- หน้าแรก
- ภรรยาคนแรกของพระเอกชาย
- ตอนที่ 14 - เต็มไปด้วยความโลภ
ตอนที่ 14 - เต็มไปด้วยความโลภ
ตอนที่ 14 - เต็มไปด้วยความโลภ
“ขออภัยครับ นายท่านหมายถึงใครเหรอครับ?”
โยฮันถามกลับด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง เพราะคำพูดของเรย์มอนด์ไม่มีประธานที่ชัดเจน จึงคลุมเครือเกินไปจนเขาไม่แน่ใจ
แต่แทนที่จะตอบ เรย์มอนด์กลับละสายตาไปยังเหล่าอัศวินของกองร้อยที่หนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้การนำของโยฮัน
พวกเขาทั้งหมดต่างจับจ้องไปที่รถม้าของดัชเชส
ไม่ใช่แค่กองร้อยที่ 1 เท่านั้น—
ถึงแม้ไม่มีใครเอ่ยถึง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อัศวินทุกคนล้วนมองเยอร์ฟี่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและความเลื่อมใส นับตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว
พลังของสายเลือดมังกรแต่ละสายตระกูลล้วนแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับเครื่องหอม
กลิ่นและรสชาติของพวกเขาแต่ละคนที่มี ล้วนเป็นปัจจัยที่จะกำหนดความสามารถของพวกเขาให้แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง
และสำหรับเยอร์ฟี่ กลิ่นของเธอคือน้ำผึ้ง
ในดินแดนแห่งสายเลือดมังกร...
พลังของเธอกระจายออกไปทั่วในรูปของกลิ่นหอมหวานที่ทุกคนไม่อาจลืม
และนั่นเป็นสิ่งที่เรย์มอนด์ไม่พอใจ
เมื่อคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน โยฮันที่รอฟังคำสั่งอยู่ด้านหน้าก็เผลอชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เริ่มแผ่ซ่านออกมา
ถึงแม้ความหงุดหงิดจะเอ่อท้นในใจ แต่กลับไม่มีทางใดที่จะระบายความโกรธออกมาได้
เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดเลยว่า อะไรในตัวเยอร์ฟี่กันแน่ที่ทำให้เขาหงุดหงิดขนาดนี้
สุดท้าย เรย์มอนด์เลือกที่จะละทิ้งความหงุดหงิดที่ไร้เหตุผล และกล่าวอย่างชัดเจน
"พ่อของดัชเชส"
"อา... เคานต์บารอนแห่งเดลแลงสินะครับ"
โยฮันที่เข้าใจความหมายในทันที เผลอทำสีหน้าหนักใจโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าเธอจะเป็นเครื่องหอม แต่คนที่มาจากโลกภายนอกก็เป็นสิ่งที่ควรระแวดระวังเสมอ
โยฮันในฐานะองครักษ์ ได้ตรวจสอบข้อมูลของดัชเชสตั้งแต่ก่อนที่เธอจะข้ามกำแพงเข้ามาแล้ว
ข้อมูลที่เขารวบรวมมาครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่ภูมิหลังของเธอ ไปจนถึงตระกูลที่เธอสังกัด แน่นอนว่ารวมถึงเคานต์บารอนแห่งเดลแลงด้วย
เพราะเขาคือคนที่ออกหน้ามากที่สุดในการผลักดันให้เกิดการแต่งงานครั้งนี้
ดังนั้น โยฮันจึงรีบเสนอสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นไปตามที่เจ้านายของเขาต้องการ
"ให้ผมเรียกมิลเลอร์เบิร์ดมาให้ไหมครับ?"
