เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9: เหตุผลที่เถียงไม่ออกอย่างคาดไม่ถึง

บทที่ 9: เหตุผลที่เถียงไม่ออกอย่างคาดไม่ถึง

บทที่ 9: เหตุผลที่เถียงไม่ออกอย่างคาดไม่ถึง


มุมปากของจ้าวเจี้ยนยวี่กระตุกยิก

‘ไอ้เด็กบ้า แกเพิ่งทำให้ฉันขายหน้าต่อหน้าตระกูลเหยียนไปหยกๆ ฉันยังกังวลอยู่เลยว่าจะไม่มีโอกาสเอาคืนให้แกกลายเป็นตัวตลก แต่นี่แกกลับวิ่งแจ้นเข้ามาในแนวรบของฉันเองเลยนะ?’

‘ต่อให้เรื่องวัตถุโบราณเมื่อกี้ฉันจะไม่สันทัดและแกแค่โชคดีฟลุ๊กๆ ก็เถอะ!’

‘แต่วงการที่เรากำลังพูดถึงกันตอนนี้มันคืออสังหาริมทรัพย์!’

‘ห่าวต้ากรุ๊ปเติบโตมาจากธุรกิจอสังหาฯ มันคือทางถนัดของฉันเลยล่ะ ฉันจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนแกให้หลาบจำ!’

‘แล้วก็กู้ศักดิ์ศรีของตัวเองคืนมาต่อหน้าเหยียนเหยียนด้วย!’

เมื่อคิดได้ดังนั้น คิ้วที่ขมวดมุ่นของจ้าวเจี้ยนยวี่ก็คลายออกพลางเอ่ยขึ้น "อะไรกัน? นายสนใจเรื่องอสังหาริมทรัพย์กับเขาด้วยเหรอ?"

ซูลั่วส่ายหน้า "ฉันไม่ได้สนใจธุรกิจขาลงที่กำลังจะเจ๊งหรอกนะ"

จ้าวเจี้ยนยวี่เอ่ยขึ้นด้วยความโมโหเล็กๆ "อย่าพูดจาเพ้อเจ้อถ้าไม่มีความรู้! ตาข้างไหนของนายที่มองว่าอสังหาฯ เป็นธุรกิจขาลงกัน?"

"ถ้าไม่ใช่ธุรกิจขาลง แล้วทำไมพวกนายต้องเปลี่ยนตึกที่พักอาศัยให้กลายเป็นยิมล่ะ?" ซูลั่วตอกกลับ

"ฉัน... ฉันก็แค่ดำเนินนโยบายตามกระแสรักสุขภาพของคนในชาติ และคว้าโอกาสเติบโตในเทรนด์ใหญ่ครั้งต่อไปต่างหาก!" จ้าวเจี้ยนยวี่แก้ตัว

"แต่เทรนด์คนเห่อเข้ายิมมันเพิ่งจะซบเซาไปตั้งนานแล้วนะ" ซูลั่วพูดจาแดกดัน

"นายรู้ด้วยเหรอว่าอะไรคือเทรนด์? ฉันน่ะเรียนจบเกียรตินิยมด้านการลงทุนมาจากฮาร์วาร์ดเชียวนะ แล้วไอ้เด็กคณะสัตวบาลและการประมงอย่างนายจะไปรู้อะไร?" จ้าวเจี้ยนยวี่ขุดภูมิหลังการศึกษาของตัวเองขึ้นมาข่ม

ทว่าเหยียนปิ่งจวินกลับไม่เห็นด้วย "เสี่ยวจ้าว นายพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ใบปริญญามันไม่ได้ตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่างหรอกนะ"

"อย่างเรื่องหม้อสามขาหยกปลอมเมื่อกี้ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะแยกแยะได้เพียงเพราะนายเรียนจบสูงๆ มาเสียหน่อย"

"ในเมื่อเสี่ยวซูมีความคิดเห็นของตัวเองเกี่ยวกับโครงการตึกฟิตเนสนี้ ก็ลองปล่อยให้เขาพูดดูเถอะ ทุกคนจะได้แสดงทัศนะในมุมมองที่เท่าเทียมกัน"

เมื่อเห็นเหยียนปิ่งจวินเปิดทางให้ขนาดนี้ จ้าวเจี้ยนยวี่จึงไม่อาจพูดอะไรได้มากนัก

เหยียนปิ่งจวินหันไปมองซูลั่ว "เสี่ยวซู จากที่เธอพูดมาเมื่อกี้ ดูเหมือนเธอจะมีความคลางแคลงใจเกี่ยวกับโครงการในเขตปินซานนี้ใช่ไหม?"

