- หน้าแรก
- ซ่อนกลรัก สะดุดใจยัยไฮโซ
- บทที่ 9: เหตุผลที่เถียงไม่ออกอย่างคาดไม่ถึง
บทที่ 9: เหตุผลที่เถียงไม่ออกอย่างคาดไม่ถึง
บทที่ 9: เหตุผลที่เถียงไม่ออกอย่างคาดไม่ถึง
มุมปากของจ้าวเจี้ยนยวี่กระตุกยิก
‘ไอ้เด็กบ้า แกเพิ่งทำให้ฉันขายหน้าต่อหน้าตระกูลเหยียนไปหยกๆ ฉันยังกังวลอยู่เลยว่าจะไม่มีโอกาสเอาคืนให้แกกลายเป็นตัวตลก แต่นี่แกกลับวิ่งแจ้นเข้ามาในแนวรบของฉันเองเลยนะ?’
‘ต่อให้เรื่องวัตถุโบราณเมื่อกี้ฉันจะไม่สันทัดและแกแค่โชคดีฟลุ๊กๆ ก็เถอะ!’
‘แต่วงการที่เรากำลังพูดถึงกันตอนนี้มันคืออสังหาริมทรัพย์!’
‘ห่าวต้ากรุ๊ปเติบโตมาจากธุรกิจอสังหาฯ มันคือทางถนัดของฉันเลยล่ะ ฉันจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนแกให้หลาบจำ!’
‘แล้วก็กู้ศักดิ์ศรีของตัวเองคืนมาต่อหน้าเหยียนเหยียนด้วย!’
เมื่อคิดได้ดังนั้น คิ้วที่ขมวดมุ่นของจ้าวเจี้ยนยวี่ก็คลายออกพลางเอ่ยขึ้น "อะไรกัน? นายสนใจเรื่องอสังหาริมทรัพย์กับเขาด้วยเหรอ?"
ซูลั่วส่ายหน้า "ฉันไม่ได้สนใจธุรกิจขาลงที่กำลังจะเจ๊งหรอกนะ"
จ้าวเจี้ยนยวี่เอ่ยขึ้นด้วยความโมโหเล็กๆ "อย่าพูดจาเพ้อเจ้อถ้าไม่มีความรู้! ตาข้างไหนของนายที่มองว่าอสังหาฯ เป็นธุรกิจขาลงกัน?"
"ถ้าไม่ใช่ธุรกิจขาลง แล้วทำไมพวกนายต้องเปลี่ยนตึกที่พักอาศัยให้กลายเป็นยิมล่ะ?" ซูลั่วตอกกลับ
"ฉัน... ฉันก็แค่ดำเนินนโยบายตามกระแสรักสุขภาพของคนในชาติ และคว้าโอกาสเติบโตในเทรนด์ใหญ่ครั้งต่อไปต่างหาก!" จ้าวเจี้ยนยวี่แก้ตัว
"แต่เทรนด์คนเห่อเข้ายิมมันเพิ่งจะซบเซาไปตั้งนานแล้วนะ" ซูลั่วพูดจาแดกดัน
"นายรู้ด้วยเหรอว่าอะไรคือเทรนด์? ฉันน่ะเรียนจบเกียรตินิยมด้านการลงทุนมาจากฮาร์วาร์ดเชียวนะ แล้วไอ้เด็กคณะสัตวบาลและการประมงอย่างนายจะไปรู้อะไร?" จ้าวเจี้ยนยวี่ขุดภูมิหลังการศึกษาของตัวเองขึ้นมาข่ม
ทว่าเหยียนปิ่งจวินกลับไม่เห็นด้วย "เสี่ยวจ้าว นายพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ใบปริญญามันไม่ได้ตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่างหรอกนะ"
"อย่างเรื่องหม้อสามขาหยกปลอมเมื่อกี้ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะแยกแยะได้เพียงเพราะนายเรียนจบสูงๆ มาเสียหน่อย"
"ในเมื่อเสี่ยวซูมีความคิดเห็นของตัวเองเกี่ยวกับโครงการตึกฟิตเนสนี้ ก็ลองปล่อยให้เขาพูดดูเถอะ ทุกคนจะได้แสดงทัศนะในมุมมองที่เท่าเทียมกัน"
เมื่อเห็นเหยียนปิ่งจวินเปิดทางให้ขนาดนี้ จ้าวเจี้ยนยวี่จึงไม่อาจพูดอะไรได้มากนัก
เหยียนปิ่งจวินหันไปมองซูลั่ว "เสี่ยวซู จากที่เธอพูดมาเมื่อกี้ ดูเหมือนเธอจะมีความคลางแคลงใจเกี่ยวกับโครงการในเขตปินซานนี้ใช่ไหม?"
