนานกำลังทำตัวออดอ้อนคลอเคลียกับชายอื่น จ้าวเจี้ยนยวี่ก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น เงินก็ไม่ได้ถมเข้ากระเป๋า แถมผู้หญิงยังโดนคนอื่นคาบไปรับประทานต่อหน้าต่อตา—นี่มันสูญเสียทั้งเงินทั้งกล่องชัดๆ!

บัดซบเอ๊ย! ถ้าวันนี้กูไม่ได้สยบไอ้เด็กนี่ให้หน้าหงาย วันหน้าคงไม่มีหน้าไปสู้หน้าใครในสังคมได้อีก

จ้าวเจี้ยนยวี่สะกดกลั้นเพลิงโทสะเอาไว้ ก่อนจะหันไปมองซูลั่วพร้อมรอยยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้นมา

"พูดวิจารณ์อยู่ข้างนอกน่ะมันง่ายครับ ในเมื่อคุณบอกว่าเทรนด์ฟิตเนสมันไม่รุ่ง งั้นก็เชิญคุณลองชี้แนะหน่อยซิว่า เทรนด์แบบไหนกันแน่ที่เรียกว่าดีจริง?"

ทันทีที่สิ้นประโยคนี้ ทุกคนในที่นั้นต่างมองออกทันทีว่ามันคือกับดัก เห็นได้ชัดว่าจ้าวเจี้ยนยวี่กำลังจงใจแก้แค้นซูลั่ว ไม่ว่าซูลั่วจะเอ่ยถึงเทรนด์ไหนหรือคาดการณ์อุตสาหกรรมใดในอนาคตออกมา จ้าวเจี้ยนยวี่ก็พร้อมที่จะยกเหตุผลมาหักล้างในมุมตรงกันข้ามอย่างแน่นอน เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอุตสาหกรรมไหนจะทำเงินในอนาคต ดังนั้นจ้าวเจี้ยนยวี่จึงมั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะโต้เถียงได้ทุกประตู

นี่คือแผนการของจ้าวเจี้ยนยวี่: ไม่ว่าแกจะพูดอะไรมา ฉันก็จะคัดค้านและเถียงกับแกให้ถึงที่สุด! ถ้าแกพูดผิด ฉันจะเหยียบย่ำซ้ำเติม ถ้าแกพูดถูก ฉันก็จะแย้งคำพูดแกอยู่ดี ไม่ว่าจะทางไหนฉันก็ชนะ!

เหยียนลั่วเสวี่ยมองทะลุอุบายของจ้าวเจี้ยนยวี่ทันที เธอแอบบีบแขนซูลั่วเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณเตือนไม่ให้เขาหุนหันพลันแล่นตอบตกลง เธอรู้ดีว่าซูลั่วไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนหรือการเงินเลยแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้ในวีแชต ตอนที่เหยียนลั่วเสวี่ยเปรยว่าเธอทำธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนเป็นหลัก 'ซูลั่ว' พยายามจะหาเรื่องคุยเพื่อสร้างความสนิทสนมด้วยการโม้เรื่องการลงทุน ซึ่งความรู้ของเขาเรียกได้ว่ามั่วซั่วเละเทะไม่มีชิ้นดี ในตอนนั้นเหยียนลั่วเสวี่ยก็ตระหนักได้แล้วว่าเด็กมหาวิทยาลัยคนนี้เก่งแต่ปากเท่านั้น การที่เขาคว่ำโครงการของห่าวตากรุ๊ปได้เมื่อครู่ คงเป็นเพราะดวงดีเดาสุ่มถูกเฉลยพอดี

ถึงแม้เหยียนลั่วเสวี่ยจะไม่ชอบนิสัยขี้คุยของซูลั่ว แต่ในเวลานี้เธอไม่อยากเห็นเขาโดนจ้าวเจี้ยนยวี่ต้อนจนมุมและเยาะเย้ยถากถาง ดังนั้นเธอจึงส่งสัญญาณเตือนอย่างลับๆ ไม่ให้ซูลั่วหลงกลตกหลุมพราง พูดน้อยความผิดก็น้อย

