- หน้าแรก
- เส้นทางสู่เซียนเริ่มจากการเลี้ยงศิษย์ัตัวน้อย
- ตอนที่ 2 แผงค่าความชำนาญ
ตอนที่ 2 แผงค่าความชำนาญ
ตอนที่ 2 แผงค่าความชำนาญ
ตอนที่ 2 แผงค่าความชำนาญ
หัวไหล่ที่เกร็งแน่นของชิงจวินพลันอ่อนยวบลง ราวกับลูกแมวที่ถูกดึงกระดูกออกไปทั้งร่าง
คราวนี้นางไม่ได้ร้องไห้
เมื่อครู่คงร้องไห้อย่างหนักไปแล้ว กระมัง เพราะโทษตัวเองที่ซุ่มซ่าม ทำให้ไม่อาจรินชาพิษให้เจ้าสัตว์เดรัจฉานแก่ตอนที่มันบาดเจ็บหนักได้สำเร็จ
“ท่านอาจารย์... รังเกียจชาที่สกปรกหรือเจ้าคะ”
ลำคอของเด็กหญิงตีบแน่น ดวงตาเหลือบไปทางขอบหน้าต่างด้านล่าง คล้ายกำลังค้นหาคำพูด
ร่างผอมแห้งของนางโก่งขึ้นเล็กน้อย คอเสื้อผ้าป่านหยาบเลื่อนหลุดลง เผยให้เห็นรอยช้ำม่วงหลายจุดบนกระดูกไหปลาร้า ราวกับถูกคีบด้วยคีมเหล็ก
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ภาพขาข้างหนึ่งที่ผอมราวกิ่งไม้ ถูกทุบจนเนื้อหนังปริแตก มีเลือดซึมออกมา ยิ่งชวนให้หัวใจบีบรัดมากกว่า
เฉินเย่ไม่ได้ตอบ เขาค้นเอาโถยาที่เจ้าของร่างเดิมซ่อนไว้ใต้เตียงออกมา ขี้ผึ้งในนั้นแข็งตัวไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นยาวิเศษของโลกบำเพ็ญตน
เขาต้องใช้เล็บขูดอยู่นาน กว่าจะบิออกมาได้ก้อนหนึ่ง จากนั้นจึงผสมกับน้ำฝนในฝ่ามือจนกลายเป็นยาข้น
ทันทีที่ยาแตะลงบนบาดแผล ชิงจวินก็สั่นสะท้านราวกับตะแกรงถูกเขย่า แต่นางยังคงกัดริมฝีปากล่างไว้แน่น ไม่ยอมส่งเสียงแม้แต่น้อย
“อดทนหน่อย”
เขาฉีกเสื้อชั้นในของตนเองออกมาใช้แทนผ้าพันแผล ท่าทางเงอะงะราวกับกำลังห่อบ๊ะจ่าง
จู่ ๆ เด็กหญิงก็คว้าข้อมือเขาไว้ แล้วถามเสียงต่ำว่า
“ท่านอาจารย์... จะขายข้าเอาเงินไปซื้อสุราหรือเจ้าคะ”
คำถามนั้นลอยค้างอยู่ในอากาศอย่างแผ่วเบา ราวกับนางกำลังพูดถึงเรื่องของคนอื่น
มือของเฉินเย่สั่นไปวูบหนึ่ง เพราะนึกขึ้นได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเคยมีความคิดเช่นนั้นจริง ๆ
ช่วงนี้มีกลุ่มผู้บ่มเพาะมารลอบเข้ามาในเขตอวิ๋นซี เจ้าของร่างเดิมเคยแอบไปติดต่อกับพวกเขา
ผู้บ่มเพาะมารต้องการคนยา เด็กหญิงบริสุทธิ์วัยเยาว์หนึ่งคนสามารถแลกหินวิญญาณได้สามก้อน
หยดน้ำฝนซึมลอดหลังคารั่ว ตกลงบนลำคอของเขา เฉินเย่เหลือบมองกระจกทองแดงบิดเบี้ยวบนชั้นไม้
คนในกระจกมีใบหน้าเหลืองซีด ใต้ตาดำคล้ำ ผมยุ่งเหยิงราวรังนก ดูไม่ต่างจากผีป่วยวัณโรค
กระนั้น สันคิ้วคมชัดกับกรามที่ได้รูปก็ยังพอมองเห็นเค้าความหล่อเหลาในวัยหนุ่มได้ราง ๆ
จริงสิ หากจัดแต่งตัวเสียหน่อย ก็ยังพอจะนับเป็นท่านลุงรูปงามได้อยู่
แต่เฉินเย่คนนี้กลับหน้าตาคล้ายเขาในอดีตอย่างยิ่ง เพียงแต่แก่กว่าและทรุดโทรมกว่ามาก...