มิลเลอร์เบิร์ดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของสัตว์อสูรเวท โดยพวกมันมีความสามารถพิเศษคือสามารถจับคู่กับนกอีกตัวที่มาจากฤดูกาลที่ต่างกันได้
จุดเด่นที่สุดของมันก็คือ เมื่อจับคู่กันแล้ว มิลเลอร์เบิร์ดจะสามารถแบ่งปันความคิดและการมองเห็นระหว่างกันได้
เรย์มอนด์พยักหน้าเบา ๆ เป็นสัญญาณตอบรับ
เมื่อได้รับคำสั่ง โยฮันจึงเป่าปากส่งเสียงเรียกมิลเลอร์เบิร์ด
ไม่นานนัก พุ่มไม้ที่เต็มไปด้วยดอกยูแชก็สั่นไหว ก่อนที่นกสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่งจะบินลงมาเกาะอยู่บนแขนของเขา
มันคือมิลเลอร์เบิร์ดจากฤดูใบไม้ผลิ สายพันธุ์ที่ถูกฝึกมาเพื่อใช้ในกองทัพโดยเฉพาะ
หากต้องการใช้งานมิลเลอร์เบิร์ด จำเป็นต้องมี ‘กระจก’ เป็นสื่อกลาง
มิลเลอร์เบิร์ดจะตอบสนองต่อคำสั่งของผู้เป็นนาย มันบินเข้าไปยังกระจกที่ถูกเตรียมไว้ ลำตัวของมันค่อย ๆ จมลงไปในพื้นผิวราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
เพียงไม่นาน ภาพจากดวงตาของคู่ของมันก็ฉายขึ้นบนกระจกอย่างชัดเจน
ฟิ้วววว—
ในกระจก ปรากฏภาพหน้าผาน้ำแข็งสูงตระหง่าน พายุหิมะกำลังโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงจนแทบมองไม่เห็นทัศนวิสัย
เมื่อโยฮันออกคำสั่ง ภาพในกระจกก็เริ่มขยับเคลื่อนไหว
มิลเลอร์เบิร์ดที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งฤดูหนาวร่อนลงบนสะพานน้ำแข็งอันเย็นยะเยือก
เมื่อภาพในกระจกลดระดับลง ก็เผยให้เห็นกลุ่มคนแปลกหน้ากำลังเดินฝ่าพายุหิมะเข้าสู่ดินแดนโกรเวน
พวกเขาคือเคานต์บารอนและเหล่าผู้ติดตาม
เคานต์บารอนได้คลุมร่างด้วยเสื้อกันหนาวหนาหลายชั้น แต่ดูเหมือนว่าการแต่งกายที่มากเกินไปจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างยากลำบาก
ตรงกันข้ามกับเหล่าอัศวินที่ยังคงรักษาระยะเดินขบวนได้มั่นคง บรรดาคนรับใช้ที่ติดตามมาด้วยกลับไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าที่ช่วยป้องกันความหนาวเหน็บ ส่งผลให้พวกเขาต้องเผชิญกับความหนาวเย็นโดยไร้ซึ่งการป้องกันใด ๆ
ความเย็นยะเยือกกัดกินร่างของพวกเขา และทีละคน... พวกเขาก็ค่อย ๆ ทิ้งระยะห่างจากขบวน ก่อนจะหายไปจากกลุ่มโดยสมบูรณ์
หากเปรียบเทียบกับตอนที่ตรวจสอบครั้งล่าสุด ดูเหมือนว่าจำนวนผู้ติดตามของเคานต์บารอนจะลดลงไปมากแล้ว
เรย์มอนด์ที่กำลังเฝ้ามองภาพนั้นผ่านกระจก ถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะส่งเสียงจิ๊ปากด้วยความไม่สบอารมณ์
“ยังไม่ยอมแพ้อีกงั้นเหรอ?”
