- หน้าแรก
- ภรรยาคนแรกของพระเอกชาย
- ตอนที่ 16 - คนที่อวดดี
ตอนที่ 16 - คนที่อวดดี
ตอนที่ 16 - คนที่อวดดี
ป่าแห่งฤดูใบไม้ผลิช่างเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความงดงามราวกับเวลาหยุดนิ่ง
เยอร์ฟี่เดินทอดน่องไปตามลำธารเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าอันแสนลึกลับที่บัดนี้คุ้นเคยราวกับเป็นบ้านของตัวเธอเอง
ณ ที่นั้น เหล่าสัตว์อสูรเวท ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ต่างก็เดินติดตามเธออย่างเป็นธรรมชาติ
แต่มันไม่ได้มีแค่พวกสัตว์อสูรเวทเท่านั้น
สายน้ำที่ไหลริน แสงแดดที่สะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ
แม้แต่ใบหญ้าที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้าง
—ทุกสิ่งทุกอย่างในป่า ล้วนโอบล้อมและจับจ้องมองเธอราวกับเธอเป็นศูนย์กลางของที่แห่งนี้
เยอร์ฟี่รู้สึกราวกับว่าตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเล็ก ๆ แห่งนี้
เธอเดินทอดน่องไปตามลำธาร พลางปล่อยให้สายลมอ่อนโยนพัดผ่านร่าง
ไม่นาน หมอกหนาก็ค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามาโอบล้อมรอบกาย
บางทีนี่อาจเป็นจุดศูนย์กลางของป่าแห่งฤดูใบไม้ผลิ
และ ณ ที่แห่งนั้น—
เธอได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่คอยเรียกหาเธอผ่านความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สัตว์อสูรเวทลึกลับ
ดวงตาของเธอสบเข้ากับดวงตาของกวางศักดิ์สิทธิ์แห่งฤดูใบไม้ผลิ
‘อา…’
ภาพของป่าเวทมนตร์ที่แสนลึกลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตาของเยอร์ฟี่
สติของเธอค่อย ๆ กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เพดานที่ไม่คุ้นเคย เตียงขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น
ผนังสีเขียวทองที่ช่วยให้ดวงตารู้สึกผ่อนคลาย
เธอกลับมาอยู่ในห้องของดัชเชสอีกครั้งแล้ว
สายลมเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างซึ่งแง้มไว้เมื่อคืน ทำให้ม่านบาง ๆ พลิ้วไหวไปตามแรงลม
เช้าวันแรกของเธอที่ปราสาทโกรเวนได้มาถึงแล้ว
เยอร์ฟี่ที่ยังคงสะลึมสะลือ ค่อย ๆ ลืมตามองแสงอรุณที่ลอดผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา
เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา เธอก็รู้ตัวว่าสิ่งที่เพิ่งพบเจอเมื่อครู่เป็นเพียงความฝันอีกครั้ง
พักนี้ ความฝันของเธอเปลี่ยนไป
แทนที่จะฝันถึง “เยอร์ฟี่” ในเนื้อเรื่องดั้งเดิม แต่เธอกลับฝันถึงตัวเองที่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางดินแดนแห่งฤดูใบไม้ผลิ
‘ทำไมฉันถึงฝันแบบนี้กันนะ…?’