“ข้าจะขายเจ้าไปทำไม” เขาฝืนยิ้ม ยิ้มเสียจนดูน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้ “เก็บเจ้าไว้เป็นแม่บ้านไม่ดีกว่าหรือ”
“อ้อ...”
เด็กหญิงขานรับเสียงเบาราวยุงบิน ขนตาสั่นไหว ไม่รู้ว่าเชื่อเขาหรือไม่
นางเหลือบมองยาขี้ผึ้งในฝ่ามือของเฉินเย่
เฉินเย่ถอนหายใจเบา ๆ
ยานี้หลอมจากหญ้าวิเศษขั้นหนึ่ง มีสรรพคุณกระตุ้นเลือด สลายเลือดคั่ง ต่อกระดูกและเส้นเอ็น
ในโลกบำเพ็ญตนอันอันตราย ยารักษาบาดแผลสำคัญเพียงใดย่อมไม่ต้องกล่าว เจ้าของร่างเดิมหวงแหนมันยิ่งนัก
แต่ตอนนี้กลับนำมาใช้กับเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้
ย่อมไม่แปลกที่เด็กหญิงจะคิดฟุ้งซ่านไปไกล
“ปัง ๆ ๆ! เปิดประตู! รีบเปิดประตู!”
ประตูโยกเยกถูกทุบอย่างรุนแรง เสียงดังโครมคราม ทำให้ชิงจวินกำหมัดแน่นในทันที ร่างเล็กสั่นระริก
เฉินเย่ขมวดคิ้ว ปล่อยขาผอมบางราวกกของเด็กหญิง แล้วลุกไปเปิดประตู
ชายชราผิวดำรูปร่างกำยำยืนอยู่หน้าประตู แวบแรกดูคล้ายก้อนถ่านดำก้อนหนึ่ง สีหน้าจึงแทบแยกไม่ออกท่ามกลางราตรี
เสื้อกันฝนของเฒ่าดำเปิดอ้า เสื้อชั้นในที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไม่อาจปกปิดร่างกำยำของเขา กลิ่นฝนเข้มข้นโชยมา
“พี่เฉิน! ได้โปรดเถอะ ข้าต้องพึ่งท่านแล้ว หญ้าชิงหลัวของข้าใกล้ตายเต็มที!”
เขากระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ โคลนที่กระเด็นจากรองเท้าฟางเปื้อนกางเกงของเฉินเย่
คำพูดนั้นทำให้ศีรษะของเฉินเย่ปวดตุบ ๆ แล้วความทรงจำอีกมากมายก็ผุดขึ้นมา
ใช่แล้ว เจ้าของร่างเดิมแม้จะไร้ประโยชน์ แต่ก็ยังมีฝีมือพอจะหาเลี้ยงชีพแบบคนล้มเหลวได้
เขาชำนาญวิชาพืชวิญญาณ
พูดให้ดีคือเป็นปรมาจารย์พืชวิญญาณ พูดให้แย่ก็คือชาวสวนสมุนไพรนั่นเอง
เฉินเย่คล้ายมองเห็นประกายความหวังในการเอาตัวรอดในอนาคต จึงถอนหายใจโล่งอกอย่างจริงใจ
เขาขบฟันทนปวดศีรษะ ควานหาถุงหนังมันเยิ้มใบหนึ่ง แล้วหันไปสั่งชิงจวิน
“อยู่ที่นี่ อย่าวิ่งซนไปไหน อาจารย์จะกลับมาเดี๋ยวนี้”
เด็กหญิงเองก็ลอบถอนหายใจโล่งอก เพราะกลัวเหลือเกินว่าคนที่มาเคาะประตูจะเป็นคนที่มาซื้อนาง
ก่อนหน้านี้ เจ้าของร่างเดิมเคยหลุดปากขณะเมามาย ว่าจะขายนางให้ใครสักคนไปเป็นเตาหลอม
เด็กหญิงถูกต้อนจนสิ้นทาง จึงตัดสินใจเสี่ยงชีวิตวางยาพิษเจ้าของร่างเดิม
กลางดึกท่ามกลางสายฝนและเสียงฟ้าร้อง นกไม่รู้ชนิดกรีดเสียงแหบพร่า
ถนนในละแวกนี้สลับซับซ้อน บ้านเตี้ยที่ชาวบ้านปลูกเองเบียดเสียดกันแน่น สกปรกและวุ่นวาย
ผ่านหน้าต่างมืดดำเหล่านั้น เฉินเย่สงสัยว่ามีสายตานับไม่ถ้วนแอบมองเขาอยู่ข้างใน ทำให้เขาหนาวสะท้านไปทั้งตัว
เขาย่ำโคลนเดินไป เสื้อกันฝนของเฒ่าดำที่อยู่ข้างหน้าส่งเสียงสวบสาบดังลั่น เขาจึงรีบเดินตามติด เกรงว่าจะเผลอหลงทาง
ลมหนาวแทรกผ่านรอยต่อเสื้อผ้า เฉินเย่กระชับเสื้อคลุมสกปรกบนอกให้แน่นขึ้น นิ้วมือลูบคลำมีดหยกเล็กในถุงผ้าโดยไม่รู้ตัว
ท่ามกลางราตรีลึก เมื่อมองสภาพแวดล้อมอันไม่คุ้นเคย อารมณ์ด้านลบก็พลันระเบิดออกมา
ความเปรี้ยวฝาดเอ่อขึ้นในอกเฉินเย่
วันคืนธรรมดาและสงบสุขในชาติก่อน จากเขาไปตลอดกาลแล้ว...