เขาติดต่อกับเคานต์บารอนผ่านมิลเลอร์เบิร์ดมาโดยตลอด
เพียงแค่พูดคุยกันไม่กี่คำ ก็รับรู้ได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้เต็มไปด้วยความโลภที่ฝังรากลึกเพียงใด
โลภมากเสียจนมันกัดกินสติปัญญาของเขาไปจนหมดสิ้น
‘ฉันควรจะรู้ตัวตั้งแต่ตอนที่พวกนั้นเรียกร้องค่าสินสอดแล้ว’
เคานต์บารอนพร่ำบอกเขาไม่หยุดว่า เยอร์ฟี่เป็นลูกสาวที่เขาเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบากเพียงใด
แล้วก็ตามมาด้วยข้อเรียกร้องค่าใช้จ่ายสำหรับการส่งตัว ‘ลูกสาวสุดที่รัก’ ไปยังอีกฟากหนึ่งของกำแพง
จำนวนเงินที่เรียกร้องนั้นสูงเสียจนเทียบได้กับงบประมาณแผ่นดินตลอดทั้งปีของอาณาจักรหนึ่งเลยทีเดียว
แม้ว่าเยอร์ฟี่จะเป็นเจ้าสาวของสายเลือดมังกร แต่นี่มันก็ออกจะเกินไปหน่อย
เขาพูดจาราวกับเป็นพ่อค้าที่ต้องการขายของที่ตัวเองมีให้ได้ราคาสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
และเรย์มอนด์ก็ตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนนั้นไป...
ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีมาก่อนในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของตระกูลโกรเวน
แต่ถึงอย่างนั้น...แม้จะได้เงินก้อนโตไปแล้ว แต่เคานต์บารอนก็ยังไม่หยุด เขายังคงตระเวนตามหาเรย์มอนด์ เพื่อเรียกร้องเงินเพิ่มอีกอยู่ดี
‘มนุษย์จากโลกภายนอกล้วนเป็นเช่นนี้กันหมดหรือไง?'
เต็มไปด้วยความโลภ และไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง’
การประเมินเคานต์บารอนของเรย์มอนด์ นำไปสู่การเหมารวมมนุษย์จากโลกภายนอกทั้งหมดไปโดยปริยาย
และสุดท้าย... เยอร์ฟี่เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ไม่นานมานี้ เขาได้รับเอกสารเกี่ยวกับประวัติของเยอร์ฟี่ที่ฝ่ายข่าวกรองรวบรวมมาให้
แต่พอเปิดอ่าน เขากลับรู้สึกว่าเนื้อหามันสั้นเกินไปสำหรับ ‘ประวัติของผู้หญิงคนหนึ่ง’
เอกสารฉบับนั้นมีเพียงข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น—
ว่าเธอเคยป่วยหนักเมื่อตอนเด็ก
และหลังจากนั้น พ่อของเธอก็ใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพ กักตัวเธอไว้ในคฤหาสน์
จนกระทั่งเธอไม่ได้แม้แต่โอกาสเข้าสังคมหรือเข้าร่วมงานเดบูต็องท์เลยสักครั้ง
เยอร์ฟี่เพิ่งจะตระหนักได้ในภายหลังว่า
เธอคือเครื่องหอมที่ถูกลิขิตมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีสายเลือดแห่งมังกร
จนถึงตอนนี้ เรย์มอนด์กลับเริ่มตั้งข้อสงสัยบางอย่างขึ้นมา
หรือว่า... เคานต์บารอนไม่ได้กักขังลูกสาวไว้เพราะความรักและความเป็นห่วงอย่างที่เขาอ้าง?