แต่ทว่า... เหยียนปิ่งจวิน บิดาของเธอ กลับเอ่ยปากขึ้นมาเสียก่อน

"เสี่ยวลั่ว ในเมื่อเสี่ยวจ้าวติดอยู่ในกรอบจนมองภาพกว้างไม่เห็น งั้นเธอในฐานะคนนอกลองแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์ในอนาคตหน่อยเป็นไง? อาก็อยากฟังทัศนคติของคนรุ่นใหม่แบบพวกเธอเหมือนกัน"

"คุณอาพูดถูกที่สุดครับ! ผมเองก็ตั้งตารอที่จะได้รับฟังทัศนะอันเฉียบคมจากพี่ซูลั่วเหมือนกัน เชิญชี้แนะพวกเราด้วยครับ!" จ้าวเจี้ยนยวี่ยิ้มเยาะพลางผายมือเชื้อเชิญซูลั่วอย่างท้าทาย

เหยียนลั่วเสวี่ยเริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที เธอหันไปมองเหยียนปิ่งจวิน "โธ่ คุณพ่อคะ! ซูลั่วเขาไม่ได้เรียนจบสายตรงด้านการลงทุนมานะคะ อีกอย่าง เรื่องเทรนด์อนาคตเนี่ย ใครมันจะไปคาดเดาได้อย่างแม่นยำล่ะคะ?"

"ตระกูลของเราคลุกคลีอยู่ในวงการการลงทุนมาหลายสิบปี ขนาดพวกเราเองยังไม่กล้าการันตีเลยว่าจะมองเทรนด์ต่อไปออกอย่างทะลุปรุโปร่ง นับประสาอะไรกับซูลั่วที่เป็นแค่เด็กมหาวิทยาลัยที่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำค่ะ~"

เมื่อเห็นเหยียนลั่วเสวี่ยพยายามหาทางหนีทีไล่ให้ซูลั่ว จ้าวเจี้ยนยวี่ก็รีบไล่ต้อนไม่ยอมปล่อย "เมื่อกี้ตอนที่พี่ซูลั่ววิเคราะห์ว่าทำไมโครงการห่าวตาของเราถึงไปไม่รอด ฟังดูเป็นมืออาชีพมากเลยนะครับ ดูไม่เหมือนคนที่ไม่เข้าใจเรื่องการลงทุนเลยสักนิด"

"ผมแค่ยากฟังมุมมองของพี่ซูลั่วเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อจะได้ศึกษาเรียนรู้ไว้ จะได้ไม่ต้องไปลงทุนในโครงการที่ตกยุคอย่างพวกยิมออกกำลังกายอีกในวันข้างหน้า"

เหยียนปิ่งจวินพยักหน้าเห็นด้วย "เสี่ยวลั่ว ไม่ต้องกดดันตัวเองไปหรอก เมื่อกี้เรื่องวัตถุโบราณเธอยังแสดงฝีมือได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้น อาก็เลยอยากจะเห็นวิสัยทัศน์การตัดสินใจของเธอต่อเทรนด์ธุรกิจถัดไปด้วยน่ะ"

"คุณพ่อคะ! เลิกกดดันซูลั่วได้แล้วค่ะ ถ้าการคาดเดาเทรนด์ในอนาคตมันง่ายขนาดนั้น คนทุกคนบนโลกนี้ก็คงเป็นนักลงทุนกันไปหมดแล้ว~" เหยียนลั่วเสวี่ยยังคงพยายามกู้สถานการณ์อย่างสุดความสามารถ