แม้ว่าการได้สัมผัสกับเรื่องราวชีวิตอันขมขื่นของสตรีนางหนึ่งที่มีชะตากรรมอันโหดร้ายผ่านโลกแห่งจิตใต้สำนึกจะไม่น่าพิสมัยนัก แต่เยอร์ฟี่ก็ยังไม่แน่ใจว่าความฝันเหล่านี้หมายถึงอะไร
แต่ถ้าจะลองคาดเดาอย่างระมัดระวังแล้วล่ะก็…
‘บางที มันอาจเป็นสัญญาณบางอย่าง ที่จะพาฉันไปพบกับผู้ปกครองดินแดนแห่งฤดูใบไม้ผลิก็ได้’
แม้ว่าดินแดนของสัตว์ลึกลับจะแบ่งตามฤดู แต่ละภูมิภาคมีขนาดใหญ่และกว้างขวางมาก
แม้แต่ท่านดยุกแห่งโกรเวนในอดีต ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยพบกับผู้ปกครองของทั้งสี่ฤดู
ที่สำคัญ เหล่าผู้ปกครองนั้นไม่ได้เป็นเหมือนกับพวกสัตว์อสูรเวทธรรมดาทั่วไป พวกเขาล้วนมีสติปัญญาสูงส่งและจิตสำนึกเฉียบคมเป็นของตัวเอง
ต่อให้มีผู้ที่พยายามแสวงหา แต่หากพวกเขาไม่ต้องการให้พบเห็น ก็สามารถซ่อนตัวได้อย่างไร้ร่องรอย
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง… นั่นก็หมายความว่าพวกเขาอาจเป็นฝ่ายปรากฏตัวออกมาก่อนก็ได้เช่นกัน
‘ดูเหมือนฉันคงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมสักหน่อยแล้ว’
เกี่ยวกับสถานที่ที่เธอเห็นในความฝันนั่น
แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เธอจำเป็นต้องทำหน้าที่ของดัชเชสให้สมกับตำแหน่งเสียก่อน
เยอร์ฟี่เอื้อมมือไปดึงเชือกข้างเตียง
เพียงไม่นาน เสียงเคาะประตูเบา ๆ ก็ดังขึ้น ก่อนที่บานประตูจะเปิดออก
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านหญิง"
สาวใช้สามคนก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับกล่าวทักทายด้วยท่าทีอ่อนน้อม พวกนางเป็นคนละกลุ่มกับสาวใช้ที่ช่วยดูแลอาบน้ำเมื่อคืน
ทุกคนส่งยิ้มอบอุ่นให้เยอร์ฟี่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"เมื่อคืนนอนหลับสบายหรือไม่? ฉันจะเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ล้างหน้าเดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
"พวกเราจัดเตรียมผ้าร้อนไว้ให้แล้ว ท่านหญิงยื่นมือมาได้เลยค่ะ"
ที่นี่ สาวใช้ที่ได้รับหน้าที่ดูแลดัชเชสไม่ใช่แค่คนรับใช้ธรรมดา แต่เป็นตำแหน่งที่ได้รับการคัดเลือกโดยเฉพาะ พวกเธอคอยดูแลทุกเรื่อง ราวกับเป็นมือและเท้าของผู้เป็นนาย
ตำแหน่งสาวใช้ส่วนตัวของดัชเชสไม่ได้เป็นแค่หน้าที่รับใช้ธรรมดา แต่ยังมาพร้อมกับสิทธิพิเศษและอำนาจในระดับหนึ่ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนต่างกระตือรือร้นอยากได้มัน
ในอาณาเขตโกรเวน แต่ละพื้นที่มีตระกูลขุนนางที่คอยสนับสนุนผู้ปกครอง
แม้จะอยู่ในอาณาเขตแห่งนี้ แต่ความแตกต่างระหว่างขุนนางกับสามัญชนก็ยังคงถูกแบ่งอย่างชัดเจน
คนที่ทำงานในปราสาทส่วนใหญ่มาจากตระกูลขุนนางชั้นล่างที่มีฐานะมั่นคง บางคนถึงกับตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อคว้าโอกาสเป็นสาวใช้ของดัชเชสโดยเฉพาะ
สำหรับขุนนางชั้นล่างแล้ว การได้เป็นสาวใช้ของดัชเชสไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่มันคือโอกาสอันล้ำค่าที่จะได้ยืนอยู่ในเวทีเดียวกับหญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์