ซูลั่วพยักหน้า "ครับ เขตปินซานน่ะอย่าว่าแต่ตึกฟิตเนสทั้งตึกเลย แค่ยิมธรรมดาๆ สักร้านก็ยังไม่เหมาะที่จะไปเปิดเลยด้วยซ้ำ"

"ทำไมล่ะ?" เหยียนปิ่งจวินถามต่อ

ซูลั่วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดแผนที่แล้วยื่นไปตรงหน้าเหยียนปิ่งจวิน "คุณอาครับ เขตปินซานเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดในเมืองปินไฮ่ มันอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกไปตั้ง 50 กิโลเมตร"

"ทุกวันนี้ยิมมีเปิดอยู่เกลื่อนกลาดทุกตรอกซอกซอย และในเอกสารเสนอโครงการของห่าวต้ากรุ๊ปก็ระบุไว้ว่า อุปกรณ์ฟิตเนสของพวกเขาก็เหมือนๆ กับยิมทั่วไป"

"ในเมื่อเป็นแบบนั้น จะมีคนเมืองคนไหนยอมขับรถไปกลับตั้ง 100 กิโลเมตร เพื่อแค่ไปเข้ายิมที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อยกันครับ?"

เหยียนปิ่งจวินพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นเป็นปัญหาจริงๆ เขตปินซานมันอยู่ไกลจากตัวเมืองมากเกินไปจริงๆ"

จ้าวเจี้ยนยวี่ยังคงมีท่าทีเชื่อมั่นในตัวเอง "เรื่องที่เขตปินซานอยู่ไกลจากใจกลางเมืองมันคือเรื่องจริง แต่ค่าที่ดินมันก็ถูกมากเช่นกัน!"

"ถ้าโครงการตึกฟิตเนสนี้ไปสร้างอยู่ใจกลางเมือง ต้นทุนการลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยห้าเท่า"

"อีกอย่าง ในเมื่อโครงการของเราตั้งอยู่ในเขตปินซาน กลุ่มเป้าหมายของเราจึงไม่ใช่คนในเมือง แต่เป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตปินซานต่างหาก"

"ถึงแม้เขตปินซานจะห่างไกล แต่ก็มีประชากรแฝงและประชากรในพื้นที่รวมกันถึง 100,000 คน"

"พวกเราคำนวณงบประมาณมาแล้ว ในบรรดาประชากร 100,000 คนนี้ ขอแค่มี 1,000 คนเข้ามาเป็นลูกค้าของเรา โครงการตึกฟิตเนสนี้ก็สามารถทำกำไรและอยู่รอดได้แล้ว"

"อัตราการเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากสำหรับโครงการระดับนี้"

เหยียนปิ่งจวินครุ่นคิด "คน 1,000 คนจากทั้งหมด 100,000 คนที่จะยอมเข้ายิม... เรื่องนี้มันก็ไม่น่าจะยากเกินไปจริงๆ นั่นแหละ"

"ถูกต้องครับคุณอา เกณฑ์ลูกค้าแค่ 1,000 คนจากประชากรแสนคนเนี่ย ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากแล้วครับ" จ้าวเจี้ยนยวี่รีบผสมโรง

เหยียนปิ่งจวินหันไปมองซูลั่วอีกครั้ง "เสี่ยวซู เธอคิดยังไงกับอัตราส่วนลูกค้าหนึ่งเปอร์เซ็นต์นี้?"

"คุณอาครับ ผมคิดว่าในบรรดาคนแสนคนนั้น จะไม่มีใครยอมเหยียบเข้าไปในยิมเลยแม้แต่คนเดียวครับ" ซูลั่วตอบ

จ้าวเจี้ยนยวี่: "..."

‘ไอ้หมอนี่มันจะไม่ยอมหยุดพูดจาขวานผ่าซากให้คนอื่นช็อกใช่ไหม!’