ความคิดของเรย์มอนด์ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เยอร์ฟี่หมดสติไปเมื่อสองวันก่อน
เธอแทบจะเดินออกจากกระโจมไม่ไหว
ร่างกายของเธอโซเซ และหากเขาไม่คว้าตัวเธอไว้ได้ทัน... เธอคงล้มลงไปกองกับพื้นในสภาพที่ไร้เรี่ยวแรง
เรย์มอนด์รู้สึกประหลาดใจ—
ร่างกายของเยอร์ฟี่ที่อยู่ในอ้อมแขนนั้น ผอมบางและเล็กกว่าที่เขาคาดไว้มาก
หน้าผากของเธอร้อนจัดเพราะพิษไข้ แต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบจนน่าตกใจ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน รีบสั่งให้หมอประจำค่ายมาตรวจอาการทันที
หมอให้คำวินิจฉัยว่านี่เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว
‘ร่างกายของเธออ่อนแอถึงขนาดนี้เลยเหรอ’
เมื่อมองดูแขนขาที่บอบบางราวกับจะแตกหักได้ง่าย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก
แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ—ไม่มีใครคอยดูแลเธอเลยแม้แต่คนเดียว
'น่าจะยอมให้เธอพาสาวใช้มาด้วยตั้งแต่แรก'
เรย์มอนด์นึกถึงสาวใช้ของบารอน คนที่เคยติดตามเจ้านายของเธอมาตลอด แต่สุดท้ายเธอก็หมดสิ้นซึ่งลมหายใจ และถูกทิ้งไว้ท่ามกลางหิมะอย่างไร้ค่า เพราะร่างกายทนความหนาวเหน็บของหุบเขาน้ำแข็งไม่ไหว
ในกองทัพที่เต็มได้วยชายชาติทหาร คนเดียวที่สามารถดูแลดัชเชสที่ล้มป่วยได้ ก็คือสามีของเธอ เรย์มอนด์
เขามองไปยังเยอร์ฟี่ที่นอนซมอยู่บนเตียง
ภาพของค่ำคืนแรกที่พวกเขาได้สัมผัสกันผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ตั้งใจ
แต่ก่อนที่ความคิดจะล่องลอยไปไกลกว่านั้น เขารีบสลัดมันทิ้งไป
อีกฝ่ายล้มป่วยลงราวกับดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาเพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
ส่วนเขา...ก็ไม่ใช่คนต่ำช้าที่จะล่วงเกินหญิงสาวที่หมดสติอยู่
แน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าภรรยาของเขา จะมองเขาเป็นคนยังไง
เมื่อเขาเห็นว่าแค่คิดแบบนี้ก็ดูผิดปกติพอแล้ว เขาส่ายหัว ไล่ความคิดไร้สาระออกไป ก่อนจะเอื้อมมือไปจัดการกับชุดที่ดูน่าอึดอัดนั่น
ทำไมเสื้อผ้าของผู้หญิงถึงได้ซับซ้อนขนาดนี้กัน
หลังจากต่อสู้กับเนื้อผ้าที่พันกันวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็สามารถดึงร่างที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้กองผ้าที่ยุ่งเหยิงออกมาได้สำเร็จ
และในวินาทีที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่านั้น...
ทุกความคิดฟุ้งซ่านที่ว่าเขาเป็นคนหยาบช้า หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ที่เธออาจจะรังเกียจเขา ถูกพลันหายไปจนหมดสิ้น
'นี่มัน...'
รอยแผลจาง ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นร่องรอยจากการป้องกันตัว ทำให้เรย์มอนด์ขมวดคิ้วแน่น
อย่างที่คิด เขาไม่ได้มองผิดไปในตอนนั้น
'นี่น่ะเหรอ... ร่างกายของลูกสาวที่เคานต์บารอนอ้างมาว่าเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม?'
คำพูดที่เคยฟังมากับหู กลับขัดแย้งกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าโดยสิ้นเชิง
และถ้าคนที่เอ่ยคำนั้นออกมา คือเคานต์บารอนเอง...
ถ้าเช่นนั้น คนเดียวที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ ก็มีเพียงแค่เจ้าของคำพูดเองเท่านั้น
แต่อีกมุมหนึ่ง นที่ทำร้ายเธออาจไม่ได้มีแค่คนเดียว
ร่องรอยที่ปรากฏบนร่างกายของเธอ มีทั้งแผลเก่าที่จางลงและแผลใหม่ที่ยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้