‘สุดท้ายแล้ว ที่นี่ก็ไม่ได้ต่างจากโลกภายนอกเลย’
สำหรับเยอร์ฟี่ การใช้ชีวิตโดยที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอดทำให้เธอไม่คุ้นเคยกับการสั่งงานใคร
แต่ในฐานะดัชเชส หากเธออยากยืนหยัดในตำแหน่งนี้ เธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้ได้
เธอเผลอยิ้มขื่นออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหันไปมองที่หน้าต่าง ผ้าม่านยังปิดอยู่ มีเพียงแสงแดดที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ทอดเงาเป็นแนวยาวบนพรมสีน้ำตาล
‘ถ้าเปิดม่านให้แสงแดดเข้ามาคงจะดีกว่านี้’
ศูนย์กลางของโกรูเวนนั้นแตกต่างจากเมืองหลวงของจักรวรรดิ โดยมีสภาพอากาศแจ่มใสและอุณหภูมิที่อบอุ่นตลอดทั้งปี
สำหรับเยอร์ฟี่ ผู้ที่คุ้นชินกับเมฆครึ้มและแสงแดดเพียงชั่วครู่ในช่วงบ่าย แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าเพียงหยิบมือกลับรู้สึกเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่าที่มิอาจประเมินค่าได้
แสงแดดที่ส่องลอดผ่านม่านเข้ามา ถูกสาวใช้ที่กำลังวุ่นวายบดบังจนมิด
ระหว่างที่เยอร์ฟี่กำลังมองดูพวกเธอ เธอเหลือบไปเห็นสาวใช้อีกคนหนึ่งที่ไม่ได้เข้ามารุมล้อม
‘ถ้าจำไม่ผิด...ชื่อของเธอคือ 'เฟเฟ่' ใช่หรือเปล่านะ?’
ตอนที่สาวใช้พากันแนะนำตัวก่อนหน้านี้ เฟเฟ่เป็นคนเดียวที่พูดน้อยและดูเงียบขรึมที่สุด
ขณะที่สาวใช้คนอื่นคอยเอาอกเอาใจเยอร์ฟี่ เฟเฟ่กลับทำสิ่งที่แตกต่างออกไป—เธอแหวกม่านและแง้มหน้าต่างออกให้แสงแดดอาบไล้ทั่วห้อง
เมื่อสายตาของเธอสบกับเยอร์ฟี่ เฟเฟ่เพียงก้มศีรษะลงอย่างสุภาพ ก่อนจะถอยกลับไปยืนรออยู่ที่ข้างกำแพงอย่างเงียบ ๆ
‘นี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญงั้นเหรอ?’
หรือว่าเธอเป็นคนที่ช่างสังเกตกันแน่?
ก่อนที่เยอร์ฟี่จะหาคำตอบให้กับข้อสงสัยเกี่ยวกับเฟเฟได้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก
สาวใช้อีกคนเข้ามาพร้อมกับแจ้งกำหนดการแรกของวัน
“ท่านดยุกรอท่านหญิงอยู่ค่ะ”
เยอร์ฟี่ชะงักไปชั่วขณะ—เรย์มอนด์รอเธอ? เพื่อรับประทานอาหารเช้าด้วยกันงั้นเหรอ?
เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะเชิญเธอมาเจอแต่เช้าตรู่แบบนี้
“เข้าใจแล้ว”
การเชื้อเชิญที่ไม่คาดคิดทำให้เยอร์ฟี่รู้สึกประหลาดใจ แต่เธอไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ
เหล่าสาวใช้รีบเข้ามาจัดเตรียมทุกอย่างให้กับดัชเชส ดูเหมือนพวกเธอจะตื่นเต้นกันไม่น้อย
เยอร์ฟี่เพียงต้องการแต่งตัวให้เรียบร้อยเท่านั้น แต่พวกนางกำนัลกลับพยายามประดับประดาเธอด้วยความตั้งใจสุดกำลัง หนึ่งในนั้นถึงกับเอ่ยถึงเครื่องประดับล้ำค่าที่สืบทอดกันมาในตระกูลดยุก และเสนอจะนำมันมาให้เธอสวม
แต่เธอเลือกที่จะปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล
"ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้ก็พอแล้ว"
"แต่ว่า..."