ตั้งแต่เมื่อกี้จนถึงตอนนี้ ซูลั่วคอยพูดจาขัดคอเขาตลอดเวลา

ตอนแรกก็บอกว่าเขตปินซานอยู่ไกลจากตัวเมืองเกินไป คงไม่มีใครบ้าขับรถไปกลับเป็นร้อยกิโลเพื่อไปออกกำลังกายหรอก ซึ่งเรื่องนี้จ้าวเจี้ยนยวี่ยอมรับได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของโครงการไม่ได้โฟกัสไปที่คนในเมืองตั้งแต่แรก แต่เป็นประชากรแสนคนในปินซานต่างหาก พอเขาอุตส่าห์โน้มน้าวให้เหยียนปิ่งจวินเชื่อได้แล้วว่ามีฐานลูกค้าแน่นอน ซูลั่วกลับสาดน้ำเย็นเข้าใส่ด้วยประโยคประชดประชันที่ว่า คนแสนคนจะไม่มีใครเข้ายิมเลยแม้แต่คนเดียว

แน่นอนว่าจ้าวเจี้ยนยวี่ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

"โครงการนี้ของห่าวต้าผ่านการประเมินจากสถาบันมืออาชีพมาแล้ว อัตราส่วนลูกค้าหนึ่งเปอร์เซ็นต์น่ะเป็นตัวเลขขั้นต่ำที่พวกผู้เชี่ยวชาญเขาประเมินมาให้ต่างหาก"

"แล้วนี่นายกลับมาบอกว่า ประชากรแสนคนในเขตปินซานจะไม่มีใครเข้ายิมเลยสักคนเนี่ยนะ? นายกำลังพูดจาเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี!"

สีหน้าของเหยียนปิ่งจวินก็เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยเช่นกัน เพราะสิ่งที่ซูลั่วพูดมานั้นมันดูเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ ในเขตปินซานมีคนตั้งแสนคน มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะหาคนที่รักการออกกำลังกายไม่ได้เลยสักคนเดียว?

"เสี่ยวซู มุกตลกบางอย่างก็ไม่ควรเอามาพูดเล่นสุ่มสี่สี่ห้านะ" เหยียนปิ่งจวินเตือนด้วยน้ำเสียงมีนัยสำคัญ

"ผมไม่ได้พูดเล่นครับ"

พูดจบ ซูลั่วก็ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในอินเทอร์เน็ตแล้วยื่นโทรศัพท์ไปให้เหยียนปิ่งจวินดู

"นี่คือสถิติจำนวนประชากรของเขตปินซานในช่วงห้าปีที่ผ่านมาครับ"

"ประชากรแสนคนในเขตปินซานไม่ใช่ชาวเมืองทั่วไป แต่พวกเขาคือเกษตรกรครับ"

"ใครๆ ก็รู้ว่าเขตปินซานเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่คอยส่งพืชพรรณ ธัญญาหาร ผักและผลไม้ป้อนเข้าสู่เมืองปินไห่ตลอดทั้งปี ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากหยาดเหงื่อแรงงานของเกษตรกรทั้งแสนคนในพื้นที่ทั้งนั้น"

"พวกเขาต้องออกไปทำนาทำไร่ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น และกลับบ้านตอนพระอาทิตย์ตกดิน การจับจอบเสียม พรวนดิน ดำนา มันคืองานประจำวันของพวกเขาอยู่แล้ว"

"แล้วตอนนี้ พวกนายกำลังจะหาคน 1,000 คนจากกลุ่มเกษตรกรแสนคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมาทั้งวัน ให้ยอมควักเงินจ่ายค่าสมาชิกยิมเพื่อมานั่งยกเวทเหล็กเนี่ยนะ?"

"ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า ถ้ามีคน 1,000 คนทำแบบนั้นจริงๆ แสดงว่าวันนั้นพวกเขาคงยังทำงานในไร่นาไม่หนักพอ"

พอได้ยินประโยคสุดท้าย ทุกคนในที่นั้นแทบจะหลุดมาดกักเก็บอารมณ์กันไม่อยู่

ซูลั่วเริ่มวิเคราะห์ต่อ

"พูดให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ เขตปินซานก็ไม่ต่างอะไรกับพื้นที่ชนบทในอดีตนั่นแหละ"