ซูลั่วพยักหน้า "ครับ เขตปินซานน่ะอย่าว่าแต่ตึกฟิตเนสทั้งตึกเลย แค่ยิมธรรมดาๆ สักร้านก็ยังไม่เหมาะที่จะไปเปิดเลยด้วยซ้ำ"
"ทำไมล่ะ?" เหยียนปิ่งจวินถามต่อ
ซูลั่วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดแผนที่แล้วยื่นไปตรงหน้าเหยียนปิ่งจวิน "คุณอาครับ เขตปินซานเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดในเมืองปินไฮ่ มันอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกไปตั้ง 50 กิโลเมตร"
"ทุกวันนี้ยิมมีเปิดอยู่เกลื่อนกลาดทุกตรอกซอกซอย และในเอกสารเสนอโครงการของห่าวต้ากรุ๊ปก็ระบุไว้ว่า อุปกรณ์ฟิตเนสของพวกเขาก็เหมือนๆ กับยิมทั่วไป"
"ในเมื่อเป็นแบบนั้น จะมีคนเมืองคนไหนยอมขับรถไปกลับตั้ง 100 กิโลเมตร เพื่อแค่ไปเข้ายิมที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อยกันครับ?"
เหยียนปิ่งจวินพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นเป็นปัญหาจริงๆ เขตปินซานมันอยู่ไกลจากตัวเมืองมากเกินไปจริงๆ"
จ้าวเจี้ยนยวี่ยังคงมีท่าทีเชื่อมั่นในตัวเอง "เรื่องที่เขตปินซานอยู่ไกลจากใจกลางเมืองมันคือเรื่องจริง แต่ค่าที่ดินมันก็ถูกมากเช่นกัน!"
"ถ้าโครงการตึกฟิตเนสนี้ไปสร้างอยู่ใจกลางเมือง ต้นทุนการลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยห้าเท่า"
"อีกอย่าง ในเมื่อโครงการของเราตั้งอยู่ในเขตปินซาน กลุ่มเป้าหมายของเราจึงไม่ใช่คนในเมือง แต่เป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตปินซานต่างหาก"
"ถึงแม้เขตปินซานจะห่างไกล แต่ก็มีประชากรแฝงและประชากรในพื้นที่รวมกันถึง 100,000 คน"
"พวกเราคำนวณงบประมาณมาแล้ว ในบรรดาประชากร 100,000 คนนี้ ขอแค่มี 1,000 คนเข้ามาเป็นลูกค้าของเรา โครงการตึกฟิตเนสนี้ก็สามารถทำกำไรและอยู่รอดได้แล้ว"
"อัตราการเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากสำหรับโครงการระดับนี้"
เหยียนปิ่งจวินครุ่นคิด "คน 1,000 คนจากทั้งหมด 100,000 คนที่จะยอมเข้ายิม... เรื่องนี้มันก็ไม่น่าจะยากเกินไปจริงๆ นั่นแหละ"
"ถูกต้องครับคุณอา เกณฑ์ลูกค้าแค่ 1,000 คนจากประชากรแสนคนเนี่ย ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากแล้วครับ" จ้าวเจี้ยนยวี่รีบผสมโรง
เหยียนปิ่งจวินหันไปมองซูลั่วอีกครั้ง "เสี่ยวซู เธอคิดยังไงกับอัตราส่วนลูกค้าหนึ่งเปอร์เซ็นต์นี้?"
"คุณอาครับ ผมคิดว่าในบรรดาคนแสนคนนั้น จะไม่มีใครยอมเหยียบเข้าไปในยิมเลยแม้แต่คนเดียวครับ" ซูลั่วตอบ
จ้าวเจี้ยนยวี่: "..."
‘ไอ้หมอนี่มันจะไม่ยอมหยุดพูดจาขวานผ่าซากให้คนอื่นช็อกใช่ไหม!’