เขารู้สึกราวกับถูกโลกเนรเทศ ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ในโลกบำเพ็ญตนแห่งนี้ พร้อมสถานการณ์ยุ่งเหยิงเกินแก้
ดั่งว่าวที่สายป่านขาด ล่องลอยตกลงสู่โลกที่กลืนกินผู้คนโดยไม่คายกระดูก
แอ๊ด——
เฒ่าดำรีบร้อนพาเฉินเย่เข้ามาในลานบ้านของตน
เมื่อเทียบกับที่นี่ บ้านพัง ๆ ของเฉินเย่แทบไม่น่ามองเลยแม้แต่น้อย
บ้านของเฒ่าดำแม้จะคับแคบ แต่อย่างน้อยกระเบื้องหลังคาก็ยังสมบูรณ์ ข้างรั้วยังมีแปลงผักสีเขียวสด เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
“ท่านแม่! เปิดประตูเร็ว! ให้พี่เฉินดูหญ้าชิงหลัว!”
ยายหลี่ที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงเรียก ก็เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน รีบเดินเข้ามาในลาน
พอเห็นเฉินเย่ ยายหลี่ก็ขมวดคิ้วทันที
“บาปกรรมแท้ ๆ! เกิงเอ๋อร์ เจ้าอยากให้แม่อายุสั้นหรืออย่างไร ถึงได้พาโรคห่าตัวนี้เข้าบ้านเรา”
นางเหลือบมองบาดแผลบนตัวเฉินเย่ แล้วหัวเราะเย็นชา
เจ้าคนเลวคนนี้ ไม่รู้ไปล่วงเกินใครมาอีก สมควรถูกตีแล้ว!
คนในละแวกนี้ต่างรู้กันดีว่ามีคนไร้ประโยชน์ขั้นหลอมปราณชั้นสี่อาศัยอยู่ที่นี่คนหนึ่ง
คนผู้นี้แปลกประหลาดนัก อายุอยู่ในวัยฉกรรจ์ ทั้งยังเป็นผู้บ่มเพาะตนช่วงกลางของขั้นหลอมปราณ ชำนาญวิชาพืชวิญญาณ
นับว่าเป็นผู้มีฝีมือโดดเด่นในสลัมแห่งนี้ แต่กลับไม่ขวนขวาย เอาแต่ใช้ชีวิตเหลวไหลไร้แก่นสาร
วัน ๆ เอาแต่รังแกศิษย์ตัวน้อยทั้งสองคน ช่างไร้มนุษยธรรมอย่างแท้จริง!
