- หน้าแรก
- เส้นทางสู่เซียนเริ่มจากการเลี้ยงศิษย์ัตัวน้อย
- ตอนที่ 3 ซ่อมบ้านที่พังทลาย
ตอนที่ 3 ซ่อมบ้านที่พังทลาย
ตอนที่ 3 ซ่อมบ้านที่พังทลาย
ตอนที่ 3 ซ่อมบ้านที่พังทลาย
“เหตุใดแผงข้อมูลนี้ถึงได้คุ้นตานัก”
เฉินเย่อึ้งอยู่นาน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย
นี่มิใช่โปรแกรมช่วยเล่นจากเกม ‘เซียนร่วงหล่น’ ที่เขาเคยใช้ในชาติก่อนหรอกหรือ
เวลาเฉินเย่เล่นเกม ปกติไม่ค่อยชอบใช้โปรแกรมช่วย เพราะมันทำลายประสบการณ์การเล่น
แต่เกมนี้การเพิ่มระดับเคล็ดวิชาและทักษะยากเกินไป เขาจึงจำต้องใช้ตัวช่วย
ขอเพียงใช้ทักษะต่อเนื่อง ก็จะได้รับค่าความชำนาญ
จากเริ่มต้น—สำเร็จเล็กน้อย—สำเร็จใหญ่—สมบูรณ์แบบ และแม้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้วก็ยังสามารถทะลวงต่อไป ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพได้อีก
เมื่อมีแผงข้อมูลนี้ รากวิญญาณห้าธาตุที่เดิมทีฉุดรั้งการพัฒนาของเขา กลับกลายเป็นตัวช่วยยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะรากวิญญาณห้าธาตุหมายความว่าเฉินเย่สามารถฝึกเคล็ดวิชาและอาคมส่วนใหญ่ในโลกบำเพ็ญตนได้!
มือที่ถือมีดหยกของเฉินเย่เริ่มสั่นเล็กน้อย
เฒ่าดำตกใจ
“พี่เฉิน พูดอะไรหน่อยสิ หญ้าชิงหลัวของข้ายังพอช่วยได้หรือไม่”
เม็ดฝนใหญ่เท่าเหรียญทองแดงกระหน่ำลงบนชายคา ขณะที่กลิ่นเผือกร้อน ๆ จากครัวของหลี่ต้าเกิงลอยโชยมา
เฉินเย่ได้กลิ่นแล้วน้ำลายสอ เลียริมฝีปากก่อนเอ่ยว่า
“มีหวัง มีหวัง! เมื่อครู่ข้ากำลังคิดว่าจะจัดการแมลงชนิดนี้อย่างไร”
เขาใช้นิ้วสองนิ้วคีบใบเหี่ยวไว้ มีดหยกกรีดลงตามเส้นใบ แมลงสีดำขนาดเท่าเมล็ดงาที่ปนเลือดเหลวก็ร่วงลงในโคลน
มือของเขาเร็วเกินความคิด ปลายมีดบิดหมุนวูบหนึ่งราวบุปผาผลิบาน
เขาเฉือนเอาแมลงที่ฝังอยู่แถวรากของหญ้าชิงหลัวออกมาได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ทำให้ต้นหญ้าเสียหายแม้แต่น้อย
บนแผงข้อมูล ค่าวิชามีดขจัดโรคเพิ่มขึ้นจาก [150/200] เป็น [170/200] ในทันที
เมื่อจัดการแมลงเสร็จ เฉินเย่กดนิ้วลงบนเส้นใบของหญ้าชิงหลัว ปราณวิญญาณธาตุไม้อันอ่อนโยนไหลผ่านเส้นใบ คอยหล่อเลี้ยงต้นหญ้า
“ซี่—”
หญ้าชิงหลัวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ด้านหลังใบปรากฏจุดดำเล็กเท่าเมล็ดงาหลายสิบจุด ไข่แมลงม้วนตัวเป็นก้อนแล้วกลิ้งร่วงลงมา
เฉินเย่ตาไวมือไว รีบควักธูปเขาแรดครึ่งท่อนออกจากถุงที่เอว ขยี้เศษขนาดเท่าเล็บมือในฝ่ามือจนเกิดควันสีเขียวบาง ๆ
“ไป!”