เธอรู้ดีว่าทันทีที่ซูลั่วอดรนทนไม่ไหวแล้วโพล่งพูดอะไรที่ไร้เดียงสาออกมาเหมือนในวีแชต จ้าวเจี้ยนยวี่จะเหยียบเขาจมดินอย่างไร้ความปราณีแน่นอน เธอไม่มีวันยอมให้อุบายของจ้าวเจี้ยนยวี่ประสบความสำเร็จเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม เหยียนปิ่งจวินดูเหมือนจะกระตือรือร้นและอยากใช้โอกาสนี้ในการทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของซูลั่วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

"ดูเธอทำตัวเข้าซิลูก พ่อไปกดดันเสี่ยวลั่วตอนไหนกัน? ก็แค่นั่งคุยกันสัพเพเหระ คิดมากไปได้"

"คุณพ่อคะ แต่ว่า..."

"แต่ว่าอะไร?"

สีหน้าของเหยียนปิ่งจวินเริ่มขรึมลงเล็กน้อย เหยียนลั่วเสวี่ยจึงไม่กล้าเอ่ยปากแย้งต่อ แต่แรงบีบที่มือของเธอตรงแขนซูลั่วกลับกระชับแน่นขึ้น เพื่อส่งสัญญาณเตือนขั้นเด็ดขาดว่าห้ามตอบรับเด็ดขาด

ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ ซูลั่วกลับวางมือทับลงบนมือของเหยียนลั่วเสวี่ย พลางตบเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม

มันราวกับว่าเขากำลังบอกเธอว่าไม่ต้องเป็นกังวล จากนั้นซูลั่วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเหยียนปิ่งจวิน

"คุณอาพูดถูกครับ มันก็แค่การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันธรรมดา แต่ว่า..."

ซูลั่วเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มแฝงความลังเลใจเล็กน้อย "เทรนด์อุตสาหกรรมในอนาคตที่ผมคาดการณ์ไว้ว่าสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลนั้นมีอยู่ค่อนข้างเยอะ ผมเลยไม่แน่ใจว่าคุณอาอยากจะฟังเรื่องของอุตสาหกรรมไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ?"

ทันทีที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนในห้องโถงต่างพากันตะลึงงัน

พวกเขานึกว่าซูลั่วจะอ้ำอึ้งจนนึกเทรนด์ไม่ออกแม้แต่อย่างเดียว แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเขามีข้อมูลอยู่เต็มหัวจนเลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี

จ้าวเจี้ยนยวี่หัวเราะเยาะในใจด้วยความเดือดดาล เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ซูลั่วพ่นเรื่องเหลวไหลไร้สาระออกมามากกว่านี้ เพื่อที่เขาจะได้รุมสับให้เละเทะไม่มีชิ้นดี

"โอ้? ดูท่าเสี่ยวลั่วจะศึกษาลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจในอนาคตมาไม่น้อยเลยสินะ? ถ้าอย่างนั้นก็เชิญพูดได้ตามสบายเลย อาพร้อมจะรับฟังอย่างตั้งใจ" เหยียนปิ่งจวินเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

"ได้ครับ งั้นผมจะสรุปภาพรวมให้ฟังคร่าวๆ แล้วกันนะครับ"

ก่อนที่จะก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลเหยียน ซูลั่วได้รับรางวัล "เนตรดวงใจปันผล" มาครอบครองเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้เขาสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนปันผลสูงลิ่วในอนาคต—ประเภทที่ลงทุนไปแล้วจะได้รับผลตอบแทนกลับมาอย่างมหาศาล

"อันที่จริง เริ่มต้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป เทรนด์ธุรกิจสำหรับช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้าค่อนข้างที่จะเผยโฉมออกมาให้เห็นชัดเจนมากแล้วครับ"

"ผมจะขอพูดถึงทิศทางภาพรวมกว้างๆ สองสามด้าน โดยไม่ลงลึกถึงรายละเอียดเฉพาะเจาะจงมากนัก เพราะยังไงนี่ก็เป็นแค่การพูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การนำเสนอแผนงานเพื่อดึงดูดเงินลงทุน"