สาวใช้ดูลังเล ราวกับรู้สึกเสียดาย
สองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ขยับไปไหน ราวกับยังไม่อยากยอมแพ้
‘ตอนพวกเธอแนะนำตัว เห็นว่าเป็นลูกหลานจากตระกูลขุนนางที่มีฐานะดีนี่นา’
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ พวกเธอจึงยังคงดึงดัน ไม่ยอมลดละความตั้งใจ
แต่เยอร์ฟี่เริ่มรู้สึกกังวลเมื่อนึกถึงว่าเรย์มอนด์กำลังรออยู่ เธอจึงตัดสินใจเลือกคนหนึ่งออกมา
"เธอชื่อเฟเฟ่ใช่ไหม? ช่วยหวีผมให้ฉันหน่อย แค่หวีเบา ๆ แล้วปัดไปข้าง ๆ ก็พอ"
เด็กสาวผมสั้นที่ยืนรออยู่เงียบ ๆ อยู่ด้านหลังดูตกใจเล็กน้อยเมื่อถูกเรียกชื่อ เธอเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก่อนที่เฟเฟจะได้พูดอะไร นางกำนัลคนอื่นก็รีบขวางไว้ทันที
“โอ๊ะ ต้องขอด้วยอภัยค่ะ ท่านหญิง พอดีเด็กคนนั้นไม่ค่อยชำนาญด้านนี้สักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแต่งทรงผมหรือประดับเครื่องประดับก็ดูจะไม่ใช่สิ่งที่นางถนัดนัก”
“ไม่เป็นไรหรอก แค่หวีผมก็คงไม่ได้ยากอะไร อีกอย่าง ท่านดยุครออยู่ ควรจะรีบไปให้เร็วที่สุด”
“แต่ถ้าให้เด็กที่ไม่มีฝีมือทำให้ จะยิ่งเสียเวลาเปล่านะค่ะ”
“ถ้างั้น...ฉันทำเองก็แล้วกัน”
“...ว่าอะไรนะคะ?”
สาวใช้ที่ตกใจอยู่ได้เผลออุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
เยอร์ฟี่เหลือบมองสีหน้าลังเลของพวกเธอ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าคิดว่าท่านดยุคน่าจะให้ความสำคัญกับการไม่ต้องรอใครนาน มากกว่าความหรูหราของการแต่งกาย”
สาวใช้เหล่านี้ไม่ได้อยากเอาใจเธอเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่พวกเธอกังวลมากกว่าคืออารมณ์ของเรย์มอนด์
หลังจากที่มีเสียงกระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มือเล็ก ๆ มือหนึ่งจะยื่นออกมาท่ามกลางกลุ่มสาวใช้
เฟเฟ่ที่เงียบมาตลอด หยิบหวีขึ้นมาอย่างลังเล และเริ่มค่อย ๆ หวีเส้นผมของเยอร์ฟี่อย่างนุ่มนวล
สัมผัสของเฟเฟ่อ่อนโยนและเรียบร้อย ไม่ได้ชักช้าเหมือนที่สาวใช้คนอื่นกล่าวไว้
“เสร็จแล้วค่ะ”
เส้นผมสีทองเป็นลอนถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่พอดี พาดลงไปทางด้านข้างอย่างประณีต
เยอร์ฟี่ลุกขึ้นยืน และมองตัวเองในกระจก ก่อนจะกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
“ขอบใจนะ ไปกันเถอะ”
เธอลุกขึ้น และเดินออกไปยังโถงทางเดิน ที่ซึ่งนางกำนัลอีกคนรออยู่ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร
อาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้ที่ห้องอาหารใหญ่บนชั้นหนึ่งของปีกตะวันตก
เมื่อเยอร์ฟี่ก้าวเข้าไป เธอเห็นว่าเรย์มอนด์มาถึงก่อนแล้ว