ควันนั้นเลื้อยขดราวงู พันรอบก้านหญ้า ไข่แมลงแตกปะทุทีละเม็ด ของเหลวสีเขียวอ่อนกระเด็นออกมา
“รักษาเสร็จแล้ว เหมือนเดิม หินวิญญาณหนึ่งก้อนก็พอ...”ฃ
เฉินเย่เช็ดมีดหยกกับขากางเกง แล้วเก็บกลับเข้าถุงอย่างระมัดระวัง
เมื่อได้กลิ่นเผือกหอมสดใหม่ เขาก็เปลี่ยนเรื่อง
“ดึกดื่นเช่นนี้ออกมาทั้งที เอาเผือกให้ข้าเพิ่มอีกสองหัวเถอะ”
เฒ่าดำชะงักไปครู่หนึ่ง ปกติพี่เฉินผู้นี้สนใจแต่ตนเอง มีหินวิญญาณก็เอาไปกินดื่มของดี ๆ เหตุใดวันนี้ถึงสนใจเผือกของเขาขึ้นมา
แต่เขาไม่พูดอะไร รีบเข้าไปในครัว หยิบเผือกร้อน ๆ ออกมาสามหัว แล้วยัดใส่อ้อมแขนเฉินเย่ ทำเอาเฉินเย่ร้อนจนหน้าบิดเบี้ยว
“เอาเผื่อเด็กไปด้วย พี่เฉิน อย่าเอาอารมณ์ไปลงกับเด็ก อย่าใจร้ายเลย”
เฒ่าดำเตือนอย่างจริงใจ จากนั้นจึงค่อย ๆ ล้วงหินวิญญาณก้อนหนึ่งจากกระเป๋าออกมายื่นให้เฉินเย่
เฉินเย่ไม่ได้ตอบ เพราะรู้ดีว่าตอนนี้คำพูดล้วนว่างเปล่า
เมื่อมีแผงค่าความชำนาญ การเลี้ยงศิษย์สักคนย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
เขาไม่สนใจความร้อน กอดเผือกไว้แน่นกับอก
ยามจากมา ฝนยังคงเทกระหน่ำ เขารีบวิ่งกลับกระท่อมผุพัง เพราะกลัวว่าอาหารจะเย็นเสียก่อน เด็กหญิงคนนั้นคงไม่ได้กินอาหารร้อน ๆ มาหลายวันแล้ว
ฟ้าใกล้มืดเต็มที ประตูคดเอียงของกระท่อมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดในสายลม มีแสงสลัวลอดออกมาตามรอยแยก
หัวใจของเขาพลันตึงขึ้น รีบผลักประตูเข้าไป
ชิงจวินกำลังเขย่งปลายเท้าแขวนเสื้อกันฝนไว้บนชั้นไม้ เมื่อได้ยินเสียงเฉินเย่ผลักประตู นางก็ตกใจจนทำเสื้อกันฝนหลุดมือ มันร่วงลงมาคลุมศีรษะนางเต็มไปด้วยฟาง
“ขาเจ้าหายดีแล้วหรือ”
เฉินเย่หอบห่อของร้อน ๆ ไว้ กางเกงยังมีน้ำหยดลงมาไม่หยุด
ชิงจวินรีบก้มลงเก็บเสื้อกันฝนจากพื้น นิ้วของนางถูกฟางตำจนเกิดรอยเลือด น้ำตาร่วงลงมาตามแก้ม
ภายในห้องสะอาดเป็นระเบียบขึ้นแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของเด็กหญิงตัวน้อย
เศษขวดสุราที่แตกถูกกวาดรวมเป็นกองเล็ก ๆ ไว้หลังประตู ชั้นไม้หนัก ๆ ก็ถูกนางพยุงตั้งขึ้นใหม่ ข้าวของที่ล้มกระจัดกระจายถูกจัดเรียงไว้บนชั้นอย่างเรียบร้อย
เด็กคนนี้... ช่างรู้ความเหลือเกิน
หัวใจเฉินเย่ปวดหนึบเล็กน้อย เขาหยิบเผือกออกจากอ้อมแขน
ชิงจวินได้กลิ่นหอมก็เงยใบหน้าเล็กมอมแมมขึ้นมามองเผือกทันที แล้วกลืนน้ำลาย รอยช้ำบนลำคอขยับตามอย่างไม่รู้ตัว
เขาเหลือบมองผ้าพันแผลที่ขาของเด็กหญิง เห็นรอยเลือดซึมออกมา จึงยื่นเผือกหัวใหญ่ที่สุดให้นาง
“อย่าใช้ขามาก นั่งพักนิ่ง ๆ กินตอนร้อน ๆ”
ชิงจวินรับเผือกไว้ราวกับถือถ่านร้อน มือไม้เก้กังไปหมด
นางลอบมองเฉินเย่แวบหนึ่ง เห็นเขาหักเผือกของตนเองออกครึ่งหนึ่ง แล้วกัดกินคำโต
โครก—
ท้องของนางร้องขึ้นมา เด็กหญิงอดไม่ไหวอีกต่อไป ก้มหน้าจิ๋วลงไปกัดเผือกทันที
ความหวานอุ่นไหลผ่านลำคอ
ท่านอาจารย์คงยังคิดจะขายนางเป็นเตาหลอมอยู่ดี
เหมือนเลี้ยงสุนัขให้อ้วนแล้วค่อยเชือด เลี้ยงศิษย์ให้อ้วนแล้วค่อยขาย...