ตั้งแต่เมื่อกี้จนถึงตอนนี้ ซูลั่วคอยพูดจาขัดคอเขาตลอดเวลา
ตอนแรกก็บอกว่าเขตปินซานอยู่ไกลจากตัวเมืองเกินไป คงไม่มีใครบ้าขับรถไปกลับเป็นร้อยกิโลเพื่อไปออกกำลังกายหรอก ซึ่งเรื่องนี้จ้าวเจี้ยนยวี่ยอมรับได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของโครงการไม่ได้โฟกัสไปที่คนในเมืองตั้งแต่แรก แต่เป็นประชากรแสนคนในปินซานต่างหาก พอเขาอุตส่าห์โน้มน้าวให้เหยียนปิ่งจวินเชื่อได้แล้วว่ามีฐานลูกค้าแน่นอน ซูลั่วกลับสาดน้ำเย็นเข้าใส่ด้วยประโยคประชดประชันที่ว่า คนแสนคนจะไม่มีใครเข้ายิมเลยแม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่าจ้าวเจี้ยนยวี่ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
"โครงการนี้ของห่าวต้าผ่านการประเมินจากสถาบันมืออาชีพมาแล้ว อัตราส่วนลูกค้าหนึ่งเปอร์เซ็นต์น่ะเป็นตัวเลขขั้นต่ำที่พวกผู้เชี่ยวชาญเขาประเมินมาให้ต่างหาก"
"แล้วนี่นายกลับมาบอกว่า ประชากรแสนคนในเขตปินซานจะไม่มีใครเข้ายิมเลยสักคนเนี่ยนะ? นายกำลังพูดจาเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี!"
สีหน้าของเหยียนปิ่งจวินก็เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยเช่นกัน เพราะสิ่งที่ซูลั่วพูดมานั้นมันดูเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ ในเขตปินซานมีคนตั้งแสนคน มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะหาคนที่รักการออกกำลังกายไม่ได้เลยสักคนเดียว?
"เสี่ยวซู มุกตลกบางอย่างก็ไม่ควรเอามาพูดเล่นสุ่มสี่สี่ห้านะ" เหยียนปิ่งจวินเตือนด้วยน้ำเสียงมีนัยสำคัญ
"ผมไม่ได้พูดเล่นครับ"
พูดจบ ซูลั่วก็ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในอินเทอร์เน็ตแล้วยื่นโทรศัพท์ไปให้เหยียนปิ่งจวินดู
"นี่คือสถิติจำนวนประชากรของเขตปินซานในช่วงห้าปีที่ผ่านมาครับ"
"ประชากรแสนคนในเขตปินซานไม่ใช่ชาวเมืองทั่วไป แต่พวกเขาคือเกษตรกรครับ"
"ใครๆ ก็รู้ว่าเขตปินซานเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่คอยส่งพืชพรรณ ธัญญาหาร ผักและผลไม้ป้อนเข้าสู่เมืองปินไห่ตลอดทั้งปี ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากหยาดเหงื่อแรงงานของเกษตรกรทั้งแสนคนในพื้นที่ทั้งนั้น"
"พวกเขาต้องออกไปทำนาทำไร่ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น และกลับบ้านตอนพระอาทิตย์ตกดิน การจับจอบเสียม พรวนดิน ดำนา มันคืองานประจำวันของพวกเขาอยู่แล้ว"
"แล้วตอนนี้ พวกนายกำลังจะหาคน 1,000 คนจากกลุ่มเกษตรกรแสนคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมาทั้งวัน ให้ยอมควักเงินจ่ายค่าสมาชิกยิมเพื่อมานั่งยกเวทเหล็กเนี่ยนะ?"
"ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า ถ้ามีคน 1,000 คนทำแบบนั้นจริงๆ แสดงว่าวันนั้นพวกเขาคงยังทำงานในไร่นาไม่หนักพอ"
พอได้ยินประโยคสุดท้าย ทุกคนในที่นั้นแทบจะหลุดมาดกักเก็บอารมณ์กันไม่อยู่
ซูลั่วเริ่มวิเคราะห์ต่อ
"พูดให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ เขตปินซานก็ไม่ต่างอะไรกับพื้นที่ชนบทในอดีตนั่นแหละ"
"การไปสร้างตึกฟิตเนสในเขตปินซาน มันก็มีค่าเท่ากับการไปเปิดยิมกลางหมู่บ้านชาวไร่ชาวนา"
"การทำแบบนี้มันเหมือนกับการไปสร้างห้องน้ำสาธารณะไว้กลางหมู่บ้านจัดสรรนั่นแหละครับ มันคือการทำอะไรที่เกินความจำเป็นและสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง"
"ขนาดพวกพนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน พอเลิกงานยังแทบไม่อยากจะขยับตัวไปเข้ายิมเลย แล้วนับประสาอะไรกับชาวไร่ชาวนาที่เหนื่อยสายตัวแทบขาดจากการทำไร่ไถนามาตลอดทั้งวัน ใครมันจะมีอารมณ์ไปยกลูกเหล็กกัน?"
"ไม่ได้ล้อเล่นนะ ถ้าพวกนายอยากจะหาอะไรไปเปิดในชนบทจริงๆ ไปเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ยังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยเวลาชาวบ้านเหนื่อยๆ มา พวกเขายังได้มานั่งเล่นเกมคลายเครียดด้วยกัน"
"หรือไมน่ก็ไปเปิดร้านกาแฟ โดปอเมริกาโน่เย็นๆ สักแก้วตอนเช้า ให้ชาวไร่ชาวนาได้ตื่นตาตั้งมั่นก่อนจะสะพายจอบออกไปลุยไร่ลุยสวนยังจะเข้าท่ากว่าเลย"
"ฮ่าๆๆๆ!"
เหยียนลั่วเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ อั้นไม่ไหวอีกต่อไปจนต้องระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
จางซูฮวาก็เริ่มหัวเราะตามไปด้วย แม้แต่แม่บ้านที่ยืนอยู่ห่างๆ ยังต้องรีบเอามืออุดปากเพื่อแอบขำ ส่วนเหยียนปิ่งจวินพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถด้วยการยกน้ำชาขึ้นมาจิบแก้เก้อ
ใบหน้าของจ้าวเจี้ยนยวี่เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดงสลับกันไปมา
เพราะว่า... คำพูดของซูลั่วนั้น มันเป็นเหตุผลที่ถูกต้องจนแทบจะเถียงไม่ออกเลยน่ะซี!
อีกฝ่ายใช้ตรรกะที่เรียบง่ายและขวานผ่าซากที่สุดในการอธิบายประเด็น—การไปเปิดยิมในชนบท มีแต่คนที่มีปัญหาทางสมองเท่านั้นแหละที่คิดจะทำ
ห่าวต้ากรุ๊ปมองข้ามข้อเท็จจริงพื้นฐานที่สุดไปอย่างสิ้นเชิง ว่าประชากรแสนคนในเขตปินซานล้วนแล้วแต่เป็นเกษตรกร
อันที่จริงเหยียนปิ่งจวินก็ไม่ได้คิดที่จะยอมควักเงิน 50 ล้านหยวนนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้พอได้ฟังการวิเคราะห์ของซูลั่ว ไม่เพียงแต่ทำให้จ้าวเจี้ยนยวี่น้ำท่วมปากจนเถียงไม่ออกเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เหยียนซื่อเวนเจอร์แคปิตอลหลุดพ้นจากบ่วงนี้ได้อย่างงดงามอีกด้วย
ตอนนี้เหยียนปิ่งจวินสามารถปฏิเสธการลงทุนที่แสนจะงี่เง่านี้ได้อย่างชอบธรรมแล้ว
"เสี่ยวจ้าว อาคิดว่าการวิเคราะห์ของเสี่ยวซูมีเหตุผลมากเลยนะ โครงการของห่าวต้าข้อนี้ของพวกเธอคงต้องกลับไปทบทวนให้ดีๆ อีกรอบแล้วล่ะ ไม่เพียงแต่ความเสี่ยงจะสูงเกินไปเท่านั้น แต่มันยังมีจุดที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่เต็มไปหมดจริงๆ"
"ส่วนเรื่องเงินลงทุนนั้น..."
"เหยียนซื่อเวนเจอร์แคปิตอล ขอผ่านสำหรับโครงการนี้แล้วกันนะ"