"อย่างแรกเลยคือ 'เศรษฐกิจคนกลัวสังคม' วัยรุ่นในปัจจุบันมีแนวโน้มต่อต้านการเข้าสังคมและการปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับบริการที่เป็นส่วนตัวและโดดเดี่ยวมากขึ้น"

"ยกตัวอย่างเช่น การสร้างร้านอาหารบริการตนเองแบบไร้คนขับ โรงแรมอัจฉริยะแบบไร้พนักงาน... และธุรกิจอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมในลักษณะนี้โดยเฉพาะ"

"อย่างที่สองคือ 'เศรษฐกิจคนโสด' ปัจจุบันประเทศของเรามีประชากรคนโสดสูงถึง 230 ล้านคน โดยมีคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวถึง 100 ล้านคน และตัวเลขเหล่านี้ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง..."

"คนกลุ่มนี้วุ่นอยู่กับการทำงานจนไม่มีเวลาสำหรับการออกเดทหรือหาคู่ บริการที่เน้นไปที่ชุดอาหารจานเดี่ยวแบบพรีเมียม และความบันเทิงเชิงวัฒนธรรมสำหรับตัวคนเดียวจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญสำหรับพวกเขา"

"ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจรับจ้างอยู่เป็นเพื่อนออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเล่นเกม เพื่อนไปหาหมอ หรือเพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร—บริการที่เน้นการมอบมูลค่าทางอารมณ์และเป็นที่พึ่งพาทางจิตใจ หากคำนวณจากขนาดเมืองในระดับเมืองปินไห่ ยอดขายต่อวันอาจพุ่งสูงถึงราวๆ 50,000 หยวน โดยมีกำไรขั้นต้นสูงถึง 40% ถึง 60% เลยทีเดียวครับ"

"อย่างที่สามคือ 'เศรษฐกิจบำบัดความเครียด'..."

...

ขณะที่ซูลั่วเริ่มแจกแจงวิเคราะห์เทรนด์เศรษฐกิจในอนาคตออกมาเป็นข้อๆ อย่างเป็นระบบระเบียบและมีหลักการ ทุกคนภายในห้องนั่งเล่นต่างพากันตกอยู่ในความเงียบงัน

แม้กระทั่งจ้าวเจี้ยนยวี่ที่เตรียมตัวจะอ้าปากคัดค้านเต็มที่ในตอนแรก ก็ถึงกับน้ำท่วมปากพูดไม่ออก

เป็นเพราะว่า... เขาไม่สามารถหาเหตุผลแม้เพียงข้อเดียวมาหักล้างคำพูดของซูลั่วได้เลย—การวิเคราะห์นั้นช่างเฉียบคม ลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยน้ำหนักที่น่าเลื่อมใสอย่างที่สุด!

ทางด้านเหยียนปิ่งจวินเองก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

มุมมองทางธุรกิจที่ก้าวล้ำและมองการณ์ไกลของซูลั่ว... เป็นวิสัยทัศน์ที่แม้แต่นักลงทุนรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์โชกโชนอย่างตัวเขาเอง ก็ยังไม่มีวันมองได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้!

ในเวลานี้... ไม่เพียงแต่เขาจะเปลี่ยนมุมมองและหันมาเลื่อมใสในตัวเด็กหนุ่มที่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยคนนี้ใหม่หมดสิ้นเท่านั้น

เขายังเริ่มเกิดความสนใจอย่างแรงกล้าที่จะควักเงินลงทุนในโครงการหลายๆ โครงการที่ซูลั่วเพิ่งจะเอ่ยปากนำเสนอเมื่อครู่นี้อีกด้วย!

จบบทที่ บทที่ 10: ความช่วยเหลือจากเศรษฐินีสาว

คัดลอกลิงก์แล้ว