เด็กหญิงเจ็บปวดในใจ ร้องไห้ไปกินไป ตัดสินใจว่าหากต้องตาย ก็ขอเป็นผีที่ได้กินอิ่มก่อนตาย!
เฉินเย่ไม่มีใจจะใส่ใจความคิดของเด็กหญิง หลังจากกินเผือกคำสุดท้ายหมดแล้ว เขาก็เริ่มศึกษาแผงข้อมูล
เพียงคิด แผงข้อมูลก็สามารถปรากฏขึ้นในสายตาได้ แต่กลับไม่มีฟังก์ชันให้กดโต้ตอบใด ๆ
เรียบง่ายและว่างเปล่า ราวกับภาพลวงในใจของเฉินเย่
เขาหยิบชามกระเบื้องใบหนึ่งที่รองน้ำฝนไว้ตรงมุมห้องขึ้นมาล้างหน้า น้ำฝนเย็นเฉียบปนกลิ่นโคลนไหลลงมาตามคอเสื้อ
ความหนาวทำให้เขาสั่นสะท้าน จิตใจมึนงงพลันแจ่มชัดขึ้นทันที
แต่แผงข้อมูลยังคงอยู่ตรงหน้า
“เฮ้อ... ข้าหวังจริง ๆ ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงภาพลวงตา”
เฉินเย่คิดอย่างขมขื่น เอนหลังพิงกำแพงชื้น ๆ ฝนด้านนอกเริ่มซาลง ลมหนาวที่ปนความชื้นไหลผ่านรูรั่วบนหลังคาเข้ามา
เด็กหญิงคุกเข่าอยู่บนเสื่อฟาง กินเผือกอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับผีหิวโหยกลับชาติมาเกิด
นางซีดเซียวและผอมแห้ง ไม่ต่างจากโครงกระดูก แผ่นหลังบอบบางเต็มไปด้วยรอยแส้ซ้อนทับทั้งเก่าและใหม่
แม้ตอนนี้นางจะดูเชื่อฟัง แต่นางเพิ่งพยายามวางยาพิษเขาเมื่อไม่นานมานี้ เป็นไปได้มากว่ายังคิดเล่นงานเขาอยู่
จริงอยู่ เจ้าของร่างเดิมสมควรตาย
แต่ตอนนี้เฉินเย่กลายเป็นคนผู้นั้นไปแล้ว
และสวีชิงจวิน ในอนาคตนางจะกลายเป็นจอมมารหญิงผู้ล้างโลก
เด็กคนนี้จะต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน!
เฉินเย่แตะไปที่แส้ตรงเอวโดยสัญชาตญาณ แส้ขูดกระดูกที่เคยชินยังคงขดอยู่ตรงนั้น ปลายแส้หยาบกร้านเปื้อนคราบเลือดแห้งสีน้ำตาลเข้ม
เพียงสะบัดครั้งเดียว พันคอเด็กหญิงไว้ได้ ต่อให้เป็นจอมมารหญิงหรืออะไรก็ตาม ตอนนี้นางก็เป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย...
“อึก~”
เด็กหญิงกินเร็วเกินไปจนสำลักเล็กน้อย รีบดื่มน้ำฝนขุ่น ๆ จากพื้น
จากนั้นนางก็เรอออกมาอย่างอิ่มเอม
หลังจากกินเสร็จ เด็กหญิงก็ขดตัวอยู่บนเสื่อฟาง ใช้แขนแทนหมอน หนังค่อย ๆ ปรือ หลับไปอย่างงัวเงีย
ตึก ตึก...
อากาศหนาวเกินไป บ้านก็รั่วลมทุกทิศ ก้อนเล็ก ๆ บนเสื่อสั่นไม่หยุด ร่างน้อยแทบจะขดกลมเป็นลูกบอล
“เฮ้อ”
เฉินเย่ปล่อยมือจากแส้ขูดกระดูก ก้าวขึ้นเหยียบชั้นไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ดึงเสื้อกันฝนที่แขวนไว้มาปิดรูรั่ว
เขาใช้ฟางผสมโคลนแปะอุดรู หลังจากนั้นน้ำที่หยดไม่หยุดก็เบาลงในที่สุด
เขารื้อชั้นไม้แห้งออกมาครึ่งหนึ่งเพื่อใช้เป็นฟืน ดีดนิ้วอยู่นานกว่าจะจุดประกายไฟได้ แล้วพยายามเป่าให้มันลามติดฟืนอย่างยากลำบาก