"การไปสร้างตึกฟิตเนสในเขตปินซาน มันก็มีค่าเท่ากับการไปเปิดยิมกลางหมู่บ้านชาวไร่ชาวนา"

"การทำแบบนี้มันเหมือนกับการไปสร้างห้องน้ำสาธารณะไว้กลางหมู่บ้านจัดสรรนั่นแหละครับ มันคือการทำอะไรที่เกินความจำเป็นและสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง"

"ขนาดพวกพนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน พอเลิกงานยังแทบไม่อยากจะขยับตัวไปเข้ายิมเลย แล้วนับประสาอะไรกับชาวไร่ชาวนาที่เหนื่อยสายตัวแทบขาดจากการทำไร่ไถนามาตลอดทั้งวัน ใครมันจะมีอารมณ์ไปยกลูกเหล็กกัน?"

"ไม่ได้ล้อเล่นนะ ถ้าพวกนายอยากจะหาอะไรไปเปิดในชนบทจริงๆ ไปเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ยังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยเวลาชาวบ้านเหนื่อยๆ มา พวกเขายังได้มานั่งเล่นเกมคลายเครียดด้วยกัน"

"หรือไมน่ก็ไปเปิดร้านกาแฟ โดปอเมริกาโน่เย็นๆ สักแก้วตอนเช้า ให้ชาวไร่ชาวนาได้ตื่นตาตั้งมั่นก่อนจะสะพายจอบออกไปลุยไร่ลุยสวนยังจะเข้าท่ากว่าเลย"

"ฮ่าๆๆๆ!"

เหยียนลั่วเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ อั้นไม่ไหวอีกต่อไปจนต้องระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

จางซูฮวาก็เริ่มหัวเราะตามไปด้วย แม้แต่แม่บ้านที่ยืนอยู่ห่างๆ ยังต้องรีบเอามืออุดปากเพื่อแอบขำ ส่วนเหยียนปิ่งจวินพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถด้วยการยกน้ำชาขึ้นมาจิบแก้เก้อ

ใบหน้าของจ้าวเจี้ยนยวี่เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดงสลับกันไปมา

เพราะว่า... คำพูดของซูลั่วนั้น มันเป็นเหตุผลที่ถูกต้องจนแทบจะเถียงไม่ออกเลยน่ะซี!

อีกฝ่ายใช้ตรรกะที่เรียบง่ายและขวานผ่าซากที่สุดในการอธิบายประเด็น—การไปเปิดยิมในชนบท มีแต่คนที่มีปัญหาทางสมองเท่านั้นแหละที่คิดจะทำ

ห่าวต้ากรุ๊ปมองข้ามข้อเท็จจริงพื้นฐานที่สุดไปอย่างสิ้นเชิง ว่าประชากรแสนคนในเขตปินซานล้วนแล้วแต่เป็นเกษตรกร

อันที่จริงเหยียนปิ่งจวินก็ไม่ได้คิดที่จะยอมควักเงิน 50 ล้านหยวนนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้พอได้ฟังการวิเคราะห์ของซูลั่ว ไม่เพียงแต่ทำให้จ้าวเจี้ยนยวี่น้ำท่วมปากจนเถียงไม่ออกเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เหยียนซื่อเวนเจอร์แคปิตอลหลุดพ้นจากบ่วงนี้ได้อย่างงดงามอีกด้วย

ตอนนี้เหยียนปิ่งจวินสามารถปฏิเสธการลงทุนที่แสนจะงี่เง่านี้ได้อย่างชอบธรรมแล้ว

"เสี่ยวจ้าว อาคิดว่าการวิเคราะห์ของเสี่ยวซูมีเหตุผลมากเลยนะ โครงการของห่าวต้าข้อนี้ของพวกเธอคงต้องกลับไปทบทวนให้ดีๆ อีกรอบแล้วล่ะ ไม่เพียงแต่ความเสี่ยงจะสูงเกินไปเท่านั้น แต่มันยังมีจุดที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่เต็มไปหมดจริงๆ"

"ส่วนเรื่องเงินลงทุนนั้น..."

"เหยียนซื่อเวนเจอร์แคปิตอล ขอผ่านสำหรับโครงการนี้แล้วกันนะ"

จบบทที่ บทที่ 9: เหตุผลที่เถียงไม่ออกอย่างคาดไม่ถึง

คัดลอกลิงก์แล้ว