ข้อดีเพียงอย่างเดียวที่พอจะนับได้ ก็คือหนังหน้าของเจ้าคนเลวผู้นี้หนายิ่งนัก ต่อให้ผู้อื่นด่าทออย่างไร เขาก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
เฉินเย่ฝืนยิ้ม กลับได้รับเพียงสายตาเหยียดหยันจากหญิงชรา นางยัดหญ้าชิงหลัวให้เฒ่าดำ แล้วเดินจากไปพร้อมเสียงด่าพึมพำ
“นิสัยท่านแม่ข้าก็เป็นเช่นนี้...” เฒ่าดำเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน
เฉินเย่ไม่ถือสา กลับนึกชื่นชมหญิงชราอยู่มาก
เขาจำได้จากความทรงจำของสวีชิงจวินว่า หญิงชราผู้นี้มักคอยดูแลพวกนางอยู่เสมอ
ยามสองพี่น้องหิวจนต้องแทะปูนผนังประทังชีวิต ก็เป็นหญิงชราปากร้ายผู้นี้ที่ลอบยัดอาหารให้พวกนาง
น้ำใจเช่นนี้หาได้ยากนักในโลกบำเพ็ญตนที่ผู้คนกินกันเองเช่นนี้
เฉินเย่นั่งยอง ๆ ลง สังเกตหญ้าชิงหลัวที่ใบเหี่ยวเฉาและห้อยตกลงมา ใบซึ่งเคยเขียวสดยามนี้กลับเต็มไปด้วยจุดสีน้ำตาลเทา ราวกับถูกไฟเผา
“พี่เฉิน หญ้าชิงหลัวเป็นอะไรไป”
เฒ่าดำนั่งยองลงด้วย น้ำเสียงร้อนใจยิ่ง
ในความทรงจำของเฉินเย่ เฒ่าดำผู้นี้มีชื่อว่าหลี่ต้าเกิง เป็นผู้บ่มเพาะกายขั้นหนึ่ง ตบะอยู่ระดับหลอมปราณขั้นนสาม เขาต้องใช้หญ้าชิงหลัวเพื่อทะลวงระดับตบะ
มิน่าเล่าจึงร้อนใจถึงเพียงนี้
ความจริงเฒ่าดำไม่ได้แก่ขนาดนั้น เพิ่งอายุสามสิบกว่า แต่สายผู้บ่มเพาะกายระดับต่ำเหนื่อยยากที่สุด ต้องใช้แรงกายตรากตรำหนัก จึงทำให้เขาดูแก่กว่าวัย ราวกับชาวนาผู้เช่าที่ดินอายุเกินห้าสิบ
เฉินเย่เด็ดใบป่วยใบหนึ่งออกมา แล้วขยี้ระหว่างนิ้ว ภายใต้แสงตะเกียงกระดาษน้ำมันของเฒ่าดำ เขาเห็นไข่แมลงเล็ก ๆ ที่มีประกายมันวาวอยู่ในเศษใบไม้
ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นในหัว ทำให้เขาเอ่ยออกไปว่า
“เป็นริ้นกลืนวิญญาณ! ไข่พวกนี้จะฟักในน้ำภายในสามวัน และจะเคลื่อนไหวในวันที่ฝนตก”
เฒ่าดำถอนหายใจ
“แล้วจะทำอย่างไรดี! พี่เฉิน ข้าขอร้องท่าน ช่วยข้าทีเถอะ!”
เฉินเย่ไม่ตอบ เขาหยิบมีดหยกเล็กออกจากถุงผ้า แล้วกดลงบนเส้นใบที่นูนอยู่ด้านหลังใบหญ้า
ความรู้ของร่างเดิมเกี่ยวกับแมลงชนิดนี้ มาพร้อมวิธีรับมือเช่นกัน
วิชามีดขจัดโรค!
เขากลั้นหายใจ ค่อนข้างตึงเครียด
แต่ในวินาทีที่คมมีดกรีดลง หัวใจกลับสงบนิ่งดั่งผิวน้ำไร้ระลอก
เจ้าของร่างเดิมใช้วิชามีดขจัดโรคมานับครั้งไม่ถ้วน สำหรับร่างกายนี้ เคล็ดวิชาเหล่านั้นกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว
มีดหยกเปล่งแสงสีครามจาง ๆ ปลายมีดตัดรากอากาศที่ป่วยของพืชได้อย่างแม่นยำ ทำให้แมลงสีดำขนาดเท่าเมล็ดงาร่วงลงในดิน
เฒ่าดำเบิกตากว้าง
“พี่เฉิน ฝีมือของท่าน...”
เฉินเย่ไม่เงยหน้า สีหน้าพลันแข็งค้าง
ในสายตาของเขา มีแผงข้อมูลปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน
[ชื่อ เฉินเย่]
[อายุขัย 40/62]
[รากวิญญาณ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน]
[ระดับตบะ ขั้นหลอมปราณชั้นสี่]
[เคล็ดวิชา เคล็ดวิชาฉางชิง ขั้นสำเร็จเล็กน้อย 10/100]
[ทักษะ วิชามีดขจัดโรค ขั้นสำเร็จใหญ่ 150/200; แส้ขูดกระดูก ขั้นสำเร็จเล็กน้อย 30/100]