เช่นเดียวกับรอยช้ำจากเชือกคอร์เซ็ตที่รัดแน่นเกินไป จนฝังลึกลงไปในผิวบริเวณเอว
ถ้าการคาดเดาของเขาไม่ผิด บางทีการกำจัดนางกำนัลที่ติดตามเธอมาตั้งแต่ข้างนอก อาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
‘ต่อจากนี้ ถ้าจะให้ใครมาดูแลเธอ ก็ควรเป็นคนของโกรเวนเท่านั้น’
เรย์มอนด์วางมือบนแผ่นหลังของเธอ ปล่อยให้พลังของเขาซึมผ่านเข้าไป เพื่อช่วยเร่งการฟื้นตัวของเครื่องหอม
แล้วในที่สุด เธอก็ฟื้นขึ้นหลังจากนั้นสองวัน
หญิงสาวที่อ่อนแอเกินไป พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอทำคือกล่าวคำขอโทษและขอบคุณอย่างพร่ำเพรื่อ
พอรู้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลเบื้องหลัง มันทำให้เขารู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
รวมถึงตัวเขาเอง...ที่เอาแต่เมินเฉยต่อผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้มาตลอด
ถึงแม้เธอจะเป็นภรรยาที่เขาจำใจยอมรับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องให้ความสำคัญกับเธอเป็นพิเศษ
แต่สำหรับเรื่องนี้ มันคงต้องเป็นข้อยกเว้น
เรย์มอนด์ตัดสินใจจะให้ ‘บางอย่าง’ กับเธอเป็นการตอบแทน
‘มีตำราที่เผยความลับของดินแดนโกรเวนออกไปอย่างนั้นเหรอ’
แม้ว่าเขาจะยังไม่อาจเชื่อทุกคำพูดของดัชเชสได้เต็มที่ แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ—เธอช่วยเหลือกองทัพไว้มากจริง ๆ
หลังจากเรย์มอนด์เฝ้าสังเกตเคานต์บารอนผ่านกระจกที่สิงสถิตด้วยมิลเลอร์เบิร์ด ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจบางอย่างได้
"บอกว่าอยากได้ค่าสินสอดเพิ่มสินะ... ในฐานะลูกเขยก็คงต้องตอบรับเขาสักหน่อย พาฝูงแบล็กนูว์ไปต้อนให้ติดอยู่ใต้สะพานน้ำแข็งซะ"
แบล็กนูว์เป็นฝูงวัวที่อาศัยอยู่ในดินแดนฤดูหนาว
แม้จะพบได้น้อย แต่ก็มีบางตัวที่พลัดหลงออกไปนอกเขตแดนของสัตว์อสูรเวทอยู่เป็นบางครั้ง
เขาของแบล็กนูว์มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าเพชร และในโลกภายนอก มันมีมูลค่าสูงยิ่งกว่าพลอยหายากเสียอีก
ในเมื่ออยากได้เงินนัก... ก็ให้ไปขุดเอาเองก็แล้วกัน นั่นคือข้อสรุปของเขา
โยฮันที่เข้าใจเจตนาของผู้เป็นนายดี จึงใช้มิลเลอร์เบิร์ดอีกตัวเพื่อติดต่อกับกองกำลังที่ประจำอยู่ในดินแดนฤดูหนาว
ระหว่างที่รองแม่ทัพกำลังปฏิบัติหน้าที่ เรย์มอนด์ทอดสายตามองภาพสะท้อนของฤดูหนาวในกระจกเวทมนตร์
กลุ่มของเคานต์บารอนตั้งค่ายอยู่ใต้สะพานน้ำแข็ง
อัศวินที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือเพียงหยิบมือ จำนวนผู้รอดชีวิตก็ลดลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา
สิ่งเดียวที่ทำให้พวกมันสามารถอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้ คือการล่าสัตว์อสูรเวทที่อาศัยอยู่ในดินแดนฤดูหนาวมากินเป็นอาหาร
กล้าบุกเข้ามาในดินแดนของโกรเวนโดยพลการ แล้วยังจับสัตว์อสูรเวทที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินมากินอีกเนี่ยนะ...
น่าขันสิ้นดี
"ถ้ามันรอดมาได้ ก็คงเป็นโชคชะตาของมันเอง"
ไม่รู้ว่าพวกมันเคยสุขสบายแค่ไหนในโลกภายนอก แต่ที่นี่... คือดินแดนของโกรเวน
ถ้าเลือกจะอยู่ต่อ ก็ต้องยอมรับกฎของที่นี่
หรือไม่... ก็ให้มันฝังกลบไปตลอดกาลเสียเลย
หลังจากมอบทางเลือกให้เคานต์บารอนแล้ว เรย์มอนด์ก็ละสายตาจากกระจกเวทมนตร์ ก่อนจะหันไปจับจ้องขบวนรถม้าของเยอร์ฟี่ที่อยู่ไม่ไกล