เขากำลังรับรายงานจากอัศวินคนหนึ่ง แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว เขาก็หันศีรษะมามอง
สายตาของทั้งคู่สบกัน
เยอร์ฟี่ลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยและโค้งตัวลงอย่างสุภาพ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
เรย์มอนด์มองดูท่าทางการทำความเคารพอย่างเรียบร้อยของเยอร์ฟี่ ก่อนจะละสายตาไปที่โต๊ะอาหาร
เยอร์ฟี่นึกว่าเขาคงเมินเฉยไปแล้ว แต่ไม่นานเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้น
"นั่งสิ"
"ค่ะ"
เธอนั่งลงบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ และอาหารเช้าก็เริ่มขึ้น
ขนมปังอบใหม่ เนื้อนุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก ส่วนซุปฟักทองสีส้มเข้มก็มีรสชาติหวานกำลังดี พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ชวนให้อบอุ่นหัวใจ
สลัดผ้ดสดกรอบราดด้วยน้ำสลัดที่เข้ากัน และสลัดผลไม้ที่จัดเรียงอย่างประณีต ล้วนเป็นอาหารเลิศรส
แน่นอนว่าอาหารในปราสาทที่ปรุงโดยเชฟฝีมือเยี่ยม ย่อมแตกต่างจากมื้ออาหารที่เรียบง่ายระหว่างการเดินทางอย่างสิ้นเชิง
'แต่... ทำไมเขาถึงเรียกฉันมากินข้าวด้วยกันล่ะ?'
แม้จะกำลังลิ้มรสอาหารสุดประณีต แต่ความสงสัยก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ
ไม่นานเยอร์ฟี่ก็นึกออก
'อ๋อ... เข้าใจแล้ว ว่าเขากำลังจะพูดเรื่องอะไร'
ในขณะที่ความทรงจำนี้ให้คืนมา เรย์มอนด์ก็เริ่มพูด
"งบประมาณสำหรับดัชเชส ประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายในการบริหารปราสาท ค่าจ้างพนักงาน การจัดการด้านการเงิน และค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตำแหน่ง"
เอกสารที่ถูกส่งมาตรงหน้าคือรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณที่เธอต้องดูแลรับผิดชอบ
ดินแดนของเหล่าสัตว์อสูรเวทนั้น ก็เปรียบเสมือนอาณาจักรหนึ่ง
แต่ละฤดูกาลมีหมู่บ้านของตัวเอง และศูนย์กลางที่ทำหน้าที่เสมือนหัวใจของพื้นที่นั้น ๆ
หน้าที่ของดัชเชส คือการดูแลและบริหารภายในปราสาทของดยุก เพื่อสนับสนุนบทบาทของเขาในการปกครองดินแดนแห่งนี้
การที่เขาส่งมอบพวงกุญแจให้เมื่อวานนี้ มีความหมายแบบนี้สินะ
‘เขาดูใจดีขึ้นเพราะฉันเป็นประโยชน์กับเขางั้นเหรอ?’
แต่สิ่งที่เยอร์ฟี่คิดไว้ กลับเป็นคนละเรื่อง
“แค่นี้เองเหรอคะ?”
เธอถามกลับด้วยความประหลาดใจ เรย์มอนด์เลิกคิ้วเล็กน้อยราวกับไม่คาดคิดกับปฏิกิริยานั้น
“หรือเธออยากให้ฉันพูดอะไรอีก?”
แต่ประโยคนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่เธอจะพูดออกมาได้ง่าย ๆ
‘แปลกจัง ฉันคิดว่าเขาจะพูดถึงเรื่องนั้นซะอีก’
เพราะว่า...
‘เรย์มอนด์มีลูกชายอยู่แล้วนี่’